Note: ช้ากว่าที่คิดไปมากสำหรับตอนที่สามของสัมภาษณ์อย่างยาวชิ้นนี้ ต้องขออภัยทุกท่านด้วยนะคะ ระยะนี้ Exteen ก็ออกจะเกเรเบาๆอยู่เหมือนกัน ก็เลยกว่าจะได้เอามาลงให้ได้อ่านกันถึงทิ้งช่วงนานซะขนาดนี้ ถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้เข้าไปเช็กเลยเหมือนกันค่ะว่า Stephany เธอแปลตอนต่อเอาไว้แล้วหรือยัง อย่างไรก็ตาม ก็ขอให้สนุกกับการติดตามอ่านพาร์ตนี้โดยทั่วกันนะคะ

*** เจ้าของบล็อกไม่เคยจะหวงบทความอะไรที่แปลลงเลยแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นหากใครอยากจะเอาไปเผยแพร่ที่ไหนก็ยินดีค่ะ มีข้อแม้แค่ของให้นำไปทั้งหมดโดยไม่ตัดต่อ และลง Hot Link ให้ด้วยก็พอค่ะ

********************

บทสัมภาษณ์ Sato Takeru จากนิตยสาร +act. Magazine: Tenno no Ryuriban - Part 3

- +act เป็นนิตยสารที่มักจะพูดถึงใบหน้าของซาโต้ ทาเครุอยู่เสมอ ฉันก็เลยอยากจะบอกคุณตอนนี้เลยว่า คุณดูเปลี่ยนไปจากเดิมอีกแล้ว

ทาเครุ: จริงหรือครับ

- ตอนนี้คุณมีสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจแบบปราศจากความกลัวอย่างสิ้นเชิง แต่เท่าที่พูดคุยกับคุณ ฉันรู้สึกว่าแม้แต่ใจของคุณเองก็น่าจะได้รับอิทธิพลที่ว่านี้ด้วยเหมือนกัน

ทาเครุ: ผมเคยได้ยินที่เขาบอกว่า ใจของคุณส่งอิทธิพลต่อรุปลักษณ์ของคุณ... แต่ผมจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าหน้าตาของผมจะเปลี่ยนตัวผมได้ด้วย (หัวเราะ)

- คุณไม่เคยได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้บ้างหรือ

ทาเครุ: แหงสิครับ มีคนพูดกับผมแบบนี้แทบจะทุกๆหกเดือนเลยล่ะ เวลาผมได้พบกับคนที่ไม่ได้เจอกันมาสักพัก เขามักจะพูดว่า ‘นายดูมุ่งมั่นจัง’ ไม่ก็ ‘ดูเหมือนนายจะดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นนะ’ ไม่ก็ ‘นายดูแมนขึ้นนะ’ … แทบทุกคนเลยที่พูดอย่างนี้มาตั้งแต่ผมอายุ 19 แล้ว (หัวเราะ) พวกเขาพูดบ่อยเสียจนได้ยินทีไรผมก็จะแบบ ‘เอาอีกแล้ว’

- แล้วไม่รู้สึกสงสัยบ้างหรือว่าตัวเองเปลี่ยนไปยังไง

ทาเครุ: ผมไม่สนใจหรอกครับ แล้วหน้าตาผมนี่ก็เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปทุกวันอยู่แล้ว ความเหน็ดเหนื่อยแล้วก็อาการนอนน้อยนี่แสดงออกที่หน้าผมชัดเจนมาก อันนี้ผมรู้ตัวดี ผมจะเล่าประสบการณ์ที่ประหลาดที่สุดเท่าที่ผมได้เจอมาให้ฟัง ... ตั้งแต่ผมอายุ 18 หรือ 19 จนกระทั่ง 21 หรือ 22 ผมงานยุ่งมากจนแทบไม่อยากเชื่อตัวเอง คือไม่ว่าเมื่อไรก็มักจะต้องมีอะไรให้ทำอยู่เสมอ จนกระทั่งผมมีโอกาสได้มีวันหยุดยาวเป็นครั้งแรก ผมก็เลยใช้เวลาทั้งสัปดาห์นั่นพักผ่อน แล้วตอนนั้นแหละที่ผมถึงได้เห็นว่าหน้าตาผมเปลี่ยนไปยังไงจากการที่นอนเยอะเกินไป (หัวเราะ) ตอนนั้นผมยังคิดกับตัวเองเลยนะว่า ‘นี่มันหน้าเราจริงๆนี่หว่า’

