ส่วนตัวฉันอยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่นมาตั้งนานแล้ว ถ้าจะให้นับย้อนไป ก็น่าจะตั้งแต่วันที่ฉันตกหลุมรักหนังสือการ์ตูน อนิเมชั่น หนังขบวนการเซ็นไตทั้งหลาย ไล่ไปจนถึงเพลงญี่ปุ่น และภาษาญี่ปุ่น เด็กบ้านนอกต่างจังหวัดอย่างฉันในตอนนั้น จึงมีความรู้สึกลึกๆอยูในใจว่า ประเทศญี่ปุ่นช่างเป็นที่สถานที่ที่พิเศษที่อยู่ห่างไกลมากเสียจน คงทำได้แค่คิดฝันเอาเท่านั้นแหละ ก็แหม... จะเอาอะไรกับเด็กช่วงประถมโลกแคบ ที่นั่งรถเกิน 10 กิโลเมตรก็รู้สึกว่ามันช่างไกลโขเหลือเกิน เผลอๆเมารถประชดคนขับเสียให้มันรู้แล้วรู้รอดไปอีกต่างหาก

 

                อันที่จริง ฉันมีความผูกพันกับประเทศนี้... หรือจะเรียกว่า ตีขลุมเข้าข้างตัวเองฝ่ายเดียวว่าผูกพันก็ได้อยู่เหมือนกัน คืออย่างนี้ ฉันเกิดไปถูกโฉลกชอบฟังเพลงญี่ปุ่นแบบที่ไม่ใช่เพลงประกอบการ์ตูนมาตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่ชั้นประถมเสียด้วยซ้ำ จำได้ว่าสมัยก่อนที่เชียงรายบ้านเกิดฉัน มีร้านขายเทป... ต้องบอกว่าขายเทปนะ สมัยนั้นยังไม่มีซีดีหรอก แถมร้านขายเทปสมัยก่อนน่ะ ไม่ได้เข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์อะไรเลย จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลาเดินไปร้านเทปในตอนนั้น จะมีเทปคาสเส็ตต์ขายในราคาสี่ม้วนร้อยบาทวางอยู่เต็มไปหมด

               

                นั่นล่ะจุดเริ่มต้นของฉัน

 

                ด้วยความที่ไม่รู้จักศิลปินญี่ปุ่นอะไรเลย แต่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ฉันก็เลยกวาดเทปเพลงญี่ปุ่นที่วางอยู่บนชั้นไปครั้งละสี่ม้วน แพงอยู่นะสำหรับเด็กอย่างฉัน แต่ก็รู้สึกว่ามันช่างคุ้มค่ากับเงินทุกบาทที่เสียไปจริงๆ ตั้งแต่นั้นฉันก็ตะลุยฟังเพลงญี่ปุ่น โดยมีวงบอยแบนด์ที่ดังระเบิดระเบ้อที่สุดในยุคนั้นอย่าง Shonentai เป็นไอด้อล

 

                ทีนี้พอสนใจเพลงมากๆเข้า ก็เลยสนใจไปถึงภาษาญี่ปุ่นเข้าจนได้ แต่เด็กอย่างฉันจะคิดอ่านอะไรได้ไกลกว่าการเดินเข้าไปซื้อหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นมานั่งดู และฝึกคัดตัวอักษรได้อีกเล่า ก็พยายามด้วยตัวเองอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่ได้คืบหน้ามากเกินกว่า การจำตัวอักษร hiragana และ katagana  ได้ทั้งหมดอย่างถูกต้องแค่นั้นเอง อ้อ นับรวมบทสนทนาง่ายๆพื้นๆอย่าง สวัสดี สบายดี ลาก่อน ราตรีสวัสดิ์ นั่นด้วย

 

                ความสนใจในความเป็นญี่ปุ่นของฉันยังคงมีอยู่เรื่อยๆอย่างต่อเนื่องไปจนถึงชั้นมัธยมปลาย ตอนนั้นเองที่ฉันตัดสินใจสอบชิงทุน AFS และเลือกประเทศญี่ปุ่นเป็นอันดับแรกอย่างมั่นใจ แต่สุดท้ายก็ได้ไปประเทศออสเตรเลียซะงั้น ดับฝันกันเฉยเลย

 

