3 ธันวาคม 2554

                ไม่ได้เข้ามาในนี้นานไปแค่ชาติกว่าๆ ประมาณแค่ย้อนกลับไปดูเอนทรีเก่าๆ คุณพระ... กรกฎาคมกันเลยทีเดียว ถามว่าสำนึกไหม มีบ้างเป็นระยะ... แต่แหม การเรียบเรียงความคิดความรู้สึกออกมาเป็นตัวหนังสือเนี่ย บางทีแค่ความสร้างสรรค์มันไม่พอจริงๆนะ มันต้องมีแรงกระตุ้นและแรงบันดาลใจด้วย ซึ่งสองอย่างหลังเนี่ย สารภาพเลยว่า หดหายไปหมดเลยในช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมา

มันก็มีเหตุนั่นแหละ คนเรานี่พออายุเยอะขึ้น ปัญหากับความรับผิดชอบในชีวิตมันก็จะหมันถาโถมเข้ามา พอดีเคสของคนเขียนเนี่ย มันออกแนวโถมกระหน่ำและจัดหนักไปนิดนึง จิตใจที่คิดจะทุ่มเทให้กับงานเขียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปหรือนิยายเรื่องสั้นที่เขียนมาตั้งแต่ต้นปี ก็เลยหยุดชะงักไปด้วย

                ในวันที่กลับมาเขียนอะไรได้อีกครั้ง ก็คือช่วงที่เกิดแหตุการณ์น้ำท่วมนี่แหละ ไม่ใช่ว่าต้องรอให้มีเรื่องดราม่าถึงจะเขียนอะไรออกนะ แต่เป็นเพราะว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศและสถานที่ครั้งใหญ่ต่างหาก อะไรๆมันก็เลยค่อยคลี่คลายขึ้นหน่อย

                ขอเล่าก่อนว่า คนเขียนเองก็ได้อินเทรนด์เป็นผู้ประสบภัยกับเขาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่โชคดีกว่าตรงที่ตัวบ้านไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำ ซึ่งอันนี้ต้องขอบคุณคนที่บ้านที่ยอมเสียสละช่วยอยู่ดูแลบ้านให้ ในขณะที่เราต้องขออพยพไปอยู่คอนโดฯกับน้องสาวที่พระโขนงโน่นแน่ะ หาไม่แล้ว จะเกิดเป็นภาวะลำบากในการเดินทางเข้าออกบ้านเป็นอย่างมากทีเดียว

                นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง

                เพราะเพิ่งรู้ตัวตอนนั้นเองว่า ที่จริงแล้วต้องการการผ่อนคลายอย่างรุนแรงเพราะดูเหมือนจะประสาทเครียดกว่าที่คิดพอสมควรทีเดียว ทีนี้พอย้ายออกมาอยู่ข้างนอกแบบนี้ มันก็เหมือนอยู่ห่างจากปัญหาที่ต้องรับมืออย่างต่อเนื่องมาหลายเดือน ชีวิตมันก็เบา ความรู้สึกก็เลยอิสระเหมือนอย่างที่เราเคยได้เป็นมาก่อน จึงสำเหนียกถึงความเป็นคนรักอิสระ และความ ‘ติสต์’ ในบางอารมณ์ของตัวเองขึ้นมาทันที ว่าธรรมชาติเรานี่มันเป็นอย่างนี้เองสินะ

                ดังนั้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนทั้งเดือน ฉันจึงได้ใช้ชีวิตห่างบ้าน และได้มีชีวิตอยู่ในโลกส่วนตัวในแบบที่ชอบอย่างเต็มที่ พลังจึงบังเกิด ไม่เพียงแต่ลุกขึ้นมาเขียนนิยายที่ค้างคาได้จนจบ ยังมีไอเดียคิดพล็อตดีๆออกมา รู้สึกอยากเขียนโน่นเขียนนี่ อยากอ่านหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ จนยาวไปถึงการทำงานเป็นจิตอาสาช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วย ซึ่งอย่างหลังนี่หมายมั่นปั้นมือเอาไว้มาพักใหญ่แล้วล่ะว่าจะต้องทำให้ได้

                ขอเล่าเรื่องการไปเป็นอาสาสมัครทำอาหารที่วัดดวงแขสักหน่อย ทีแรกฉันก็หมายมั่นว่า จะไปช่วยงานที่ช่องสามดีไหม แต่ก็ดูเหมือนว่าคนจะเยอะอยู่แล้ว แถมดารานักร้องคนดังคงเพียบ ไม่น่าจะเหมาะกับตัวเองเท่าไหร่ จะไปจุฬาฯหรือสภากาชาด ก็ท่าทางจะคนเยอะ ไปเปิดเจอในพันทิป ก็เลยเห็นว่าที่วัดดวงแขกำลังต้องการคนไปช่วยทำและแพ็กอาหารสด คนไม่เยอะมาก ต้องการอาสาสมัครตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ก็เลยตัดสินใจว่าจะไปที่นี่แหละ ไปคนเดียวด้วย

