4 ธันวาคม 2554

อย่างหนึ่งที่อยากจะละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจเวลาเขียนอะไรต่อมิอะไร ก็คือเรื่องอายุนี่แหละ ขอบอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการที่ตัวเลขอายุมันเพิ่มขึ้นทุกปีหรอกนะ เพราะด้วยธรรมชาติเป็นคนใช้ชีวิตธรรมดามากจนเข้าขั้นน่าเบื่อ แต่โดยรวมแล้วก็มีความสุขดีตามอัตภาพแบบนี้เนี่ย ทำให้ดูไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนัก ว่ากันตามจริงฉันในตอนนี้กับฉันเมื่อ 5 ปีก่อนแทบไม่มีอะไรแตกต่าง นอกจากผมที่สั้นจุ๊ดลงกับวุฒิภาวะที่มากขึ้นแค่นั้นเอง ย้อนไปอีกสัก 10 ปี ก็ยังดูไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเลยจริงๆนะ

ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องพิเศษอะไร ออกจะเป็นเรื่องน่าเบื่อด้วยซ้ำ อันนี้เพื่อนฝูงหลายคนออกปากเองเลย เนื่องจากเป็นคนที่ชอบทำอะไรซ้ำๆ เหมือนเดิม ไม่ได้ตื่นเต้นกับการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอะไรบ่อยๆ ฟังดูแล้วน่าเบื่อและจืดชืดสิ้นดีเลย แต่สำคัญที่ตัวเองสบายใจมากกว่า

อ่ะ ทีนี้มาพูดถึงเรื่องหน้าที่การงานกันหน่อย ขอบอกว่าไว้ก่อนว่า ฉันไม่ได้ทำงานประจำอะไรมาพักใหญ่แล้ว เหตุผลง่ายๆเลยก็คือ อายุเยอะเกินกว่าจะไปสมัครตำแหน่งพนักงานทั่วไปได้ เงินเดือนก็สูง ใครเขาจะอยากจ้าง แถมพออายุเยอะขึ้นข้อจำกัดในใจมันก็เลยพลอยเยอะไปด้วย ออกตัวไว้ก่อนว่าฉันไม่ใช่คนเรื่องมาก แต่พออยู่ในจุดหนึ่งเราจะรู้สึกชัดเจนกับความต้องการของตัวเองมากขึ้นแค่นั้นเอง

เมื่อไม่กี่วันมานี้ จู่ๆก็มีน้องที่สนิทกันโทรมาชวน หรือจริงๆก็คือทาบทามให้ไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งถ้าบอกชื่อตรงนี้ เชื่อมั่นว่าหลายคนรู้จักแหละ ทีนี้วันที่เราคุยโทรศัพท์กันนั้น น้องก็บอกขอบข่ายการทำงานกับเราในระดับหนึ่ง ประเมินแล้วน่าสนใจอย่างยิ่ง ก่อนจะทิ้งท้ายว่าส่งประวัติการทำงานไปเมื่อไหร่สักพักจะโทรกลับมานัดให้ไปสัมภาษณ์นะพี่นะ

ก่อนหน้านี้ฉันมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในบริษัทใหญ่เล็กหลายแห่ง และทุกแห่งถ้าไม่จบด้วยการที่ฉันขอถอนตัวออกมา เขาก็ใช้วิธีบอกเลิกจ้างด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป จนเคยมีวูบหนึ่งที่ฉันถึงกับเกิดภาวะจิตตกไม่มั่นใจในตัวเองขึ้นมาเลยทีเดียว จนกระทั่งมีคนมาเตือนสติ จึงต้องบอกตัวเองว่า เราทำดีที่สุดแล้วนะไม่ใช่ว่าเราไม่มีความสามารถ แต่เรื่องแบบนี้มันคาดเดาไม่ได้ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดล่ะ

งานที่ว่านี้ก็เหมือนกัน จู่ๆนั่งอยู่เฉยๆก็มีคนนึกถึง โทรหา แล้วก็ชวนไปทำงาน ฉันก็เลยแอบรู้สึกดีในแง่ที่มีคนนึกถึงความสามารถและศักยภาพของเราอยู่นะ ตอนที่ไปนั่งรอสัมภาษณ์นั้น สารภาพก่อนว่าไม่ตื่นเต้นเลย ฉันเป็นพวกต่อมรับรู้สถานการณ์บกพร่องอยู่กลายๆ ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นกับอะไรมากนัก เลยดูเหมือนมั่นใจ แต่จริงๆคงเพราะเป็นคนเนือยๆในบางอารมณ์ร่วมด้วยแหละ

ก่อนคุยฉันรู้สึกอยากทำงานนี้นะ เพราะมันคงดีถ้าได้ทำงานประจำแล้วก็มีเงินเก็บเป็นก้อนไว้ทำนู่นทำนี่สักหน่อย แต่หลังจากที่เข้าไปคุยแล้ว ยังจำความรู้สึกตอนเดินออกมาจากห้องประชุมได้เลยว่า มันไม่ใช่แล้วล่ะสเกลที่คุยกันไว้ทีแรกขยายใหญ่ขึ้นสักสิบเท่าได้จนน่าตกใจ ฉันนั่งฟังแผนการของท่านผู้บริหารแล้ว รู้สึกทึ่งมาก แรกๆก็ยังถามตัวเองว่าพอจะไหวไหม พอผ่านไปได้สักครึ่งทาง บอกตัวเองทันทีว่า เราทำไม่ได้หรอก