- แล้วดูดีขึ้นไหม

ทาเครุ: ก็ดีขึ้นนะครับ ผมดูเป็นคนเฉียบคมขึ้น ตอนนั้นยังคิดเลยว่า ‘อ้อ นี่เราดูเหนื่อยเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้แล้วสิเนี่ย’ ดังนั้นแม้แต่ตอนนี้ระหว่างการถ่ายทำละคร ใบหน้าของผมก็ดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเลยเพราะผมทำงานทั้งคืน ผมเองก็พอจะรู้ตัวอยู่นะ ความเหน็ดเหนื่อยแสดงออกบนใบหน้าผมชัดมาก ดังนั้นถ้าผมได้เจอกับใครสักคนสามวันหลังจากนั้นแล้วเขาบอกว่า ‘นายดูดีขึ้นนี่’ เขาอาจจะหมายความว่า ‘นายดูแตกต่างไปจากเดิมอีกแล้ว’ ก็ได้ ซึ่งมันอาจจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาด้วยเหมือนกัน แต่พอพูดถึงเรื่องใบหน้าของผมแล้ว จะว่าไปบทบาทที่ผมได้รับก็อาจจะมีส่วนไม่น้อยอยู่เหมือนกันนะ ผมหมายถึงบทบาทที่ผมได้รับในช่วงเวลานั้นน่ะนะครับ

- ถ้าบทบาทของคุณทำให้สีหน้าของคุณเปลี่ยนแปลงไป แล้ววิธีการคิดของคุณมีผลต่อบทบาทที่คุณได้รับด้วยหรือเปล่า เช่นว่าคุณได้คิดถึงเรื่องที่ปกติคุณมักจะไม่ได้คิดถึง อย่างนั้นมีบ้างหรือเปล่า

ทาเครุ: ไม่นะครับ ตามปกติแล้ว บทบาทที่ผมได้รับไม่ค่อยส่งผลอะไรกับผมเท่าไหร่ คืออย่างน้อยๆผมก็ตั้งใจไม่ให้มันเป็นแบบนั้นนะ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปโดยที่ไม่รู้ตัวบ้างหรือเปล่าเหมือนกัน แต่ผมตั้งใจเลยว่าจะไม่ให้มันเปลี่ยนผม แต่บางครั้งผมเองก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเหมือนกันนะ โดยการรับบทเป็นตัวละครต่างๆ บางครั้งผมก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างผ่านความคิดของตัวละคร อะไรแบบนั้นล่ะครับ

- แล้วครั้งนี้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

ทาเครุ: ที่เยี่ยมที่สุดก็คือผมมีโอกาสได้นึกภาพใบหน้าของคนที่ทำอาหารให้ผมกินออกนะ แล้วก็รู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรขณะที่ทำมันออกมา มันก็เลยสร้างความรู้สึกแตกต่างในแง่ที่ว่าผมรู้สึกซาบซึ้งใจในสิ่งที่พวกเขาทำมากแค่ไหนน่ะครับ

- ตอนที่บรรณาธิการของเราทำสมุดภาพ Shinkokyu (深呼吸) ของทาเครุคุงน่ะ ฉันได้ยินทาเครุคุงในวัย 19 บอกว่า ‘การแสดงคือจินตนาการ’ ตอนนี้ยังคิดแบบนั้นอยู่หรือเปล่า

