ตื่นขึ้นมาแต่เช้าพร้อมกับเปิดทีวีช่อง Fuji TV ตามกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกเช้าตั้งแต่มาถึงญี่ปุ่น ก็เจอข่าวสลดใจเกี่ยวกับประเทศชาติบ้านเมืองของตัวเอง ที่แย่ไปกว่านั้นคือ มีช่างภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์ของญี่ปุ่นเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่สงบของเราไปหนึ่งคน มันใช่เรื่องไหมนั่น!

 

เช้าวันนี้อากาศก็ยังเย็นแบบคงเส้นคงวาเหมือนเดิม ยิ่งวูบไหนมีลมพัดมาด้วยนี่ บาดผิวดีจริงๆ เรารีบนั่งรถไฟไปลงสถานีโตเกียว เพื่อที่จะขึ้นชินกันเซ็นรอบเวลา 7.16 น. ไปยังนิกโกะ เมืองที่ใครๆก็อยากจะแวะมาเยือนกันทั้งนั้นถ้ามีโอกาส หลายครั้งที่เวลาได้นั่งรถไฟไกลๆแบบนี้ เราจะขอนั่งชิดริมหน้าต่าง ถ้าเป็นไปได้ เนื่องจากเป็นคนนอนยาก ไม่ง่วงจริงก็จะไม่นอนเสียที ก็เลยชอบนั่งรถชมวิวไปแบบเพลินๆมากกว่า ขาเดินทางไปนิกโกะ ต้องผ่านไซตามะ ก็เลยมีโอกาสได้เห็น Saitama Super Arena ด้วย ใหญ่โตโอฬารดีจริงๆนั่นแหละ

 

ถึงสถานีนิกโกะแล้ว เราจะต้องรอขึ้นรถบัสกัน เพราะกำหนดการของเราเช้านี้ก็คือการไปเที่ยว Edo Wonderland หรือ Edomura หรือหมู่บ้านเอโดะกันนั่นเอง ช่วงที่มีเวลาก็เลยเดินเล่นไปเรื่อยๆ ในเมืองซึ่งเล็กมาก แต่สะอาดสะอ้าน แถมวิวสวย คนก็ไม่ค่อยมี รถก็แทบไม่เห็น ก็เลยมีการถ่ายรูปเล่นกันเป็นที่สนุกสนาน ก่อนจะตัดสินใจแวะซื้ออะไรอุ่นๆมาดื่มเสียหน่อย นิกโกะเท่าที่เห็นนั้นเป็นเมืองน่ารักเล็กๆที่เงียบสงบมากถึงมากที่สุด น่าเสียดายที่เรามาช้าไปหน่อย ดอกซากุระบนเขาจึงโรยไปมากจนแทบจะไม่เหลือแล้ว แต่เรื่องอากาศนั้น ก็ยังแน่นอนเหมือนเดิม คือเย็นเยียบและมีสายลมช่วยคอนเฟิร์มอยู่ตลอดว่าหนาวจริงๆนะ

รถของ Edo Wonderland มาจอดเทียบท่าใกล้ๆสถานีรถไฟนิกโกะนั่นล่ะ ผู้มาใช้บริการนั้นจะได้ขึ้นฟรีโดยอัตโนมัติ ประทับใจตั้งแต่การตกแต่งตัวรถแล้ว เพราะให้ความรู้สึกว่ามันช่างเอโดะเหลือเกิน เจอคุณลุงคนขับเข้าไปอีก ทั้งทรงผมและการแต่งตัวยิ่งเข้ากั๊นเข้ากันกับรถที่ขับอยู่ แถมคุณลุงแกยังช่างพูดช่างคุย แจกโบรชัวร์ แจกตารางการแสดง แจกนู่นแจกนี่ ก่อนจะถามว่ามาจากไหน พูดญี่ปุ่นได้ใช่ไหม ก่อนจะร่ายเป็นภาษาญี่ปุ่นต่อไป โดยมีพี่สาวที่ภาษาญี่ปุ่นแข็งแรงกว่าใครคอยพูดจาโต้ตอบอยู่ตลอดเวลา อัธยาศัยแกดีและน่ารักมากทีเดียว ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็ถึง Edo Wonderland ในที่สุด