งานแบบนี้ฉันรู้ว่าไม่ใช่ทางถนัด ครั้งหนึ่งฉันเคยลองทำดูแล้ว ก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่ ฉันจึงไม่เห็นประโยชน์ที่จะต้องทู่ซี้พิสูจน์ตัวเองไปทำไม ให้เปรียบง่ายๆก็คงเหมือนกับ เราเป็นนักเขียน แล้วจู่ๆมีคนมาบอกเราว่า ไปเป็นนักธุรกิจเถอะ แบบนั้นแหละ แล้วที่ผ่านมาก็ชัดเจนกับตัวเองจะแย่ ก็คงไม่ต้องให้ใครมาบอกว่า ลองทำดูก่อนแล้วล่ะ

งานนี้ให้เงินเป็นแสนก็ไม่เอา ไม่ใช่เพราะหยิ่ง แต่เพราะรู้ว่าเราไม่มีความสามารถจริงๆ อยู่ไปก็มีแต่จะเสียเวลาองค์กรเขา สู้ยอมรับกับตัวเองไปเสียเลยดีกว่า ปรากฏว่า ตอนที่ตัดสินใจแน่นอนว่า จะไม่รับงานนี้ กลับรู้สึกโล่งใจแทนที่จะเสียดาย ซึ่งก็แปลว่า ตัดสินใจถูกแล้ว และไม่ต้องสงสัยอะไรอีกแล้ว

ไหนๆก็พูดเรื่องงานมาก็ตั้งยืดยาว ก็เลยขอท้าวความไปไกลสักนิดว่า ฉันผ่านทำงานมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำงานอยู่ค่ายเพลงระดับอินเตอร์ แต่เข้าไปผิดที่ผิดตำแหน่งไปหน่อย เลยตัดสินใจออก และมาทำงานที่ทำได้นานที่สุดและรักมากที่สุดก็คือการเป็นนักข่าวสายบันเทิง ซึ่งเปิดโอกาสให้ฉันได้ใช้ความสามารถที่มีได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนนี่แหละ ทำอยู่ 7-8 ปี ก็มีเหตุให้ออกมาเพราะความดื้อรั้นและความไม่ลงรอยกันระหว่างฉันกับเจ้าของบริษัท

หลังจากนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเรฟูจีที่ย้ายที่ทำงานบ่อยเป็นว่าเล่นถึง 4-5 แห่งภายในระยะเวลา 4-5 ปี ซึ่งก็มีทั้งองค์กรขนาดใหญ่ระดับมหาชน บริษัทเล็กๆ หรือแม้แต่รัฐวิสาหกิจ จนมาค้นพบว่า สงสัยงานฟรีแลนซ์และการเขียนนี่แหละน่าจะเหมาะกับตัวเองมากที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นฉันต้องขอบคุณความโชคดีของตัวเองที่มีครอบครัวที่ดีและคอยดูแลฉันหลายสิ่ง ทำให้ตัวเองสบายกว่าคนอื่นที่อยู่ในสภาพไร้งานประจำ และอยากทำอะไรก็ได้ทำตามสมควร ซึ่งฉันรู้สึกสำนึกและซาบซึ้งในใจมาตลอดชนิดที่ ถ้าต้องตอบแทนบุญคุณกลับคืนไป ชาตินี้ทั้งชาติก็ใช้ให้ไม่หมด       

ปัจจุบันถ้าถามว่า ทำมาหากินอะไร ฉันก็มีรายการทีวีที่ตัวเองไปออกอยู่ทุกสัปดาห์ (จะเป็นรายการอะไร ไว้จะมาเล่าให้ได้อ่านกัน เผื่อจะมีคนเคยดูอยู่บ้าง) มีงานเขียนงานแปลเข้ามาให้ทำอยู่บ้างเป็นระยะ และเขียนนิยายทั้งเรื่องสั้นเรื่องยาวซึ่งก็น่าจะรวมไปถึงการเขียนบล็อกนี่ด้วย นานๆครั้งฉันจะออกไปช่วยงานที่ร้านของพี่สาวกับน้องสาวที่อยู่ในตัวเมืองบ้าง พอให้มีอะไรยุ่งๆทำ (ซึ่งปกติฉันก็ยุ่งอยู่ตลอดเวลานะ)

ดังนั้นถามว่าผิดหวังไหมที่ไม่ได้งานนี้ ก็รู้สึกบ้างนิดหน่อย แต่ถามว่าเสียดายไหม ไม่เสียดายเลย เพราะรู้ว่าถ้ารับปากเข้าไปทำ ฉันก็ต้องไม่มีความสุขอยู่ดี ก็ถือเสียว่าเป็นความตื่นเต้นเล็กๆที่เข้ามาในช่วงหนึ่งของชีวิตก็แล้วกัน

ยังมีทางให้ฉันเดินอีกตั้งไกล เพราะฉะนั้น... ไม่เป็นไรหรอก             

 

4 ธันวาคม 54 @ บ้าน

Comment

Comment:

Tweet