                กลับมาจากออสเตรเลีย โชคดีมากที่สอบเอนทรานซ์เข้าไปเรียนในคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาภาษาอังกฤษ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ เรียนอยู่เป็นนาน จนกระทั่งมีโอกาสได้เลือกเรียนวิชาโท ตอนนั้นเองที่ฉันได้เรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวสมใจเสียที แต่การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาโท ควบคู่กับวิชาเอกภาษาอังกฤษสายวรรณคดีไปด้วยเนี่ย มันช่างโหดร้ายเสียจริง เพราะเรียนหนักมันทั้งคู่ พร้อมกับมีเพื่อนๆหลายคนคอยตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า คนดีๆเขาไม่ทำกันนะแก ก็ได้แต่นึกขอบคุณผสมก่นด่าพวกมันในใจ และจบออกมาได้อย่างราบรื่นในที่สุด

 

                สารภาพกันตรงนี้เลยว่า ตอนที่หางานทำใหม่ๆนั้น ฉันเลือกเอาจากความชอบในตอนนั้นเพียงอย่างเดียวจริงๆ พอดีว่าฉันอินกับการฟังเพลงมาแต่ไหนแต่ไร ก่อนที่จะเรียนจบฉันจึงมานั่งถามตัวเองว่า เราอยากทำงานแบบไหนกันหนอ ตัวเองมีความถนัดด้านภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ก็น่าจะทำอะไรที่ได้ใช้ภาษาอย่างเต็มที่ แล้วงานอะไรที่ได้ใช้ภาษาได้อย่างเต็มที่ควบคู่ไปกับการฟังเพลงบ้าง หวยก็เลยไปตกอยู่ที่ค่ายเพลงต่างประเทศทั้งหลาย ที่กลายเป็นเป้าหมายของฉันในตอนนั้นเอง

               

                เอาเป็นว่าในตอนนั้น มีค่ายเพลงต่างประเทศอะไรอยู่ในเมืองไทยบ้าง ฉันส่งใบสมัครไปหมด ย้ำว่า... ฉันส่งไปทางไปรษณีย์ด้วยนะ สองเดือนผ่านไปค่ายเพลงแห่งหนึ่งตอบรับฉันเข้าทำงาน ความรู้สึกเหมือนถูกหวยมาก ดีใจมาก ปลาบปลื้มมาก และตอบตกลงทำงานกับเขาทันที บ้านนอกจึงได้เข้ากรุงนับตั้งแต่นั้น

 

                ฉันได้ทำงานอยู่ในค่ายเพลงที่มีศิลปินที่ชอบเยอะก็จริง แต่กรรมหนอ ตำแหน่งหน้าที่ที่ฉันทำไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวศิลปินเลย เพราะมีแต่ตัวเลขและรายงานที่ต้องทำส่งเมืองนอก ส่วนภาษาอังกฤษได้ใช้มันทุกวันล่ะ ไม่ต้องห่วง ผ่านไปหนึ่งปี จึงถามตัวเองว่า ใช่เหรอเนี่ย จนกระทั่งส้มหล่นเมื่อมีโอกาสได้เจอกับพี่ผู้ใหญ่ในแวดวงสื่อที่ทำนิตยสารเพลงอยู่ ฉันจึงมีโอกาสได้เขียนคอลัมน์ที่เกี่ยวกับเพลงญี่ปุ่น ซึ่งเป็นทางถนัดของฉันพอดี แม้พี่เขาจะออกตัวว่า ค่าตอบแทนไม่มากมายนะ แต่สำหรับฉัน มันไม่ใช่เรื่องค่าตอบแทนอะไรเลย แต่มันเป็นเหมือนการจุดประกายอะไรบางอย่างในตัวฉันขึ้นมาต่างหากเล่า

 

                ฉันลาออกจากค่ายเพลงที่ได้ชื่อว่าเป็นที่ทำงานแรกของฉัน ก่อนจะผันตัวเองไปเป็นนักข่าวสายดนตรีต่างประเทศให้กับนิตยสารเล่มหนึ่งและกลายเป็นหลายๆเล่มไปในที่สุด ด้วยความรู้สึกสมใจอย่างยิ่ง ยอมรับเงินเดือนที่น้อยลงกว่าเดิม แต่ตอบโจทย์ชีวิตได้ตรงว่าเยอะ แถมยังมีความสุขในการทำงานมากเสียด้วย

 

                ญี่ปุ่นจึงอยู่ใกล้แค่เอื้อมนับตั้งแต่นั้น

 