ที่นี่ก็น่าจะเป็นอีกที่หนึ่งที่คนไทยมาเที่ยวกันเยอะ เพราะถึงขนาดมีโบรชัวร์เป็นภาษาไทยนี่ก็แสดงว่าไม่เบาทีเดียว ค่าผ่านประตูเข้า Edo Wonderland ไม่ถูกเลย ตกคนละประมาณสี่พันกว่าเยนแน่ะ ประทับใจกันตั้งแต่ตอนยื่นบัตรผ่าน เพราะคุณลุงท่าทางขึงขังแต่งตัวแบบคนสมัยเอโดะมายืนฉีกบัตรให้เองเลย บรรยากาศใน Edo Wonderland นั้นร่มรื่นมาก พอเดินเข้าไปสักพักก็จะเริ่มรู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกนึงจริงๆ เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนจะแต่งตัวแบบโบราณ สิ่งปลูกสร้างทุกอย่าง ร้านค้า บ้าน ที่พัก ทุกอย่างในนี้เป็นแบบย้อนยุคหมด

เดินอยู่เพลินๆ หันไปเห็นไก่คาราอาเกะเสียบไม้น่าทานอย่างรุนแรง เราจึงเดินไปถามให้แน่ใจว่าใช่ไหม น้องผู้ชายวัยรุ่นสองคนที่แต่งตัวเป็นชาวเอโดะเต็มรูปแบบตอบกลับมาอย่างร่าเริง แถมยังเชิญชวนให้ซื้อไปลองทานกันใหญ่อีกด้วย พอบอกว่าซื้อสองไม้ก็แสดงความดีใจกันแบบไม่ปิดบัง ก่อนจะถามว่าเรามาจากไหน พอบอกไป น้องเขาชมใหญ่ว่าพูดญี่ปุ่นได้คล่องดีจัง โอ๊ย... ไม่หรอกค่ะ พี่น่ะงูๆปลาๆจริงๆ น้องเขาอุตส่าห์ชวนคุยว่าชอบกินไก่หรือเปล่า แหม... ไอ้เราก็เฉยๆน่ะนะ ก็ไม่อยากจะเบรกอารมณ์น้องให้เสียน้ำใจ แต่พอชิมคาราอาเกะเสียบไม้เข้าไป โอ้... อร่อย อร่อย สองหนุ่มถึงกับฉีกยิ้มกว้างกันเลยทีเดียว ของเขาอร่อยจริงค่ะคุณ

ทีแรกเรามีตั้งใจว่าอยากจะไปดูโชว์นินจากัน แต่โชว์คงได้รับความนิยมมากจริงๆ รอบที่เราอยากดูจึงเต็มไปตั้งแต่ก่อนเริ่มเป็นชั่วโมง ทีมของเราไม่ได้มีความอดทนในการต่อคิวและรอคอยอะไรมากนัก ก็เลยไม่เป็นไร รอดูการแสดงกลางแจ้งรอบบ่ายก็แล้วกัน เราจึงเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ และมาหยุดสนิทกันที่โรงเตี๊ยม นัยว่าหิวกันแล้วนะ หาอะไรกินกันเถอะ อาหารแบบไม่เลือกมื้อเลือกยามของเราจึงหนักไปทางยากิโซบะเอย ไก่ย่างเอย ตบท้ายด้วยขนมดังโกะ แล้วก็ซอฟต์ครีม เป็นอาหารมื้องงๆที่ไม่เลวนักหรอก ช่วงที่นั่งทานอยู่ มองออกไปทางหน้าต่างก็เห็นมีเรือชมวิวล่องมา สังเกตจากหน้าตา คนไทยแน่ๆ ก่อนที่จะตะโกนทักทายพูดคุยกับทีมของเรา พร้อมกับบอกว่า “รอบละ 500 เยนเองครับ” น่ารักกันจริงๆ

เราใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการชมเมืองควบคู่ไปกับการถ่ายรูปอย่างบ้าคลั่ง สนุกดีนะ ดูเวลาอีกที การแสดงกลางแจ้งใกล้จะเริ่มเต็มที เราจึงไปนั่งจับจองที่กันเอาตามสะดวก เรื่องราวก็ประมาณว่า มีซามูไรคนหนึ่งเป็นที่ต้องการตัวของทางการ ก็เลยมีการต่อสู้ไล่ฟันกันตลอดทั้งโชว์ บวกกับมุกตลกฮาๆที่ยิงกันออกมาไม่หยุด ถือว่าโชว์นี้สร้างความเพลิดเพลินให้ได้ไม่น้อย ขำตอนที่ พอเสร็จจากโชว์ ก็มีเด็กๆตะโกนบอกว่า “สนุกจังเลย” นักแสดงตลกในท้องเรื่องจึงสวนไปว่า “พวกเธอก็สนุกสิ ฉันไม่สนุกนะ” เรียกเสียงฮาขึ้นมาอีกคำรบ แกตลกดีจริงๆ

