วันนี้ตื่นกันแต่เช้าอีกแล้ว ดูจากลักษณะเราต้องเหนื่อยกันพอสมควรทีเดียว เนื่องจากเราจะต้องออกจากโตเกียวกันแล้ว วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะเปลี่ยนที่นอนกัน จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมเราได้อยู่โตเกียวกันทั้งที แต่กลับไม่ค่อยได้ไปช็อปปิ้งกันสักเท่าไหร่ นั่นเพราะเราไม่อยากจะแบกของหนักๆเวลาที่ต้องเดินทางกันแบบนี้นี่เอง และด้วยความที่ไม่คิดจะใช้บริการแท็กซี่เลย กะว่าอาศัยรถไฟกันตลอดเป็นแม่นมั่นขนาดนั้น ก็ต้องสำเหนียกเอาไว้ก่อนเลยว่าการลากกระเป๋าขึ้นลงสถานีรถไฟมันไม่สนุกนักหรอก อยากช็อปค่อยเก็บไว้ตอนใกล้ๆจะกลับบ้านดีกว่าไหม

 

แจ๊กพ็อตยิ่งกว่านั้นก็คือ วันนี้เป็นวันจันทร์ แค่เห็นสภาพตู้รถไฟที่แน่นเอี้ยดเป็นปลากระป๋องแล้วยิ่งไปกันใหญ่ ไอ้ครั้นจะรอให้รถว่างก็เห็นท่าจะไม่ดี จะไปไม่ทันชินกันเซ็นรอบที่ตั้งใจเอาไว้กันน่ะสิ ก็เลยเสี่ยงไปขึ้นตู้กรีนคาร์ ซึ่งถ้าไม่เจอนายตรวจ เราก็จะได้ยืนไปอีกสองสถานีแบบสะดวกโยธิน แต่คงเป็นเพราะเราทำเลวกันไม่ขึ้น ทันทีที่ประตูรถเปิดออก เราก็เจอคุณนายตรวจยืนเด่นเป็นสง่าถึงสองนาย ซึ่งแปลว่า เราต้องจ่ายค่าปรับกันคนละ 1,000 เยน 7 คนก็ 7,000 ใจร้าวกันจริงๆเลยท่านผู้อ่าน

 

เราไปถึงสถานีโตเกียวกันได้โดยสวัสดิภาพก่อนเวลากันพอสมควร เช้าวันทำงานแบบนี้ คนจะยิ่งพลุกพล่านมากเป็นพิเศษ จึงต้องหาจุดหยุดพักก่อนที่จะส่งตัวแทนไปจองที่นั่งชินกันเซ็นกัน เวลาที่เหลืออยู่จึงถูกนำไปใช้เสาะหาโตเกียวบานาน่ากันต่อ ไอ้เราคิดว่าปิดจ๊อบกันไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่นี่ยังไม่ละความพยายามกัน และผลจากความพยายามนี้เอง หลายคนจึงได้สอยของฝากชื่อดังจากโตเกียวกันไปคนละกล่องสองกล่อง เสียเงินแล้วมันชื่นใจแบบนี้นี่เล่า

 

เราเดินขึ้นไปรอชินกันเซ็นกันบนชานชลา และนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นว่า มีเจ้าหน้าที่ชายหญิงหอบหิ้วอุปกรณ์ในกระเป๋าไปใหญ่มายืนตรงทางเข้าในตัวรถตั้งแต่รถไฟยังไม่มาเทียบท่า ทันทีที่รถมาถึงพร้อมกับผู้โดยสารที่ลงจากรถจนหมด เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็เดินเข้าไปเก็บกวาดทำความสะอาดในแต่ละตู้อย่างรวดเร็ว (ทั้งที่มันก็ไม่ได้สกปรกอะไรด้วยนะ) ก่อนจะเดินออกมา เพื่อให้ระดับหัวหน้าเดินตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้ง ดูแล้วรู้สึกประทับใจมาก เพราะอย่างนี้นี่เอง ทุกอย่างจึงได้ดูสะอาดและเป็นระเบียบนัก ตั้งแต่ผู้โดยสารที่มีวินัย ไม่ทิ้งขยะเอาไว้เรี่ยราด เจ้าหน้าที่จึงไม่ต้องทำงานหนัก และสามารถทำงานของตัวได้เสร็จสิ้นง่ายขึ้น ผู้โดยสารที่ใช้บริการต่อก็จะได้ไม่ต้องหงุดหงิดอีกด้วย เห็นแล้วปลาบปลื้มแทนจริงๆ