ทาเครุ: การแสดงคือจินตนาการแน่นอนอยู่แล้วครับ ปกติแล้วมันคือจินตนาการหรือไม่ก็คือการเลียนแบบนั่นแหละ เลียนแบบอะไรบางอย่างที่มีอยู่จริง หรือไม่ก็ทำมันขึ้นตามจินตนาการของตัวเอง

- เข้าใจล่ะ ทางเลือกที่สำคัญที่สุดของคุณก็คือ ‘จินตนาการ’ หรือ ‘การเลียนแบบ’ อย่างนั้นใช่ไหม

ทาเครุ: นั่นล่ะครับ ถึงตอนนี้ผมจะบอกว่ามันเป็นทางเลือกก็ตาม แต่ช่วยทำให้มันเป็นสามทางเลือก คือจินตนาการ การเลียนแบบ หรือประสบการณ์จริงในชีวิต แบบนั้นด้วยนะครับ

- ตามปกติคุณแสดงตามจินตนาการของคุณเลยอย่างนั้นหรือเปล่า

ทาเครุ: มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะครับ ที่จริงมันออกจะเป็นเรื่องไม่ปกติสำหรับผมนะถ้าจะให้คิดว่า ‘เพราะนักแสดงคนนั้นแสดงออกแบบนั้น ฉันก็จะเลียนแบบบ้างล่ะ’ แล้วผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ใครๆก็ทำกันไม่ใช่หรือ มันไม่ใช่แค่ผมเลียนแบบนักแสดงสักคน แต่เวลาที่ผมรับบทเป็นพ่อครัว ผมก็กำลังเลียนแบบคนที่เป็นพ่อครัวจริงๆอยู่ ซึ่งถ้าหากไม่มีต้นแบบสำหรับบทให้ผมเลียนแบบ ผมก็เล่นไปตามจินตนาการของผมนี่แหละ

- ตอนที่คุณอายุ 19 ฉันยังได้ยินคุณบอกด้วยว่า ‘ผมรู้สึกมีความสุขที่สุดเวลาที่ได้มุ่งมั่นตั้งใจกับอะไรสักอย่าง’ มาวันนี้คุณยังคิดแบบนั้นอยู่หรือเปล่า

ทาเครุ: เป็นครับ ผมยังไม่เปลี่ยนความคิดตรงนั้นไปนะ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจถึงความหมายของคำว่า ‘ความสุข’ เท่าไหร่ แต่เวลาที่ผมได้พุ่งความสนใจของผมทั้งหมดไปที่อะไรบางอย่างถึงขีดสุด มันเหมือนอะดรีนาลีนมันพลุ่งพล่านน่ะครับ มันก็เลยทำให้ผมรู้สึกมีความสุข ไม่ก็รู้สึกดีมากเพราะในใจมันจะคึกคักสุดๆเลย

- คุณมักจะมีอาการอะดรีนาลีนพลุ่งพล่านบ่อยๆหรือเปล่า

ทาเครุ: มันก็น่าจะเหมือนความกระตือรือร้นน่ะครับ พอเวลาผ่านไป คุณก็จะรู้สึกคุ้นชินไปเองซึ่งทำให้ไม่รู้สึกว่าอะดรีนาลีนมันหลั่งออกมา มันเป็นเรื่องยากมาก คือหมายถึงการสร้างความรู้สึกกระตือรือร้นให้เกิดขึ้นเสมอเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่โชคยังดีครับ ต่อให้ตอนนี้ผมรู้สึกเหนื่อยล้ากับมันแล้ว แต่เดี๋ยวมันก็จะมีความกระตือรือร้นใหม่ๆเกิดขึ้นอีกหลังจากนี้ไม่กี่เดือน เพราะมีงานใหม่ๆมารออยู่แล้ว นี่ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ ผมก็จะยังคงกระตือรือร้นต่อไปได้อยู่นะ