ตัดสินใจออกมารอรถกลับรอบบ่ายสองโมง เพราะเรามีจะไปเที่ยววัดกันต่อ ปรากฏว่าเป็นคุณลุงคนเดิมขับรถมารับตามเวลา ก่อนแกจะถามว่า จะไปไหนกันเนี่ย พอเราบอกว่าจะไปวัด Toshogu แกก็เลยบอกว่า เดี๋ยวไปส่งให้เพราะรถต้องไปทางนั้นพอดี แถมพอเห็นว่าพี่สาวเราพูดญี่ปุ่นได้เยอะ แกเลยคุยโขมงโฉงเฉงใหญ่ ยังไม่พอมีขอแวะเติมน้ำมันกลางทางด้วย เป็นกันเองเกิ๊น ลุงขับเอาเราไปลงตรงทางเดินขึ้นวัด ก่อนจะบอกว่าต้องไปทางนี้นะ เราจึงขอบคุณคุณลุงใจดีเป็นการใหญ่เลยทีเดียว

ทั้งที่ตั้งใจจะไปวัด Toshogu แต่ดันเดินขึ้นวัด Taiyuin ที่อยู่ใกล้ๆกัน ทีแรกเกือบจะเข้าไปแล้ว เจอค่าเข้าวัดคนละห้าร้อยเยนเข้าไป ก็เลยต้องถอยมาตั้งหลักก่อน เพราะนี่ไม่ใช่วัดที่เราอยากไปนี่นา เราก็เลยเดินเลี่ยงขึ้นไปชมศาลเจ้าใกล้ๆกันนั้นก่อน ก่อนที่จะหาทางเดินไปวัด Toshogu เจอในที่สุด ตอนนั้นฟ้าครึ้มๆ ฝนทำท่าจะตกเต็มที เราก็คลายใจว่า ฝนที่นี่มันโปรยปรายมาพอแค่ให้รำคาญ ยังไม่เห็นตกเป็นจริงเป็นจังสักเท่าไหร่ ไม่น่าจะเป็นไรน่า แต่พอซื้อบัตรเข้าชมวัด Toshogu เท่านั้นแหละ... ถ่ายรูปกันได้ไม่ทันไร ก็ต้องหนีเข้าไปหลบฝนในตัววัด ซึ่งมันแย่ตรงที่ปิดซ่อมแซมบางส่วนอยู่นั่นล่ะ ก็เลยไม่เห็นวัดสวยๆแบบเต็มที่ น่าเสียดายนิดหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะมันก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบเหมือนกัน

ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าอากาศก็เย็นลงเรื่อยๆเหมือนกัน ตอนที่กำลังชั่งใจอยู่ว่าจะลุยฝนลงไปเลยดีไหม ก็ปรากฏได้ยินเสียงหัวเราะคุ้นๆ หันไปมอง... อ้าว พี่เป้ วิศวะ ดีเจของแกรมมี่นี่เอง พอดีครอบครัวของเรารู้จักกับครอบครัวพี่เป้เป็นอย่างดี ก็เลยคุยทักทายกันนิดหน่อย ก่อนจะบอกลากันตรงวัดนั่นเอง เราลุยฝนกันไปไม่ได้ไกลนัก เพราะพี่เล่นตกหนักลงมาอีก ก็เลยถือโอกาสแวะเข้าร้านขายของที่ระลึกแถวนั้น ยังกับขึ้นสวรรค์แน่ะ เพราะร้านเปิดฮีตเตอร์อุ่นมาก ไหนๆก็ไปไหนไม่ได้ไกล ก็เลยแวะซื้อของที่ระลึกกันเสียเลย หนึ่งในทีมเราซื้อโปสการ์ด ก็เลยถามกันใหญ่ว่ามีใครจะส่งโปสการ์ดกลับบ้านกันไหม เพราะค่าส่ง 70 เยน ตู้ไปรษณีย์ก็อยู่ข้างๆร้านนั่นล่ะ ก็เลยเอาซะหน่อย แต่ไม่ยักมีคนบอกว่า กว่ามันจะมาถึงกินเวลาไปตั้งสิบวันแน่ะ