เรานั่งรถชินกันเซ็นไปลงที่สถานีนาโกย่ากัน เพื่อเปลี่ยนเป็นขบวนรถไฟที่จะเดินทางไปยัง ทาคายามะ เป้าหมายหลักในวันนี้ โดยเรามีกำหนดจะไปนอนพักที่นั่นเป็นเวลา 1 คืน เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศไปอย่างสิ้นเชิงทีเดียว ระยะทางที่เดินทางไปยังทาคายามะนั้น กินเวลาไปพอสมควร แต่ก็นับว่าสร้างความเพลินเพลินไปได้ตลอด ทั้งสายฝนที่โปรยปรายมาตั้งแต่เช้า (ตั้งแต่โตเกียวกันเลยล่ะ) และเริ่มจะลงเม็ดใหญ่ขึ้น เราดูพยากรณ์อากาศกันมาตั้งแต่เมื่อวาน ก็เตรียมใจเอาไว้เลยว่า วันนี้ฝนจะตกกันตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน วิวทิวทัศน์จากทั้งสองข้างทางเมื่อมองจากรถไฟนั้น สวยสบายตามาก ไม่ว่าจะเป็นหุบเขา น้ำตก ลำธาร และดอกไม้ที่ชุ่มน้ำฝน อากาศเย็นมากก็จริง แต่ดูแล้วก็มีความสุขมากไม่แพ้กัน นี่เป็นครั้งแรกของเราจริงๆที่ได้เดินทางออกนอกเมืองอย่างจริงจังขนาดนี้

เราเดินทางมาถึงทาคายามะในช่วงเที่ยงนิดๆ สิ่งแรกที่คิดว่าควรจะทำเสียทีก็คือการซื้อร่ม เพราะดูเหมือนว่า เราจะต้องรับมือกับสภาพอากาศแบบนี้กันเกือบตลอดทริป มีไว้ก็ไม่เสียหาย เราจึงเดินไปซื้อร่มที่คอนวีเนียนสโตร์ที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟในราคา 550 เยน ไม่เลวทีเดียว ส่วนคนอื่นๆก็นำกระเป๋าและข้าวของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ช่วง 1 คืนในทาคายามะเก็บเอาไว้ในตู้ล็อกเกอร์หยอดเหรียญที่สถานีนั่นแหละ เป็นการประหยัดแรงไป เพราะจากสถานีไปที่พักนั้น ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเดินเท้าเลยเชียวนะ

 

ทาคายามะ เป็นเมืองหนึ่งในกิฟุที่ถูกอนุรักษ์เอาไว้ให้เป็นมรดกโลก เป็นเมืองในหุบเขาที่มีความเก่าแก่และยังคงความเป็นเมืองเก่าแก่เอาไว้มาได้จนถึงทุกวันนี้ ที่จริงแล้วในช่วงที่เราไป ทาคายามะกำลังจะมีเทศกาลประจำปี แต่เราอยู่ไม่ถึง เพราะวางแผนจะนอนค้างที่นี่แค่เพียงคืนเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเสน่ห์ของความเป็นเมืองเล็กๆของที่นี่ ก็สร้างความประทับใจให้กับคนที่ได้มาเยือนแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆอย่างเราได้มากโขทีเดียว

เราพร้อมใจกันลากกระเป๋าพร้อมกางร่มกันไปยังเรียวกัง หรือบ้านพักแบบญี่ปุ่นกัน ตอนอยู่ที่สถานีก็บังเอิญเจอคนไทยมาเที่ยวกันทั้งครอบครัวกลุ่มใหญ่ ทักทายพูดคุยกันแล้วเราก็เลยขอแยกตัวออกมาก่อน เดินไปยังไม่ทันพ้นไฟแดงแรก ก็เจอคนไทยอีกกลุ่ม ประสาคนไทยก็อดไม่ได้ที่จะต้องทักทายกันตามธรรมเนียม ให้แปลกใจว่าคนไทยมาเที่ยวกันเยอะขนาดนี้เลยหรือนี่ (จริงๆน่าจะหายแปลกใจไปได้ตั้งนานแล้ว ก็นี่มันไฮซีซั่นไหม!?!)

