ปีที่เราตัดสินในเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกันนั้น ต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าหดหู่และประเทศชาติเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าอึมครึมกันเหลือเกิน เพราะกีฬาสีที่คนกลุ่มหนึ่งยืนยันว่าจะเล่นไม่เลิก โดยไม่สนใจว่าจะนำพาประเทศเดินเข้าสู่หนทางหายนะแค่ไหนก็ตามที บอกตามตรงว่าคนที่อยากเห็นความสงบบังเกิดขึ้นในชาติล้วนแล้วแต่บ่นเซ็งกันทั้งประเทศจริงๆ

 

ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่นอกจากไม่มีวี่แววว่าจะสงบลงเสียที แถมยังดูท่าจะลุกลามไปใหญ่โต ทำเอาอดห่วงหน้าพะวงหลังไม่ได้ว่า จะได้ไปไหมหนอประเทศญี่ปุ่นเนี่ย แม้ว่าจะเคยไปเยือนประเทศนี้มาสองหนแล้ว แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่จะไปเที่ยวอย่างเดียวเลยจริงๆ ก็เลยอดลุ้นไม่ได้ แถมยังวางแผนกันมาเป็นปีว่ายังไงก็ต้องไปกันให้ได้ล่ะ ยิ่งช่วงที่ไปนี้ ได้ข่าวว่าซากุระกำลังสวย อากาศก็กำลังเย็นสบาย ผิดกับประเทศไทยที่ร้อนตับแลบ ไอ้เรารึก็ไม่นึกพิศมัยอากาศร้อนเลยแม้จะอยู่กับมันมาตั้งครึ่งค่อนชีวิตแล้วก็ตาม ความรู้สึกอยากจะไปจึงนับได้ว่าทบเท่าทวีคูณกันเลยทีเดียวล่ะ

 

                วันพฤหัสบดีที่ 8 ของเดือนเมษายน ปี 2010 เราจึงต้องตื่นนอนกันแต่เช้า เพื่อที่จะเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิกัน เพราะเครื่องออกกันตั้งแต่ 7.30 น. เช้าได้อีก แต่ก็หาได้หวั่นไม่ เพราะใจมันบินไปถึงญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว อยากไปมากชนิดเอาอะไรมาฉุดยังไม่อยู่เลยเหอะ พอรู้ตัวอีกทีก็ผ่านเข้าเกตไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย เห็นได้ชัดว่า มีการตรวจตรากันอย่างหนาแน่นมาก ถึงขนาดต้องถอดเข็มขัดขณะเดินผ่านเครื่องเอ็กซเรย์กันเลยทีเดียว จึงอยากจะแนะนำว่า ถ้าไม่แน่ใจ อย่าได้ใส่กางเกงหลวมโพรกไปก็ดี เอาแบบที่มันเกาะเอวเกาะตะโพกไหวไปจะปลอดภัยกว่า น่าจะลดความทุลักทุเลไปได้บ้าง

 

เราหลุดเข้าไปด้านในยังไม่ทันไร ก็มีอันต้องแวะซื้อของที่ดิวตี้ฟรีกันซะแล้ว เรียกว่าหมดเงินกันตั้งแต่เท้ายังไม่เหยียบญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ก่อนจะฝากของที่ซื้อเอาไว้ และจะแวะมาเอาของอีกทีตอนขากลับ ตัดปัญหาหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังไปได้โข แถมได้ของถูกกว่าข้างนอกด้วยสิ

 

                สายการบิน TG 696 ของการบินไทย พาเราบินออกจากน่านฟ้าเมืองไทยตามกำหนดเวลา โดยเตรียมใจกันเอาไว้แล้วว่าที่ญี่ปุ่นอากาศจะเย็นประมาณหนึ่ง ดังนั้นให้เตรียมแจ็กเก็ตเอาไว้ด้วยกันเหนียว ชอบจริงๆกับเพอร์ซันนัลทีวีที่มีให้กดเลือกดูหนังฟังเพลงกันได้ตามอัธยาศัย เป็นวิธีฆ่าเวลาที่ดีมาก เพราะทำเอาลืมเวลาไปเลย จนกระทั่งเครื่องพาเรามาถึงสนามบินนาริตะเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตามเวลาท้องถิ่นในขณะนั้นซึ่งก็คือ 14.48 น. แปลว่า เราต้องปรับนาฬิกาของเราให้ช้าลงถึงสองชั่วโมง ก่อนที่จะพบว่า นาฬิกาที่ฉันสวมใส่อยู่ทุกวันแบบไม่มีปัญหา ถ่านหมด! เซ็งได้อีก มาหมดอะไรตอนเครื่องแลนดิ้งพอดีขนาดนี้ก็ไม่รู้