ฝนซาลงบ้างแล้ว เราจึงตัดสินใจเดินไปขึ้นรถบัสกัน เดินออกจากร้านปุ๊ป ร้านปิดปั๊ปเลย แสดงว่าเขารอให้เราออกไปกันซะทีอยู่ใช่ไหมเนี่ย เดินไปยังไม่ทันไร รถบัสมาพอดี ก็วิ่งกันแบบไม่คิดชีวิตสิคะท่าน แต่กลายเป็นขึ้นผิดไปนิดเดียว คือมันก็รถบัสพาไปถึงสถานีนิกโกะนั่นแหละ แต่มันไม่ใช่รถวิ่งตลอดสาย 100 เยนอย่างที่ตั้งใจจะขึ้นกัน ดันเป็นรถที่คิดเงินตามระยะทาง สรุปเสียกันไปคนละ 300 เยนแน่ะ ลงจากรถ อากาศยิ่งเย็นเยียบขึ้นไปอีก เราจึงรีบเดินไปขึ้นรถไฟเพื่อไปต่อรถชินกันเซ็นกลับกันเสียที

 

ทีแรกตั้งใจว่าจะแวะไปหามื้อเย็นทานกันที่สถานีรถไฟโตเกียว แต่ด้วยความที่เบื่อกันเต็มทีเพราะไม่เพียงแต่คนจะพลุกพล่านกันเหลือเกิน ภายในสถานีโตเกียวยังปิดซ่อมหลายจุด ก็เลยเปลี่ยนไปลงกันที่สถานีนาโกย่ากันแทน นาโกย่าเป็นสถานีที่ใหญ่มากแถมยังมีร้านรวงเปิดอยู่มากมาย เราก็เดินหาร้านเพื่อที่จะฝากท้องกัน เดินไปเจอร้านโคคา แพงมาก และไม่เห็นเหตุผลว่าจะต้องมากินอาหารไทยแพงๆทั้งที่อยู่ญี่ปุ่นกันทำไม ก็เลยเดินไปดูร้านอื่นๆกันต่อ สุดท้ายไปจบกันที่ร้านอาหารฝรั่งชื่อ GRILL1930 เราไปกัน 7 คน ก็ต้องรอคิวกันไป แถมยังต้องแยกโต๊ะด้วย 4 คนแรกได้เข้าไปก่อนนานมาก ก่อน 3 คนที่เหลือจะได้เข้าไปนั่ง โชคดีที่ได้นั่งโต๊ะเดียวกันทั้งหมด อาหารที่นี่รสชาติไม่เลว แถมเยอะอีกต่างหาก ที่สำคัญน้องบริกรที่รับคิวจนถึงพาไปนั่ง หน้าตาน่ารักได้อีก ถึงหิวแต่ก็ไม่ลืมเก็บรายละเอียดรอบด้านนะคะ

 

ไหนๆก็ไหนๆ ก็เลยหาโอกาสซื้อเสบียงกรังเตรียมไว้สำหรับเช้าวันพรุ่งนี้ เนื่องจากเราจะต้องเดินทางออกจากโตเกียวกันแต่เช้านั่นเอง ส่วนเราเองนั้นต้องไปหาซื้อพลาสเตอร์ติดเท้า เพราะปวดเท้ามาก เนื่องจากเดินเยอะ อีกทั้งกระดูกเท้าที่เคยประสบอุบัติเหตุมาก่อนทำท่าเกเรขึ้นเป็นระยะ เรานั่งรถกลับไปยังสถานีโตเกียวเพื่อต่อรถกลับที่พักกันต่อ และคงอารมณ์ประมาณว่า ไหนๆก็ไหนๆ มาถึงโตเกียวทั้งที ขอแวะซื้อขนม Tokyo Banana หน่อยได้ไหม ส่วนตัวแล้วเราเบื่อขนมนี่มาก เพราะใครไปใครมาต้องซื้อกลับมาให้ทานทุกที แต่หนนี้มีแบบใหม่ แบบช็อกโกแล็ต หน้าตาน่าซื้อเป็นอย่างมาก ทุกคนก็อยากจะซื้อแบบใหม่นี้กัน แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอสักที ก็เลยตัดสินใจซื้อแบบธรรมดาไปแทน ก็พอไหวอยู่นะ

 

กลับถึงที่พักก็สามทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว ไม่ดึกมาก แต่ว่าจะต้องเก็บของลงกระเป๋าเพื่อออกเดินทางกันวันพรุ่งนี้นี่แหละ กินเวลากันน่าดู แถมยังต้องเช็กตารางเวลารถที่จะเดินทางไปยัง ทาคายาม่า ด้วย คืนนี้เลยต้องนอนดึกกันไปโดยปริยาย

 

Note: ใครอยากเห็นหน้าค่าตา Tokyo Banana สามารถเซิร์ชหาทาง google ได้เลยค่ะ  

Comment

Comment:

Tweet