วันนี้ต้องตื่นกันแต่เช้าเพราะจะออกนอกเมืองกันเสียทีหลังจากที่เมื่อวานนั้นหัวหกก้นขวิดกันอยู่ในโตเกียวกันยาวนานตลอดทั้งวัน เนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันแรกที่เราจะใช้บัตรพิเศษที่ทางญี่ปุ่นจัดทำขึ้นสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่มีชื่อว่า Japan Rail Pass หรือที่เรียกสั้นๆว่า JR Pass นั่นเอง บัตรที่ว่านี้พี่สาวเราที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดอยู่ที่ญี่ปุ่นมาพอสมควรนั้น ได้จัดการสั่งซื้อเอาไว้มาตั้งแต่ก่อนเดินทางมาญี่ปุ่น โดยบัตรนี้จ่ายเงินไปครั้งเดียว จะทำให้เราสามารถใช้บริการขนส่งมวลชนของ JR ได้ฟรีตลอดการเดินทางเป็นเวลาทั้งหมด 7 วัน (จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ถึงเพิ่งจกมาใช้วันนี้นั่นเอง) และที่เจ๋งไปกว่านั้นก็คือมันได้รวมการเดินทางโดยรถไฟชินกันเซ็นเอาไว้ด้วยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

แม้จะเคยไปญี่ปุ่นมาแล้วสองครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ใช้บริการชินกันเซ็นนี่เสียที ภาพในหัวเราตอนแรกนั้น รู้สึกเหมือนมันเป็นการเดินทางที่หรูและแพงถัดจากการนั่งเครื่องบินกันเลยอย่างไรอย่างนั้น แต่หารู้ไม่ว่า การเดินทางโดยชินกันเซ็นตลอดทริปของเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับการนั่งรถไฟสาย JR หรือแม้แต่รถไฟใต้ดินเลย นั่งบ่อยและสะดวกพอๆกับรถไฟฟ้า BTS นั่นล่ะ โดยเฉพาะยิ่งถ้ามี JR Pass ด้วยแล้วก็ยิ่งสะดวกโยธินหนักเข้าไปอีก อย่างไรก็ตาม JR Pass นั้น ไม่ครอบคลุมไปถึงรถไฟใต้ดินนะจ๊ะ

 

เราออกจากที่พักเพื่อนั่งรถไฟไปลงที่สถานีโตเกียว ที่ที่เราไปรับ JR Pass รวมไปถึงจองรอบการเดินทางโดยชิงกันเซ็นของเราล่วงหน้ากันด้วย สำหรับการจองที่นั่งในชินกันเซ็นนั้น จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ถ้าหากว่าไม่ได้จองล่วงหน้า เวลาใช้บริการก็จะขึ้นได้เฉพาะตู้ที่ 1 – 5 และไม่รับประกันเรื่องที่นั่ง แต่ถ้าจองล่ะก็ ได้ที่นั่งแน่นอนว่าอย่างนั้น สำหรับบัตร JR Pass นั้น จะนั่งได้เฉพาะขบวนที่มีชื่อว่า Kodama กับ Hikaru เท่านั้น น้องใหม่ล่าสุดในตอนนั้นอย่าง Nozomi หมดสิทธิ์ ส่วนวิธีเดินเข้าออกสถานีนั้นง่ายมาก แค่เดินออกช่องทางพิเศษแล้วชูบัตร ก็ผ่านได้โลดล่ะฮ่ะ

เรานั่งรถไฟเพื่อที่จะเดินทางไปยังคามากุระ และตัดสินใจว่า น่าจะนั่งไปลงกันที่สถานี Ekiden กันก่อน ค่อยกลับมาคามากุระกันอีกที นี่คือข้อดีอีกอย่างของ JR Pass ที่ต่อให้นั่งผิด หรือเกิดเปลี่ยนใจกลางทางขึ้นมา ก็ไม่ต้องเสียเงินค่าตั๋วเพิ่มแต่อย่างใด อาศัยชูให้เจ้าหน้าที่ดูก็เดินเข้าออกสถานีได้แล้ว

 