 

ระหว่างทางที่เดินลากกระเป๋าไปยังเรียวกังนั้น ก็มีโอกาสได้ชมเมืองไปด้วย แม้จะอยู่บรรยากาศฉ่ำฝนแบบนี้ แต่ทาคายามะก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าอยู่มาก ด้วยสภาพแบบเก่าๆที่ยังเก็บรักษาเอาไว้นั้นทำให้ที่นี่มีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเองโดยแท้ เราใช้เวลาเดินประมาณ 20 นาที ก็มาถึงที่พักกันในที่สุด เรียกว่าทำเอาเหงื่อตกเป็นครั้งแรกที่มาญี่ปุ่นได้เลยล่ะ เรียวกังที่เราจะพักและฝากท้องด้วยอาหารสองมื้อใหญ่ๆแห่งนี้มีชื่อว่า Yamakyu น้องเจ้าหน้าที่ที่นี่ยังเป็นหนุ่ม และสามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้ดีมาก ก่อนขึ้นห้อง น้องก็พาเดินชมว่า ห้องอาหารอยู่ทางนี้นะครับ ส่วนนี่เป็นทางไปห้องอาบน้ำรวมนะครับ ใช่แล้ว... ที่นี่มีไม่มีห้องอาบน้ำส่วนตัว มีแต่ห้องส้วม ดังนั้นถ้าใครจะอาบน้ำจงทำใจไว้เสียว่าจะต้องอาบน้ำรวมกันนะคะ

เราจองห้องกันเอาไว้สองห้อง เป็นห้องใหญ่สำหรับ 4 คน และห้องเล็กสำหรับ 3 คน ตอนที่เข้าไปนั้นจะมีโต๊ะไฟฟ้าพร้อมกระติกน้ำร้อนและกาน้ำ มีน้ำชา กาแฟให้ชงดื่มกันตามอัธยาศัย ส่วนช่วงค่ำ จะมีแม่บ้านมาปูฟูกเอาไว้ให้พร้อมสรรพกันอีกที ในช่วงที่พักเหนื่อยกันนั้นเราก็มานั่งล้อมวงคุยกันว่า มาถึงทาคายามะแล้ว เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง เรามีเวลากันตลอดทั้งบ่ายวันนี้ ดังนั้นจึงตัดสินใจได้ไม่ยากว่าก็เดินเที่ยวกันในเมืองนั่นแหละ แค่นี้ก็คงหมดเวลาแล้ว แล้วจึงค่อยกลับมาอาบน้ำและทานมื้อเย็นก็แล้วกัน

ฝนยังตกชนิดไม่มีวี่แววว่าจะหยุดง่ายๆ แต่ตอนนี้เรามีร่มกันแล้วแถมสัมภาระหนักๆก็ถูกปลดออกไปแล้ว จึงไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด อีกอย่างฝนของที่นี่จะตกแบบโปรยปรายแบบปรอยๆมากกว่าจะมาเป็นลมพายุอย่างบ้านเรา ดังนั้นการกางร่มเที่ยวแบบนี้จึงถือว่าสบายมาก ก่อนจะเดินเที่ยว สิ่งแรกที่จะต้องทำกันก็คือการหาอะไรทานสักหน่อย วันนี้เรายังไม่ได้ทานอาหารกันแบบเป็นชิ้นเป็นอันกันเลย ก็เลยตัดสินใจเดินไปร้านราเม็งที่เล็งเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่เดินผ่านไปเมื่อกี้ ร้านที่ว่านี้ชื่อร้าน Chitose เมนูอาหารหน้าร้าน น่ากินมากแถมราคายังสบายกระเป๋าด้วย เราจึงตัดสินใจเดินเข้าร้านนี้พร้อมกับกลุ่มคนไทยที่เจอกันตรงสถานีรถไฟด้วยเสียเลย จังหวะเจอกันบ่อยดีจริงๆ