                การเป็นนักข่าวสายดนตรีต่างประเทศนั้นโอกาสไม่ใช่แค่การได้เข้าไปสัมภาษณ์ศิลปินที่เดินทางมาโปรโมทัวร์หรือเล่นคอนเสิร์ตในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการมีโอกาสได้ไปทำข่าวศิลปินที่ต่างประเทศอีกด้วย นึกๆไปแล้ว ต้องขอบคุณตัวเองจริงๆที่ชอบและทุ่มเทให้กับการเรียนภาษาอังกฤษมาก จนเอามันมาใช้ทำงานหาเลี้ยงชีพได้อย่างทุกวันนี้

 

                การเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของฉัน ก็คือการเดินทางไปสัมภาษณ์นักร้องนำวง Lucifer ในตอนนั้น นั่นก็คือ Makoto รวมไปถึงคุณ Kapchan ผู้จัดการของวง GLAY ในตอนนั้นนั่นเอง โดยเป้าหมายอีกอย่างของการเดินทางไปในครั้งนั้นก็คือการไปชมคอนเสิร์ตของวง GLAY ที่จัดขึ้นส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ซึ่งเป็นปีสหัสวรรต นั่นก็คือปี 1999 เข้าสู่ปี 2000 นั่นเอง

 

                จำได้ว่าการเดินทางในครั้งนั้น หนาวมากแม้จะอยู่ในเมืองหลวงอย่างโตเกียว แต่ก็เป็นช่วงปลายปี อากาศอึมครึมเสียไม่มี แต่ก็ชอบมาก และมีความสุขมาก ลึกๆก็สมใจว่า ในที่สุดก็ได้มาเสียที น่าเสียดายก็ตรงที่ช่างเป็นการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นที่สั้นมากเหลือเกิน เพราะแค่ 3 วัน 2 คืนเท่านั้น แต่ก็ยังประทับใจไม่หายอยู่นั่นเอง

 

                ครั้งที่สองก็ถือว่าเป็นการเดินทางไปทำงานเหมือนกัน แต่ครั้งนี้เป็นอะไรที่น่าสนุกกว่ามาก เพราะไม่เพียงแต่จะเดินทางไปดูคอนเสิร์ตของวงที่ชอบอย่าง L’Arc ~ en ~ Ciel ถึงโตเกียวโดมอันเลื่องลือเท่านั้น ยังจะได้กินได้เที่ยวชุดใหญ่กันถึง 5 วันทีเดียว แถมยังมีเพื่อนร่วมทางมากถึงกว่า 20 คน ครึกครื้นเกินบรรยาย แต่ก็เป็นครั้งที่สามารถพูดได้เต็มปากล่ะว่า นอกจากมาทำงาน (ซึ่งก็ไม่เหมือนกับทำงานเลย) แล้วยังได้เที่ยวด้วย

 

                ครั้งนี้เองที่ฉันมีโอกาสได้ไปโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ซึ่งคนเยอะมหาศาลแม้เป็นวันธรรมดาก็ตาม ด้วยอาการไม่ค่อยถูกโรคกับสถานที่ที่คนเยอะ ก็เลยได้เล่นเครื่องเล่นไม่กี่อย่าง หนักไปทางดูเสียอีกต่างหาก แต่ก็สนุกไปอีกแบบเหมือนกัน อย่างน้อยก็เอาไปคุยได้นะว่า ได้ไปเยือนโตเกียวติสนีย์แลนด์กับเขามาแล้ว การเดินทางไปครั้งที่สองนี้ เรียกว่าวนเวียนกันอยู่ในโตเกียวนี่แหละ ไม่ได้ออกไปไหนไกล แต่ก็ถือเสียว่า เป็นการทำความรู้จักกับโตเกียวให้คุ้นเคยมากขึ้นก็แล้วกัน ซึ่งก็หนีไม่พ้นสถานที่เที่ยวมาตรฐานอย่างวัดอาซะกุสะ ศาลเจ้าเมจิ ฮาราจูกุ ชินจูกุ อากิฮาบาระ อะไรเทือกนี้แหละ

 

                หลังจากนั้นชีวิตการทำงานของฉันก็มีอันต้องพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปจนน่าเวียนหัว แต่ถึงอย่างนั้น การเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็ยังคงเป็นความอยากอันดับต้นๆของฉันอยู่นั่นเอง แม้จะเคยไปมาแล้วถึงสองครั้งก็เถอะ

 