 

                สังหรณ์ไม่ดีตั้งแต่เห็นคิวที่ต่อกันยาวตรง ตม ไม่รู้เขาปรับเปลี่ยนระบบอะไรหรือเปล่า คิวมันถึงได้ยาวขนาดนั้น สิริรวมเวลาที่เราต่อคิวยื่นเอกสาร สแกนรอยนิ้วมือที่นิ้วชี้ทั้งสองข้าง และถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระทึกแก่ ตม นั้นประมาณหนึ่งชั่วโมงพอดี คุณป้าที่เดินทางไปด้วยกัน เธอไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศใดๆได้ ออกแนวตกประหม่าเล็กน้อย แต่ทางเจ้าหน้าที่ใจดี ยอมให้ลูกหลานยืนประกบได้ ช่วยพูดคุยแทนให้เป็นที่โล่งใจของทั้งเจ้าบ้านและผู้มาเยือน จึงสามารถผ่านด่านไปได้แบบสะดวกโยธิน ด้วยความที่เสียเวลาไปนาน กระเป๋าสัมภาระจึงมาตั้งรอเราอยู่ตรงสายพานนานแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่สนามบินยืนเฝ้าให้ประหนึ่งว่าเป็นสมบัติของราชนิกูลกันเลยทีเดียว แหงสิ... เราไปติดอยู่ตรง ตม กันตั้งนานนี่นา เจ้าหน้าที่ที่ยืนเฝ้าก็ดีแสนดี ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างแข็งขัน ตอนเราเดินไปรับกระเป๋า ก็โค้งแล้วโค้งอีก ทางญี่ปุ่นก็เกรงใจ ทางเราคนไทยก็เกรงใจ แทบจะลงไปนั่งกราบกันอยู่แล้วมั้ง ถ้าไม่รีบแยกย้ายจากพี่เขาไปเสียก่อนล่ะก็ คงได้เบญจางค์กันตรงนั้นเป็นแน่แท้แล้ว

 

                คณะเดินทาง (ซึ่งก็เป็นญาติพี่น้องกันนี่แหละ) ที่ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 7 คน จึงได้หอบหิ้วเอากระเป๋าที่แพ็กกันมาเป็นอย่างดีขึ้นลงบันไดสถานีรถไฟกันเป็นที่สนุกสนาน เราเจิมการเดินทางแรกในญี่ปุ่นด้วยการซื้อตั๋วรถไฟเข้าไปในโตเกียวรอบ 16.30 น. จึงมีเวลาเดินเอ้อระเหยอยู่ตรงชานชลาได้พักใหญ่ วินาทีนั้น พลันเหลือบสายตาไปเห็นแผงร้านค้า หรือที่เขาเรียก Kiosk อยู่ใกล้ๆ จึงเดินไปทัศนา ก่อนจะตาโตเพราะพลันเห็นนิตยสาร AnAn ฉบับคิมแจจุงขึ้นปก ที่วางแผงในญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อวาน อารามเห่อเลยซื้อมาเลยสองเล่ม คุณป้าคนขายคงแปลกใจ ว่าไอ้คนหน้าแปลกที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้กระท่อนกระแท่นอยู่นี่มันจะดีใจอะไรกันนักหนา กะอีแค่เห็นนิตยสารแค่นี้ เงิน 840 เยนที่เป็นมูลค่าของหนังสือทั้งสองเล่มจึงถูกจ่ายออกไปแบบไม่ต้องคิดมาก

 

                ตอนจ่ายตังค์แอบขอโทษคุณป้าคนขายเบาๆ หนูไม่มีแบ็งค์ย่อยเลยสักใบ ก่อนจะก้มหน้ายื่นธนบัตรใบละหมื่นเยนให้แบบรู้สึกผิดมาก คุณป้าโบกมือบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนจะนับเงินทอนให้แบบครบถ้วน และโค้งลากันอย่างสวยงามตามธรรเนียมญี่ปุ่น แหม... เรื่องเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามนี่ขอให้บอกเถอะ