เมื่อท้องอิ่มแล้วกำลังใจก็มาแบบเต็มร้อย จุดแรกที่เราตัดสินใจแวะกันก็คือวัด Hida Kokubunji วัดที่มีสัญลักษณ์เป็นลิงสีแดงที่ชื่อ sarubobo และดูเหมือนว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ด้วยเช่นกัน แต่ด้วยความที่ฝนตกจนเฉอะแฉะทำให้เราทำอะไรไปไม่ได้มากไปกว่า ไหว้พระและถ่ายรูปกันตามสมควร เห็นใจช่างภาพและกล้องราคาแพงว่าต้องคอยหลบฝนกันตลอดเวลานั่นด้วย

เราเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆที่มีชื่อว่า Furui Machinami หรือบ้านสมัยเก่าที่บรรยากาศดูอึมครึมบวกขลังๆบอกไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะบ้านแต่ละหลังทาสีดำกันหมดด้วยหรือเปล่า แถมยังอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนแบบนี้อีก สักพักเราจึงเดินเลี้ยวออกมา ก่อนจะแวะร้านขายของที่ระลึกกัน ใช้เวลาอยู่เป็นนานทีเดียวแหละในการเลือกซื้อของ โดยเฉพาะเจ้าลิง sarubobo นั่นล่ะ ส่วนตัวแล้วเราแทบจะไม่ได้ซื้ออะไรเท่าไหร่ ชอบดูคนอื่นซื้อเสียละมากกว่า สักพักเราจึงเดินไปอีกร้าน ร้านนี้ออกไปทางของกิน ดูไปให้ความรู้สึกแบบร้านแม่กิมไล้แถวเพชรบุรีนิดหน่อย (เปรียบกันไปได้เนาะ) ไอ้เราที่ดูแล้วไม่น่าจะได้อะไรติดมือกลับมา จึงแวะซื้อซอฟต์ครีมที่ขายอยู่หน้าร้านมากินเล่นเสียเลย

ตอนนั้นเท่าที่ดูเวลาน่าจะประมาณ 5 โมงเย็น แต่น่าจะเป็นเพราะอุณหภูมิในฤดูนี้ที่ออกแนวเย็นสบาย บวกกับภูมิประเทศป่าเขาของที่นี่ คูณกับสายฝนที่โปรยปรายมาไม่หยุด ส่วนเราต้องบวกซอฟต์ครีมเย็นๆที่ทานไปเมื่อกี้เข้าไปด้วย จึงอดรู้สึกไม่ได้ว่ามันหนาวเกินไปหน่อยหรือเปล่านี่ ลมหายใจก็เริ่มเป็นไอแล้ว และฟ้าที่มืดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เราตัดสินใจกลับที่พักกันดีกว่า

เราที่ตั้งใจเอาไว้แต่แรกแล้วว่า ถ้าไม่อาบน้ำล่ะก็ ยังไงก็ไม่มีทางนอนได้ อีกทั้งเป็นคนที่ชอบแช่น้ำร้อนอยู่แล้ว จึงตัดสินใจไปอาบน้ำรวมและแช่น้ำดูเสียหน่อย เห็นท่าทีที่ไม่ประหม่าของเราแล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าเราคงต้องมีประสบการณ์มาแล้วแน่ๆ ซึ่งที่จริงแล้วเปล่าเลย แต่ก็ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องเขินอายกันตรงไหน คนญี่ปุ่นเขาก็อาบกันโครมๆตั้งแต่เด็กยันคนแก่ เราก็เลยเฉยๆกับเรื่องนี้ แต่ที่อยากจะบอกก็คือ มันสบายมากจริงๆนะ ถ้าทำได้ล่ะก็ อยากจะแช่ให้นานกว่านั้นอีกหน่อยด้วยซ้ำ แต่แค่นี้ก็สบายเหลือเกินแล้วล่ะ

 