                มันมาสมหวังก็เมื่อตอนปี 2010 นี่เอง การเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งที่สามนี้ ถือเป็นการเดินทางท่องเที่ยวอย่างเต็มที่อย่างแท้จริง แถมยังได้เดินทางไปกับญาติพี่น้องของตัวเองซึ่งประกอบไปด้วย พี่สาว น้องชาย พี่สาวลูกพี่ลูกน้องอีก 2 คน พี่เขย และคุณป้า รวมฉันด้วยอีกคน ก็รวมทั้งสิ้น 7 ชีวิต แถมไปหนนี้วางแผนการเที่ยวเอาเอง ไม่ต้องพึ่งไกด์ที่ไหน เนื่องจากพี่สาวของฉันเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นมาปีกว่า ภาษาญี่ปุ่นจึงอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ดี ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นระดับหางอึ่งของฉันนั้น เรียกว่าพอสื่อสารได้ แบบอยู่ญี่ปุ่นแล้วไม่ตาย สองแรงแข็งขัน ก็น่าจะพอเอาตัวรอดกันได้อยู่ล่ะ

 

                ก่อนการเดินทาง เราทั้ง 7 ชีวิตก็วุ่นวายกันยกใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสารขอวีซ่า พาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบิน หรือแผนการการเดินทาง โชคดีที่ครอบครัวเราไม่มีใครที่มีคดีติดตัว หรือมีพฤติกรรมน่าสงสัยจนเขาไม่ยอมให้เข้าประเทศ ทุกคนจึงผ่านการประเมิน สามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้ในที่สุด บันไซไชโย ในที่สุดฉันก็จะได้เที่ยวญี่ปุ่นอย่างเต็มที่กับเขาเสียทีแล้ว!!!

 

                ตอนหน้า ฉันจะมาเล่าเรื่องการเดินทางในวันแรกให้ได้อ่านกันอย่างละเอียดกันต่อ แต่ก่อนจะจบหน้านี้ ขอพูดถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวสึนามิที่เกิดขึ้นในแถบเซ็นไดเมื่อช่วงต้นปี 2011 สักหน่อย สำหรับคนที่ผูกพันประเทศนี้มากๆอย่างฉัน ย่อมต้องรู้สึกไปกับเหตุการณ์แบบนี้เป็นธรรมดา มานึกๆดูแล้ว ถ้าพวกเราเลื่อนการเดินทางจากปี 2010 มาเป็นปี 2011 อารมณ์ของการไปเที่ยวคงจะต่างออกไปอย่างแน่นอน เผลอๆเราอาจจะไม่ได้ไปกันเลยด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่เซนไดไม่เหลือวิวทิวทัศน์อย่างที่เคยเป็นอีกแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับทำให้รู้สึกนับถือใจคนญี่ปุ่นมากขึ้นไปอีกอักโขเลยทีเดียว

 

                ฉันคงจะไม่ลงรายละเอียดอะไรอื่นอีกสำหรับเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้น เพราะทุกคนก็คงจะได้ติดตามและรับรู้ข่าวสารกันไปแล้ว แต่สำหรับฉัน ถึงทุกวันนี้ ฉันก็อยากจะกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นอีก ชนิดที่เรียกว่าให้ไปอีกกี่ครั้งก็ได้ เพราะว่าไปทุกครั้งฉันก็มีความสุขทุกครั้ง สบายใจทุกครั้ง และได้ความรู้สึกดีๆกลับมาทุกครั้ง เพราะฉะนั้น หวังเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมว่า สักวันฉันจะได้กลับไปเยือนญี่ปุ่นอีกครั้งและอีกหลายๆครั้งเลย...

 

                ติดตามอ่านเรื่องเล่าทริปญี่ปุ่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2010 ได้ในตอนต่อไปค่ะ

----------------

Note: เรียนแจ้งแถลงไขกันสักนิด เรื่องเล่าจากญี่ปุ่นนี่ คนเขียนเคยเขียนลงในเว็ปไซต์ Talkateen เมื่อนานมาแล้ว ถ้าใครเคยอ่าน แล้วรู้สึกว่ามันช่างคุ้ยเคยเหลือเกิน ขอแจ้งไว้ตรงนี้ว่า นั่นเป็นงานเขียนของเจ้าของบล็อกนี้นี่แหละค่ะ ตอนนี้เว็ปไซต์ไม่ได้อัปเดตและปิดตัวไปแล้ว เราจึงตัดสินใจนำมารีไรต์และนำมาลงให้อ่านใหม่ในบล็อกส่วนตัวนี้นั่นเอง ^^

Comment

Comment:

Tweet

รีบมาเขียนต่อนะจ๊ะ รออ่านอยู่

#1 By Toytung (223.204.69.200) on 2012-02-05 21:22