                ไปเป็นอาสาสมัครวันแรกงานเยอะมาก แต่ก็สนุกมาก คนที่มาก่อนก็คอยสอน คอยแนะนำอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักกันหรอก แต่ว่าก็สามารถสร้างความคุ้นเคยและกลมกลืนกับเขาไปได้แบบเนียนๆอยู่ วันแรกมีโอกาสได้ไปลงพื้นที่กับเขาแถวแจ้งวัฒนะด้วย ที่อาสายกมือไปไม่ใช่เพราะฮึกเหิมอะไรหรอก แต่อยากจะไปเห็นกับตาตัวเองว่า คนที่เขาลำบาก เขาลำบากยังไง ลำบากแค่ไหน จะได้รู้ว่า มีคนที่ลำบากกว่าเราหลายเท่า จะได้มีพลังทำอะไรให้คนอื่นเยอะๆ และไม่ต้องมานั่งฟูมฟายกับตัวเองมากนัก

วันถัดมามีเพื่อนมาขอร่วมด้วยช่วยกัน ตั้งแต่นั้นก็เลยไปเป็นอาสาสมัครแบบมีเพื่อนไปด้วยแทบทุกวัน งานก็มีตั้งแต่ตักอาหารใส่ถุง ตักข้าว ห่อข้าว ยกของ หั่นของสด งานล้าง ไปจนถึงทำอาหารทั้งทอด แกง ผัด ซึ่งคนเขียนทำมาเกือบหมดแล้วภายในระยะเวลาเกือบ 3 สัปดาห์ที่ไปช่วยเขา วันไหนเหนื่อยมากก็ต้องหยุดบ้าง ถ้าไหวก็ไปช่วย เพราะเวลาไปถึงที่วัด มันจะลืมความเหนื่อยหมดเลย พี่ป้าน้าอาที่นั่นก็น่ารักเหลือแสน เป็นโอกาสที่ ถ้าไม่ไปทำเองก็จะไม่มีทางรู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร

นอกเหนือจากการไปช่วยงานที่วัดดวงแข ก็มีเคยไปช่วยพาน้องหมาเดินเล่นที่ศูนย์พักพิงสัตว์แม้นศรีด้วย อันนี้เพื่อนพาไป เขามีให้ทำทุกวัน แต่กำหนดเวลาระหว่างบ่ายสองโมงถึงบ่ายสี่โมงเท่านั้น การเดินทางไม่ลำบาก แต่มันออกจะนอกเส้นทางของฉันไปสักหน่อย ก็เลยไปแค่วันเดียวเท่านั้น ใครรักสัตว์มากๆก็น่าจะชอบงานอาสาฯแบบนี้อยู่ เห็นคนไปกันเยอะเลย

ก่อนที่ฉันจะหยุดงานอาสาฯชั่วคราวของตัวเองลง เพราะต้องกลับมาดูแลบ้านเสียที ก็ยังอุตส่าห์มีไปบริจาคเลือดกับเขาด้วย ฉันเคยบริจาคเลือดครั้งหนึ่งตอนที่ไปงานกับพี่สาวไกลถึงขอนแก่น เป็นการให้เลือดครั้งแรกที่ปราศจากอุปสรรคใดๆอย่างสิ้นเชิงเพราะพร้อมทุกอย่างทั้งสุขภาพกายและใจ การบริจาคเลือดที่สภากาชาดหนนี้จึงถือเป็นครั้งที่สอง หวุดหวิดจะไม่ได้บริจาคเพราะเลือดจางไปนิด แต่ก็ได้บริจาคในที่สุด ถือว่าไปไม่เสียเที่ยวล่ะ

ตอนนี้โดนหมอสั่งห้ามไม่ให้ใช้งานมือตัวเองหนักเกินไป เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุจากการไปช่วยทำอาหาร จนทำให้นิ้วชี้ข้างขวาชาหนึบมาสองอาทิตย์แล้ว ฮาคุณหมอตอนที่สั่งทิ้งท้ายหน้าตาจริงจังว่า “มีดน่ะ หยุดจับไปเลยนะครับ นานๆได้เลยยิ่งดี” ตอนนี้ก็เลยมียาที่ต้องกินอยู่สองสามขนาน หวังว่าจะหายได้เร็วๆนี้แหละ

ช่วงเวลาที่เป็นผู้ประสบภัย (แบบเบาๆ) ของฉันก็เลยจบลงแบบสั้นๆง่ายๆ เพราะตอนนี้ที่บ้านแห้งหมดแล้ว คงเหลือแค่รอขนของและทำความสะอาดกันไปเรื่อยๆนั่นแหละ ช่วยคนอื่นมาพอสมควรแล้ว ก็ต้องกลับมาช่วยบ้านตัวเองด้วย

สำหรับผู้ประสบภัยทุกคน เข้าใจในความลำบาก และเห็นใจอย่างที่สุดค่ะ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องเดินหน้าสู้กันต่อไป หวังพึ่งใครไม่ได้เราก็ต้องพึ่งตัวเองค่ะ แต่อยากจะให้รับรู้ว่า จิตอาสามากมายอยากที่จะลงไปช่วยทุกท่านให้ครบเหลือเกิน ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้นถ้าความช่วยเหลือมันไปไม่ถึง อย่างน้อยๆก็รับความห่วงใยจากใจในฐานะคนไทยด้วยกันไปสักนิดนะคะ พอให้ได้อุ่นใจว่า ยังไงเราก็จะสู้ไปด้วยกัน

เอาใจช่วยและขอให้เรื่องร้ายๆผ่านพ้นไปโดยเร็ว เราจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขกันค่ะ

 

3 ธันวาคม 54 @ บ้าน

Comment

Comment:

Tweet