สถานี Ekiden เป็นสถานีเล็กๆ และน่ารักอย่างยิ่ง จุดหมายแรกของเราที่เมืองนี้ก็คือ วัด Hasedera ที่เดินจากสถานีรถไฟไปนิดเดียวก็ถึง แล้วค่อยเดินต่อไปชมพระพุทธรูปยักษ์ Daibutsu กันต่อ อากาศวันนี้สดชื่นและแจ่มใสมาก เราค่อยๆเดินกันไปอย่างสบายอารมณ์ ถือโอกาสชมบ้านชมเมืองที่มันเล็กๆน่ารักบอกไม่ถูกไปด้วย ก่อนจะเลี้ยวเข้าวัด Hasedera วัดแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิวทิวทัศน์และดอกไม้ที่สวยงาม ไม่แปลกใจที่จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมมากมาย ค่าผ่านทางก็ประมาณคนละ 300 เยนเท่านั้น

แม้อากาศจะเย็นแต่พอเจอแสงแดดเข้าไป บวกกับที่ต้องเดินขึ้นเนินและชมวิวไปตลอดทาง ทำให้ต้องถอดเสื้อนอกออกในที่สุด จังหวะไปเจอกับร้านขายขนมเล็กๆพอดี เลยแวะซื้อไอศกรีมนมสนนราคาแท่งละ 200 เยน อร่อยและหอมนมมาก เลยนั่งกินกันไม่ยอมลุกไปไหนอยู่เป็นนานทีเดียว

ลงมาจาก Hasedera ก็เดินต่อเพื่อมุ่งหน้าไปยังพระพุทธรูปยักษ์หรือที่รู้จักกันดีในนามของ Kamakura Daibutsu เป็นพระพุทธรูปขนาดยักษ์ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนลานกว้างด้านนอก สวยงามและใหญ่โตมาก หันไปมองรอบๆ มีนักท่องเที่ยวมาเยอะมากเลยทีเดียววันนี้ คนไทยก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะได้ยินเสียงคนไทยพูดคุยกันอยู่แทบทุกจุด เราเดินไปดูเครื่องรางที่เป็นของคู่กับวัดและศาลเจ้าของญี่ปุ่นไปแล้ว แต่ก็ได้แค่ดูจริงๆ ไม่เคยได้ซื้ออะไรติดมือกลับมาเลย

ขาเดินกลับจะไปขึ้นรถไฟ ก็บังเอิญไปเห็นร้านขายถั่วหลากรูปแบบที่เห็นแล้วอดแวะเข้าไปไม่ได้ มีถั่วปรุงรสมากมายในแพ็กเกจสวยๆ ล่อลวงคนเดินผ่านไปผ่านมาอย่างเราดีจริงๆ ก็เลยได้ถั่วเคลือบช็อกโกแล็ตมาสองถุง ลองชิมดูแล้วอร่อยดี หน้าตามันก็น่ารัก แถมสีสันสวยไม่หยอกอีกต่างหาก ส่วนคนอื่นๆก็หิ้วกลับไปเป็นของฝากบ้างกินเองบ้างคนละสี่ซ้าห้าถุงกันไป ให้ได้ชื่อว่าได้มาแวะเที่ยวที่นี่แล้วว่าอย่างนั้น

 

เรานั่งรถไฟกลับไปยังสถานี Kamakura กันอีกครั้ง ถ้าจำไม่ผิดมื้อเที่ยงของเราในวันนี้น่าจะเป็น แม็กโดนัลด์ ซึ่งอร่อยนะเป็นเล่นไป คนแน่นร้านทีเดียว แต่พวกเราที่ถือว่ามากันกลุ่มใหญ่ก็ยังสามารถจัดการหาที่นั่งกันจนได้ ใช้เวลาทานกันไม่นาน ก่อนจะเดินเที่ยวกันต่อ จุดหมายแรกหลังทานอิ่มของเราก็คือศาลเจ้า Hachimangu ที่ได้ชื่อว่าเป็นศาลแบบชินโตที่สำคัญที่สุด ระยะทางที่เดินไปน่ะไม่ไกลหรอก แต่ที่ทำให้เพลิดเพลินได้มากจริงๆก็เห็นจะเป็นถนนช็อปปิ้งสำหรับคนเดินที่เต็มไปด้วยร้านรวงมากมายนั่นเอง แต่เห็นทีคงจะดูเอาเพลินได้อย่างเดียวล่ะ เพราะเสื้อผ้าอะไรต่อมิอะไรดูมีอายุมาก ถึงได้มารู้ทีหลังว่าคามากุระเป็นเมืองที่มีผู้สูงอายุอยู่เยอะมากนั่นเอง