 

                รถไฟที่เรานั่งไป ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเหมือนกันกว่าจะพาเราไปถึงที่พักที่อยู่ในโตเกียว ถึงนึกขึ้นได้ว่า ตอนที่เดินทางมาญี่ปุ่นครั้งที่สองนั้น ต้องนั่งรถบัสกันยาวนานเหมือนกันนี่นา เพราะนาริตะกับโตเกียวเนี่ย อยู่ไกลกันโขทีเดียว ระหว่างทางที่นั่งรถไฟกันนั้น เรายังไม่สำเหนียกถึงอากาศเบื้องนอก เพราะอยู่แต่ในรถ มันมีเครื่องทำความร้อนให้ได้รู้สึกอบอุ่นกันตลอดการเดินทาง จนกระทั่งยิ่งผ่านไปหลายสถานีเข้า ทุกครั้งที่ประตูเปิด สายลมเย็นเยียบจะพัดเข้ามาบาดผิวกันให้สะเทือนขวัญกันพอสมควร ผิดกับฮีตเตอร์ในรถไฟที่อยู่ใต้ที่นั่งลิบลับ ซึ่งไม่รู้จะอุ่นไปไหน ทำเอาชาวไทยอย่างเรางงกับสภาพอากาศไปหมดแล้ว ว่าตกลงหนาวหรืออุ่นกันแน่เนี่ย

 

                เรานั่งและต่อรถไฟไปยังย่าน Bakuro-Cho ที่ตั้งของโรงแรม Toyoko-inn ที่พักของเรากันในเวลาประมาณหนึ่งทุ่มตรง ตอนนั้นแหละถึงได้รู้สึกกันชัดๆไปเลยว่าอากาศเย็นมากจนน่าตกใจ คือรู้แหละว่าเย็น แต่ไม่รู้ว่ามันจะเย็นขนาดนี้ บวกกับลมที่พัดแบบไม่เบาเลย ก็เหมือนจะยิ่งทำให้อากาศเย็นลงไปอีก ก่อนจะออกจากสถานี แผนที่ไปโรงแรมบอกเอาไว้ว่า ใช้เวลาเดินจากสถานี Bakuro-cho ถึงโรงแรม 30 วินาที อะไรจะบอกละเอียดขนาดนั้น ด้วยความอยากรู้เราจึงลองเดินพร้อมจับเวลา ปรากฏว่าใช้เวลาไปจริงๆถึง 1 นาที แสดงว่า โฆษณาเกินจริงใช่ไหมเนี่ย!?! มองในแง่ดี เขาคงหมายถึงการเดินตัวเปล่าละมั้ง ถ้าเดินแบบมีกระเป๋าแบบที่เราหอบหิ้วกันคงใช้เวลานานกว่านิดหน่อยแหละน่า

 

                ตอนเช็กอินกันนั้น พนักงานน่ารักเป็นกันเองมากแต่ก็พูดกับเราด้วยภาษาที่สุภาพมากจนเราเกรงใจ เราถือโอกาสทำบัตรสมาชิกไปสี่คน สำหรับที่พักสี่ห้อง เพื่อเป็นส่วนลดได้อีก เหมือนเป็นโปรโมชั่นอะไรสักอย่างของเขานี่แหละ การทำบัตรสมาชิกนั้นรวดเร็วทันใจมาก ถ่ายรูปและออกบัตรกันตรงเคาน์เตอร์กันตรงนั้นเลย แล้วก็ชำระเงินกันทันทีด้วย เราพักกันอยู่ตรงชั้นเก้า โรงแรมแห่งนี้ไม่ใช่โรงแรมหรูหราอะไร เรียกอีกอย่างก็คือ Business Hotel นั่นล่ะ แต่ในเรื่องของความใหม่และความสะดวกสะบายน่ะ โอเคอย่างมากถึงมากที่สุดเลยเชียวล่ะ สิ่งแรกที่ทำหลังจากแบกกระเป๋าขึ้นห้องก็คือ เปิดทีวี ใช้เวลาสักพักนึงก็จำได้แล้วว่าช่องไหนเป็นช่องไหน โดยเราเหนียวแน่นหนึบกับทางช่อง Fuji TV เป็นอย่างมาก เพราะตอนที่เปิด เป็นรายการ VS Arashi ตอนพิเศษสามชั่วโมงพอดี นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องไปหามื้อเย็นกินกัน พี่สาวเราคงไม่ยอมออกไปไหนแน่ๆ เพราะเธอเป็นแฟน Arashi มานาน รักมั่นคงมาตั้งแต่วงเดบิวต์กันโน่นเลย