- คงหนักหนาเอาการ ถ้าคุณต้องทำงานในโปรดักชั่นในแบบที่ต้องทำงานยาวไปสามปีนะ

ทาเครุ: ผมคงไม่ทำล่ะครับ (หัวเราะ) สำหรับผมมันเป็นไปไม่ได้แน่ๆ

- ถ้าอย่างนั้น ครึ่งปีนี่ถือว่าเต็มที่แล้วหรือเปล่า

ทาเครุ: ก็น่าจะครับ (หัวเราะ) คือผมไม่เคยต้องทำงานที่ต้องใช้เวลานานถึงสามปีไงครับ ดังนั้นผมจึงทำได้แค่จินตนาการเท่านั้นแหละ

- การได้รับบทใหม่สร้างความแตกต่างมากมายขนาดนั้นเลยหรือ

ทาเครุ: (น้ำเสียงมุ่งมั่น) สร้างความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเลยครับ!

- อาจจะเป็นเพราะคุณพุ่งความสนใจทั้งหมดเพื่อที่จะรับบทบาทใดบทบาทหนึ่งมากเสียจนคุณไม่อาจจะทำติดต่อกันได้เป็นระยะเวลายาวนานมากก็ได้นะ

ทาเครุ: ผมว่าน่าจะใช่นะ อาจจะเป็นเพราะงานแต่ละชิ้นมันต้องทุ่มเทหนักมากก็ได้ มันก็เลยเป็นเรื่องยากที่จะทำติดต่อกันได้นานๆน่ะ

- การรับบทเป็นตัวละคร A อาจจะแตกต่างไปจากการรับบทเป็นตัวละคร B แต่การที่คุณต้องรับบทเป็นคนอื่นมันอาจจะไม่ได้รู้สึกแตกต่างกันอย่างนั้นหรือเปล่า

ทาเครุ: ที่จริงมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยล่ะครับ ก็อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า มันเหมือนกับเรามีคำเพียงคำเดียวใช้อธิบายความหมายของคำว่า ‘นักแสดง’ เราก็มีคำเพียงคำเดียวที่ใช้อธิบายคำว่า ‘การแสดง’ เหมือนกัน ดังนั้นในขณะที่มันอาจจะเหมือนเราก็ลังทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่ที่จริงมันแตกต่างกันมาก เราแค่บังเอิญมีคำว่า ‘การแสดง’ อยู่แค่คำเดียว แต่ยกตัวอย่างเช่น การรับบท Kenshin เป็นเรื่องหนึ่ง ในขณะที่การรับบทเป็นโทกุโสะก็เรียกว่าแตกต่างออกไปอีกเรื่อง ไม่อย่างนั้นมันก็คงจะเป็นไปไม่ได้ถ้าจะรับเล่นบทใดบทหนึ่ง นอกเสียจากว่าคุณจะลงลึกไปไกลกว่าคำว่า ‘การแสดง’ แล้วนั่นแหละ เพราะอย่างนี้ การแสดงจึงแตกต่างกันออกไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบาท... ยกตัวอย่างเช่น มันมีคำว่า ‘ใช้ชีวิต’ อยู่ แต่ทุกคนต่างก็ ‘ใช้ชีวิต’ แตกต่างกันออกไป ถ้าให้เปรียบเทียบง่ายๆมันก็เหมือนกันนั่นแหละครับ

- ดูเหมือนคุณจะรับบทที่แตกต่างกันออกไปทุกครั้งเลย

ทาเครุ: เพราะอย่างนั้น มันก็เลยยากที่จะถ่ายทำเรื่องต่อไปทันทีที่จบเรื่องหนึ่งไงครับ

- ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะทำยังไง

ทาเครุ: ก็ต้องทำงานให้หนักขึ้นไงครับ (หัวเราะ)

- แต่มันก็อาจจะเกิดขึ้นได้ใช่ไหม การที่คุณต้องรับบทไปพร้อมๆกันทีเดียวสองบทแบบนั้นน่ะ