ความใหญ่โตของศาลเจ้าที่เราได้เห็นนั้น ยังไม่น่าทึ่งเท่ากับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้มาจากไหนมากมาย มากพอที่จะทำให้เราเปลี่ยนใจไม่ขึ้นไปชมความสวยงามบนศาลเจ้าได้เลยก็แล้วกัน ก็เลยเดินออกมาเพื่อแยกไปชมความสวยงามของต้นซากุระที่เริ่มจะโรยแล้วเสียหน่อย ช่วงที่เราเดินทางมานั้น ถือว่ายังทันได้เห็นซากุระสวยๆกัน เพราะหลังจากนี้มันมันจะค่อยๆโรยไปเรื่อยๆจนหมด บริเวณที่เราไปชมซากุระกันนั้น มีนกพิราบที่เชื่องมากบินลงมากินอาหารที่คนเอามาโปรยให้แบบไม่กลัวใคร ที่แปลกอย่างหนึ่งคือศาลเจ้าที่นี่ หากใครมีความปรารถนาอะไร จะใช้วิธีเขียนลงบนธงสีขาวแล้วนำเอาไปปักไว้แทนการเขียนบนไม้เหมือนหลายๆที่แห่งที่เคยเห็นมา

เดินออกมาจากวัดก็ข้ามถนนไปอีกฝั่ง ทีแรกนึกว่าเป็นเกาะกลางถนนธรรมดา ปรากฏว่ามันเป็นถนนคนเดินที่มีโคมไฟและต้นซากุระประดับประดาไปตามสองข้างทาง สวยมากจริงๆ นักท่องเที่ยวก็มากตามไปด้วย ความยาวของถนนเล็กๆสายนี้ไม่มากนัก แต่ก็พอได้ออกกำลังกันแบบเบาๆได้เหมือนกัน ที่จริงแล้วคามากุระเป็นเมืองที่มีวัดและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากมาย แต่ประเมินดูแล้ว เท่าที่เราเที่ยวกันมาเกือบทั้งวันนี่ก็น่าจะพอได้แล้วล่ะ

ถึงเวลาที่เราจะนั่งรถย้อนกลับไปโยโกฮามากันแล้ว แต่ที่ตลกคือพอมาถึงสถานีโยโกฮามา กลับไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนกันดี เพราะแต่ละที่มันต้องใช้เวลาเยอะๆด้วยกันทั้งนั้น ก็เลยตัดสินใจว่า ใช้เวลากันอยู่ที่สถานีโยโกฮามากันซักแป๊ปนึงก่อนดีไหม แล้วค่อยนั่งรถไปลง Shin-Yokohama กัน เขียนมาถึงตรงนี้ถึงนึกได้ว่า เมื่อวานนี้เราไม่ได้ไปเดินที่ Uniqlo กันสักหน่อย วันนี้ต่างหากล่ะ แต่ก็ขออนุญาตไม่แก้ล่ะ เอาเป็นว่า เราใช้เวลาเดินเลือกหาซื้อของกันที่ร้าน Uniqlo กันนี่แหละ เดี๋ยวเดียวก็หมดเวลาแล้ว ก็ได้ของติดไม้ติดมือกันหนาวมาคนละสองสามชิ้นเป็นที่พอใจปลาบปลื้มกันไป

สาเหตุหลักที่ว่าทำไมเราถึงต้องมาที่ Shin-Osaka กันนั้น ก็คือพิพิธภัณฑ์ราเม็ง หรือ Ramen Museum นั่นเอง ได้ยินชื่อรู้จักนามมานานแล้ว จึงอยากจะมาแวะดูเสียหน่อย เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่รู้จักก็แนะนำว่าถ้ามา จะต้องไม่พลาดราเม็งของทางฮ็อกไกโด เพราะอร่อยมากจริงๆ เสียเวลาเดินหาพิพิธภัณฑ์ราเม็งกันนานมาก เพราะเจ้าหน้าที่ที่สถานีรถไฟบอกทางมาผิดเฉยเลย เดินจนจากที่ไม่หิวเริ่มหิวกันน่ะนึกดูเอาเถอะ ตอนหาเจอจึงดีใจกันออกนอกหน้ามากทีเดียว

 