 

                ด้วยความที่ยังเหนื่อยกับการเดินทางและยังงงชีวิตไม่หาย เราเลยตัดสินใจเดินไปหาอะไรทานใกล้ๆที่พักนั่นแหละ เล็งแล้วเล็งอีก ก็ไปจบกันที่ร้านโซบะที่อยู่ในซอยเล็กๆร้านนึง ตอนเข้าไปร้านว่างมาก ไม่มีลูกค้าเลย จึงน่าจะเหมาะกับทีมเที่ยว 7 คนของเรา หลังจากสั่งอาหารกันไป มื้อแรกของเราในญี่ปุ่นที่ประเดิมด้วย โซบะแกงกะหรี่ ก็จบลง รสชาติไม่เลวทีเดียว แต่หนุ่มๆที่ร่วมทริปไปด้วยบ่นว่าน้อยไปหน่อย ต้องสั่งเบิ้ลกันหลายอย่างกว่าจะอิ่มได้ในที่สุด

 

                เราตัดสินใจไม่ไปไหนกันต่อ ก่อนจะแวะคอนวีเนียนสโตร์หรือมินิมาร์ตกันสักหน่อย นัยว่าเป็นการหาเสบียงกรังอะไรก็ว่ากันไป ส่วนตัวแล้วชอบเดินคอนวีเนียนสโตร์พวกนี้มาก เพราะมันจะมีสินค้าแปลกตาที่หลากหลายเยอะแยะ น่าซื้อหาไปลองกินลองใช้ดู เราสอยป๊อกกี้รสสตรอเบอร์รี่ชีสเค้กกับรสช็อกโกแล็ตบานาน่าไว้ติดกระเป๋าสำหรับยามหิวพรุ่งนี้ ก่อนจะเดินดูมุมหนังสือ ซึ่งมีนิตยสาร AnAn เล่มที่เพิ่งซื้อมาจากนาริตะเมื่อตอนบ่ายนั่นแหละวางเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล

 

                ตอนเดินกลับโรงแรมดูเหมือนอากาศจะเย็นลงอีก เริ่มสังหรณ์ว่าเครื่องกันหนาวที่เอามาอาจจะไม่พอ และมีแนวโน้มจะต้องซื้อเพิ่มกันที่นี่แน่ๆ พรุ่งนี้คงต้องเตรียมพร้อมรับอากาศที่อาจจะเย็นมากขึ้นหรือน้อยลงกันแบบเต็มอัตราศึกเสียหน่อย

 

                กลับไปถึงห้องก็ดู VS Arashi กันต่อ ฮาได้อีกรายการนี้ กว่าจะอาบน้ำก็ดึกไปโขทีเดียว ไม่เป็นไร เพราะพรุ่งนี้ยังไม่ต้องตื่นกันแต่เช้า เพราะวันถัดไปของเราก็คือการเที่ยวในโตเกียวเป็นหลักนั่นเอง

 -------------------------

Note: สำหรับวันแรก แทบจะไม่มีใครได้ยกกล้องถ่ายรูปถ่ายอะไรกันเลย เนื่องจากกว่าจะเดินทางไปถึงก็บ่ายกว่าๆ แถมต้องลากกระเป๋าไปไหนมาไหนคล้ายมะเร็งติดตัวตลอดเวลา ไปถึงที่พักก็มืดแล้ว หิวก็หิว ดังนั้น ใครที่เข้ามาอ่านทริปวันแรกนี้ จะไม่มีภาพประกอบนะคะ ภาพจะมาในวันต่อๆไปอย่างแน่นอน ไม่มีแค่ตัวหนังสือจืดๆชืดๆเพียงอย่างเดียวแล้วค่ะ ^^'''

Comment

Comment:

Tweet