ตัวแห้งอีกตามเคย ผิวงี้แห้งเป็นขุยแบบเตรียมใจไว้แล้วว่าโลชั่นทาผิวที่เอามาคงจะเอาไม่อยู่เข้าสักวัน แต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อยก็ลงไปทานมื้อเย็น สาเหตุหนึ่งที่เลือกพักเรียวกังแห่งนี้ก็เพราะ ราคาอาหารสองมื้อที่รวมกับค่าค้างแรมมันเย้ายวนใจมาก แล้วยิ่งไปเห็นมื้ออาหารก็ยิ่งรู้สึกคิดถูกเหลือเกินที่มาพักที่นี่ เพราะมันช่างอลังการณ์งานสร้างมาก ทำเอาคนที่ซัดราเม็งแบบไม่ยั้งไปเมื่อบ่ายถึงกับบ่นอุบว่าไม่น่าทานเยอะเลย ตอนที่เห็นพี่สาวสั่งเลมอนชูไฮมาดื่ม ก็ยังนึก น่าทานจัง ทั้งที่ปกติเราเป็นคนไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกออล์เท่าไหร่ ก็เลยสั่งมาดื่มกันอีกสองสามแก้ว อร่อยชื่นใจมาก ถ้าอยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร ก็น่าจะเป็นประมาณสไปร์ทที่ไม่หวาน แล้วก็มีแอลกอฮอล์ด้วยนั่นล่ะ ยิ่งเย็นมากก็ยิ่งอร่อยมาก หน้าแดงไปเลยเรา

สองทุ่ม เช้าเกินไปที่จะนอน เราจึงนั่งดูทีวี แน่นอนว่าต้องเป็นช่อง Fuji TV อยู่แล้ว ช่วงสองทุ่มเป็นรายการ Hey! Hey! Hey! ตอนพิเศษ ที่เชิญดารารุ่นเก่ามา แล้วเอาเทปตั้งแต่สมัยที่ดาราเหล่านั้นเพิ่งจะเดบิวต์ใหม่ๆมาออก ที่น่าตกใจคือ เรารู้จักเยอะมาก (บ่งบอกถึงอายุกันเลยทีเดียว) พอสามทุ่มก็เป็นรายการ Waratte iitomo ที่คืนนี้เป็นตอนพิเศษ เพราะมีการเชิญทีมนักแสดงจากละครล็อตใหม่ของช่องทั้ง 3 เรื่องมาออกพร้อมๆกัน จำได้แต่ Sunao ni Narenakute ที่มีเอตะ, จูริ แล้วก็ แจจุงเล่น แล้วก็ Moon Lovers ที่มี คิมุระ ทาคุยะแสดงนำ อีกเรื่องจำชื่อไม่ได้ แต่นักแสดงนำคือ อายะ อุเอโตะ ต้องเข้าใจนะคะว่า ความรู้ภาษาญี่ปุ่นของคนเขียนนั้นเท่าหางอึ่ง จึงไม่อาจจะจับใจความอะไรได้มากนัก รู้แต่รอดูแจจุงอย่างเดียวเลย เพราะน้องดูสดใสน่ารักมากในรายการนี้ แม้ว่าจะไม่ค่อยได้พูดอะไรมากนัก เพราะแขกรับเชิญเยอะมากถึงมากที่สุด นี่ขนาดเป็นตอนพิเศษยาวกว่าปกติแล้วนะ

 

กว่าจะได้นอนคืนนั้นปาเข้าไป 5 ทุ่มพอดี อากาศข้างนอกเย็นมาก แต่เพราะในห้องเปิดฮีตเตอร์จึงทำไห้ไม่ค่อยรู้สึกหนาวนัก แต่จะบอกว่า การเปิดฮีตเตอร์นอนในห้องนอนแบบฟูกกับเสื่อทาทามิแบบนี้ ไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ หายใจไม่ออก แถมผ้าห่มยังหนาและเก็บความร้อนมาก ดังนั้นถ้าไม่หนาวจนหิมะตก แนะนำว่าปิดฮีตเตอร์นอนจะดีกว่า  

 

พรุ่งนี้เราเหลือเวลาในทาคายามะอีกครึ่งวัน ก่อนจะเดินทางเข้าโอซาก้าเป็นเป้าหมายต่อไป

Comment

Comment:

Tweet