เราต้องเสียค่าเข้ากันคนละ 300 เยน ตอนเดินเข้าไปหยิบโบรชัวร์นั่นทำให้รู้ได้เลยว่า คนไทยคงแวะมากันเยอะจริงๆ เพราะเล่นมีเวอร์ชั่นภาษาไทยมาให้อ่านกันด้วย ให้มันได้ยังงี้สิ เราใช้เวลาไม่นานในการเดินชมประวัติราเม็งและร้านค้าที่เอาสินค้ามาวางจำหน่าย แต่ไฮไลต์มันอยู่ตรงการไปทานของจริงที่อยู่ชั้นใต้ดินนั่นต่างหาก ปรากฏว่าบรรยากาศในชั้นใต้ดินนั้น ทำออกมาให้ได้ฟีลประมาณยุคสงครามโลกครั้งที่สองจริงๆ ประมาณผนังมอซอ ประตูเก่าๆ ป้ายเยินๆ ของโบราณๆแบบนั้นเลย นานๆจะได้ยินเสียงเครื่องบินรบมาให้ได้ยินประกอบบรรยากาศกันด้วย คือเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งเลยนั่นล่ะ

 

วันที่ไปนั้นมีร้านราเม็งที่ว่ากันว่าคัดมาแล้วว่าเด็ดที่สุดทั่วญี่ปุ่นเปิดให้บริการอยู่ 8 ร้าน เราเดินดูจนครบทุกร้าน แต่ยังไงก็อยากจะทานราเม็งจากทางเหนือมากที่สุด ก็ปรากฏว่าโชคดีมาก คิวไม่ยาวเท่าไหร่ ที่สำคัญเดี๋ยวนี้ร้านราเม็งแบบนี้จะทำขนาดมินิไว้เพื่อไม่ให้คนที่มาทานอิ่มเกินไปจนไปชิมร้านอื่นไม่ได้ แต่ขอบอกว่า ขนาดสั่งแบบมินิแล้ว ยังต่อไม่ไหวเลยเถอะ ราเม็งของญี่ปุ่นชามใหญ่เหลือเกิน แต่เรื่องความอร่อยนี่ต้องขอยกนิ้วให้จริงๆ ทานเสร็จเดินออกมาจากร้าน อุ...แม่เจ้า... คนมาจากไหน ยืนต่อแถวกันยาวเหยียดเลยทีเดียว ยิ่งตอนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์นั้น ถึงกับอดคิดไม่ได้ว่าโชคดีนะที่มาเร็ว ไม่อย่างนั้นกว่าจะได้กินคงนาน เพราะคิวยาวมาก ความนิยมทานราเม็งของที่นี่นั้น ถึงขนาดว่าสามารถทำบัตรสมาชิกเพื่อมากินได้บ่อยเท่าที่ต้องการกันเลยทีเดียวล่ะ

กินอิ่มก็ถึงเวลากลับกันเสียที เย็นวันนี้แม้จะมีเวลาแต่ก็คงจะไม่แวะที่ไหนกันต่อแล้ว เพราะพรุ่งนี้ยังต้องเดินทางกันอีกไกล ขากลับ เรานั่งชินกันเซ็นกลับสถานีโตเกียวกัน ขากลับได้เห็น Yokohama Arena สถานที่จัดคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ของที่นั่นด้วย ใหญ่โตสมกับเป็นอารีนาจริงๆนั่นล่ะ ถึงปลายทางก็ยังต้องนั่งรถต่อไปยังสถานี Bakurocho ที่พักของเราอีกหน่อย แต่ใช้เวลาไม่นานก็ถึงแล้ว

 

คืนนั้นเปิดช่อง Nihon Telebi ประมาณเกือบ 4 ทุ่ม เห็นมีรายการชื่อ Pop Korea มีสกู๊ปของห้าสาว 4 minute มาให้ดูด้วยแบบสั้นๆ ดูได้เพลินๆดีเหมือนกัน กระแสเกาหลีลุกลามมาจนถึงญี่ปุ่นแล้วจริงๆสินะ ก่อนนอนขอแช่น้ำอุ่นจัดๆเสียหน่อยเพราะปวดเท้าเหลือเกิน แต่ก็ทำให้ผิวแห้งเป็นงูได้ดีแท้ ขนาดโลชั่นทาผิวยังเอาไม่อยู่เลยก็แล้วกัน

 

เป็นอีกคืนที่หลับเป็นตายทั้งที่เป็นคนนอนหลับยากแท้ๆ

Comment

Comment:

Tweet