ทาเครุ: คือถ้าผมเคยทำแบบนั้น ก็ต้องเรียกว่าน้อยมากนะ ผมพยายามจะให้แน่ใจว่าเรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะผมอาจจะทำได้ไม่ตลอดรอดฝั่งก็ได้ ผมได้ยินมาว่า นักแสดงต่างประเทศน่ะต้องเข้าโรงเรียนเพื่อทำเวิร์กช็อปในการที่จะล้างตัวเองเสียใหม่หลังจบงานชิ้นนึงเสียก่อน แล้วถึงจะเริ่มงานใหม่ได้

- เอาอย่างที่คุณทำอยู่ตอนนี้ สมมุติว่าหลังจากที่ต้องรับบทเป็นคนคนหนึ่งมานานครึ่งปี หนึ่งวันหลังจากนั้นมีคนมาบอกคุณว่า ‘เอาล่ะ ตอนนี้คุณต้องรับบทเป็นนักอบขนมแล้วนะ!’ แบบนี้คงยากสินะ

ทาเครุ: ก็ถ้าเป็นแบบนั้น ละครก็จะกลายเป็น ‘ถ้าโทกุโสะเป็นนักอบขนม’ ไปเลย (หัวเราะ)

- เห็นจริงด้วย (หัวเราะ)

ทาเครุ: ก็แหงสิครับ

- จริงๆนะ... การอธิบายสิ่งต่างๆของคุณนี่เข้าใจได้ชัดเจนดีจริงๆ อย่างบางคำถามเวลาฉันถามคุณไปว่า ‘เป็นอย่างนั้นใช่ไหม’ คุณก็มักจะตอบอะไรที่ทำให้ฉันต้องพูดออกมาทุกครั้งเลยว่า ‘เห็นภาพชัดเจนเลยล่ะ!’ รู้สึกเหมือนเมฆหมอกที่บดบังอยู่หายไปหมด

ทาเครุ: ไม่หรอกครับ ผมพยายามมากเลยต่างหาก ผมไม่ได้คิดอะไรออกมาเป็นคำพูดตลอดเวลาหรอก

- คุณไม่คิดเป็นคำพูดได้ยังไง

ทาเครุ: ด้วยความรู้สึกไงครับ ผมจึงเป็นพวกที่ใช้ความรู้สึกมากกว่าความคิด แต่ถ้าต้องพูด ก็ต้องพยายามมากหน่อย ประมาณนั้นแหละ

- งั้นก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้วล่ะถ้าคุณสามารถเปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นคำพูดได้ขนาดนี้

ทาเครุ: นั่นเพราะผมพยายามทำเต็มที่ทุกครั้งเวลาให้สัมภาษณ์ไงครับ

- ต้องขอบคุณเป็นอย่างมากจริงๆค่ะ แต่ฉันยังจำได้ตอนที่ได้อ่านบทความที่เพื่อนสนิทของคุณ ทากะ (ONE OK ROCK) เคยพูดเอาไว้ว่า ‘ทาเครุเป็นคนที่มีคำตอบให้เสมอ’ ตอนนี้ฉันเห็นด้วยกับเขาแล้วล่ะว่า คุณตอบคำถามจากความรู้สึกออกมาได้เหมาะเจาะเพียงไร

ทาเครุ: บางทีอาจจะเป็นเพราะผมชอบที่จะพยายามเปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นคำพูดดูน่ะครับ ผมไม่ค่อยสนใจกระบวนการของมันนักหรอก ผมก็แค่ชอบ ‘คำ’ เท่านั้นเอง บางทีทากะเองก็อาจจะเป็นคนที่ชอบคำเหล่านี้อยู่แล้ว แล้วเราก็มีเซ้นส์ที่เหมือนๆกันน่ะครับ ดังนั้นเวลาที่ผมพูดว่า ‘นายไม่คิดว่ามันเป็นอย่างนี้เหมือนกันหรอกหรือ’ เขาก็จะตอบกลับมาว่า ‘มันเป็นแบบนั้นนั่นล่ะ!’ อะไรแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเสมอ ... บางครั้งผมก็บอกความรู้สึกของทากะออกมาเป็นคำพูดเหมือนกัน ผมว่านะ

- ถ้าให้ฉันเดาจากลักษณะการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดของคุณ จะบอกว่าความคิดในใจของคุณคงจะไม่ยุ่งเหยิงเลยใช่ไหม

ทาเครุ: ไม่เลยครับ มันยุ่งเหยิงมากต่างหาก แต่ผมพยายามอย่างมากที่จะเรียบเรียงมันออกมาโดยเฉพาะเวลาที่ต้องพูดอะไรแบบนี้หรอก

- เหมือนกับเวลาที่เราพยายามจะแก้เชือกที่พันกันยุ่งอย่างนั้นน่ะหรือ

ทาเครุ: อืม... ของแบบนั้นผมไม่ค่อยเก็บมาคิดหรอกครับ

- แล้วถ้าเกิดคุณแก้เชือกที่พันกันออกได้หมด มันไม่ใช่ว่าที่สุดแล้วก็ไม่เจออะไรหรอกหรือ

ทาเครุ: ก็ ถ้าเกิดเชือกมันไม่พันกัน ก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่หรือครับ

- ฉันมีเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง มีผลการวิจัยอันหนึ่งบอกว่า เมื่อพวกเขาพยายามที่จะปลูกถ่ายเซลส์ลำไส้ให้ใครอีกคน บุคลิกลักษณะของผู้บริจาค เช่นว่าทัศนคติการมองโลกในแง่ดีหรือร้าย ก็จะถูกถ่ายทอดไปยังผู้รับด้วย ฉันได้ยินมาว่าตอนนี้มันยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองกับหนูอยู่ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันก็สงสัยว่า ‘ลักษณะนิสัย’ หรือ ‘บุคลิกลักษณะ’ ที่เราได้ยินกันมานาน ตกลงมันคืออะไรกันแน่ เวลาที่นักแสดงเล่นบทบาทเป็นคนอื่น ฉันคิดว่าบุคลิกลักษณะถือเป็นองค์ประกอบสำคัญใช่ไหม พอมาลองคิดดูว่าจริงๆมันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะค้นหาลักษณะของตัวละครคุณต้องเล่น ฉันก็เลยอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่าคุณทำได้ยังไง

ทาเครุ: มันก็มีหลายวิธีนะครับ วิธีหนึ่งก็คือคุณต้องสร้างขึ้นจากใจเลย ให้คิดถึงตัวละครตัวนี้ แล้วมันก็รู้ได้เอง อีกวิธีก็คือทำตามขั้นตอนอย่างที่ผมบอกคุณเมื่อกี้ คุณตัดสินใจเล่นแบบคัทต่อคัท แล้วก็ปล่อยให้คนที่ได้ดูตัดสินใจ ในกรณีนี้ก็คือตัวละครของโทกุโสะซังนี่แหละ ตอนนี้ผมมีแนวโน้มที่จะทำแบบอย่างหลังมากกว่า ผมว่าคนดูเป็นคนสร้างลักษณะตัวละครขึ้นจากบทบาทซึ่งเกิดจากการได้เห็นเขาหรือเธอปรากฏขึ้นในคัทเดียวนั่นแหล

- ลักษณะของตัวละครที่คุณได้รับไม่ใช่อะไรที่จะเข้าใจได้ง่ายๆเสมอไป วันก่อน ฉันออกจะช็อกอยู่ตอนที่ได้ยินนักแสดงคนหนึ่งพูดว่า ‘พักนี้ รู้สึกว่าอยากจะรับบทเป็นต้นไม้ดู’ แค่คิดว่าทาเครุคุงจะต้องรับบทเป็นต้นไม้... ก็ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่ถ้าคุณมีโอกาสได้ลอง คุณก็อาจจะเริ่มต้นจากการนึกถึงจิตใจของต้นไม้... อย่างนั้นใช่ไหม

ทาเครุ: (หัวเราะ) ก็คงเป็นอย่างนั้นมังครับ แต่ก่อนอื่นเลย ผมก็ต้องคิดก่อนแล้วล่ะว่า เพระอะไรผมจึงจะเล่นเป็นต้นไม้ถูกไหม ผมต้องคิดแล้วล่ะว่า ทำไมเขาถึงไม่ยอมใช้ต้นไม้จริงๆมาเล่นแล้วให้ผมเล่นเป็นต้นไม้แทน บางทีการที่นักแสดงคนนั้นพูดแบบนั้นก็เพื่อที่จะแสดงถึงความคิดของเขาออกมาอย่างชัดเจนนั่นเอง แล้วผมว่าผมก็เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดว่ามันเป็นไอเดียที่สุดโต่งนะ แต่ ‘ต้นไม้’ มันก็มีชีวิตจริงๆนี่ นอกเหนือจากนั้นก็คือแล้วทำไมผมต้องเล่นเป็นต้นไม้ด้วย ผมคงจะสงสัยใคร่รู้มากกว่า

- คุณจะเริ่มเข้าถึงมันจากตรงนั้นเลยหรือ

ทาเครุ: ใช่สิครับ คงไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะรับบทเป็นต้นไม้ ถ้าผมไม่เข้าใจเหตุผลอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียก่อน ถ้าผมรับเล่นโดยที่ไม่เข้าใจอะไรเสียก่อน ผมจะเอาชนะต้นไม้จริงๆได้ยังไงกัน (หัวเราะ)

- หรือต่อให้คุณหาวิธีทำให้คุณดูเหมือนต้นไม้จริงๆได้ คุณก็อาจจะทำอะไรผิดพลาดก็ได้ใช่ไหม

ทาเครุ: ก็ถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมถึงไม่ใช้ต้นไม้จริงๆล่ะ ผมคงต้องบอกอย่างนั้น แต่ถ้าพวกเขามีเหตุผลที่ดีและผมก็ยินดีจะยอมรับมัน ผมก็จะเริ่มจากตรงนั้นแหละ มันอาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จะต้องรับบทเป็นต้นไม้ แต่ผมก็อยากจะลองทำอะไรแบบนั้นดูนะ ผมอยากจะรับบทที่ไม่ใช่มนุษย์ดู... หรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตบนโลก แต่ต้นไม้หรือเก้าอี้เป็นของที่อยู่บนโลกไง ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่ผมต้องเล่นใช่ไหมล่ะ

- งั้นถ้าเป็นต้นไม้พูดได้จะโอเคไหม

ทาเครุ: ครับ ถ้าแบบนั้นล่ะก็โอเคเลย

- แล้วถ้าเป็นมนุษย์ต่างดาวล่ะ

ทาเครุ: แบบนั้นก็โอเคเหมือนกัน

- คุณก็คงเริ่มจากการคิดว่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวแบบไหน ใช่ไหม

ทาเครุ: ผมว่าผมคงจะทิ้งความคิดของ ‘การเป็นมนุษย์ต่างดาว’ ไปเลย เพราะมันอาจจะไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์ต่างดาวก็ได้

- ถ้าอย่างนั้น ผลของการที่คุณอยากจะลองทำอะไรใหม่ๆดู วันหนึ่งคุณก็อาจจะพูดขึ้นมาว่า ‘ฉันอยากจะรับบทเป็นต้นไม้ดู’ เมื่อถึงวัยหนึ่งก็ได้ใช่ไหม

ทาเครุ: เป็นไปได้ครับ (หัวเราะ)

 

*to be continued*