มาถึงวันนี้ดูเหมือนว่าเราจะเริ่มชินกับการที่ต้องตื่นขึ้นมาแต่เช้าแบบนี้กันเสียแล้ว สรุปว่าเมื่อคืน เราหลับๆตื่นๆเพราะงงชีวิตกับอากาศในห้อง ข้างนอกอากาศเย็นฝนตก ข้างในห้องเปิดฮีตเตอร์ แต่ดันห่มผ้านวมที่เก็บความร้อนได้อีก เลยไม่รู้จะร้อนหรือหนาวดี นี่ยังแปลกใจว่ารอดมาได้ยังไงแบบไม่เจ็บไม่ไข้ ตื่นมาโดยปราศจากอาการง่วงงุน ก่อนจะเดินไปจัดการธุระส่วนตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับอาหารมื้อเช้ากันเสียที แต่ก็ไม่ลืมเปิดทีวีดูกันตามกิจวัตร แน่นอนว่าหนีไม่พ้นข่าวความวุ่นวายในบ้านเรา และปิดท้ายให้เราได้ชื่นใจกับงานฉายรอบพรีเมียร์ละคร Sunao ni Narenakute ที่ทีมนักแสดงนำทั้งห้าคนไปร่วมงานอย่างพร้อมหน้า แหม... เริ่มวันด้วยการเห็นหน้าแจจุงแต่เช้าเลยนิ

มื้อเช้าวันนี้ แม้ว่าปริมาณอาหารจะดูน้อยกว่าเมื่อวาน แต่ก็นับว่ายังเยอะมากอยู่ดี วันนี้เราได้ทานเนื้อแบบฮิดะ กันแต่เช้า ขออภัยหากจะขอเว้นไม่บรรยาย เพราะมันบรรยายไม่ถูก เรียกก็ไม่ถูก บอกได้แค่ว่าอร่อยและเป็นเอกลักษณ์ดีแท้ เมื่อเติมพลังงานเข้าไปก็ถือว่าพร้อมแล้วสำหรับการเดินทางวันนี้ ทีแรกเรามีกังวลกันเล็กน้อยว่า จะต้องเหนื่อยลากกระเป๋าไปทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟกันอีกแล้ว แต่คุณลุงเจ้าของเรียวกังใจดี พอรู้ว่าเราจะเช็กเอาต์กัน แกก็อาสาจะขับรถขนกระเป๋าไปส่งให้เราตอนเที่ยงที่สถานีรถไฟ สร้างความปลาบปลื้มและโล่งใจให้กับทีมของเราเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่จะประหยัดแรงแล้ว ยังทำให้จัดตารางเวลาเที่ยวได้ลงตัวและง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย

จุดหมายแรกเช้านี้ของเราก็ยังอยู่ในทาคายามะนี่แหละ โดยเริ่มจากตลาดตอนเช้าที่อยู่ติดทางเดินเล็กๆริมแม่น้ำ ตลาดที่นี่เป็นตลาดที่เปิดกันเป็นประจำทุกเช้า มีทั้งของสด ของแห้ง ของที่ระลึก มีทั้งแบบร้านค้าและแบบแผงลอยให้เลือกซื้อหากันตามอัธยาศัย เราไม่ได้อะไรมากไปกว่าอุดหนุนภาพวาดระบายสีด้วยมือของคุณลุงคนหนึ่ง ภาพไม่ได้สวยจัดหรืออะไร แต่ชอบที่แกตั้งอกตั้งใจวาดดีจัง ก็เลยอุดหนุนภาพวาดสีน้ำรูปดอกซากุระมาหนึ่งใบ พร้อมกับลูกอมที่ทำเป็นรูปซากุระหลากสีมาอีกหลายเม็ดเลย

เราต้องเดินไปนั่งรถบัสรอบประมาณ 9.00 น.ที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ และใช้เวลาประมาณ 9 นาทีเพื่อจะไปเยี่ยมชม Hida no Sato หรือหมู่บ้านโบราณฮิดะนั่นเอง โดยค่ารถกับค่าบัตรผ่านประตูนั้นถูกรวมเอาไว้เป็นแพ็กเกจเดียวกันเรียบร้อยแล้ว สำหรับ Hida no Sato นี้เป็นหมู่บ้านที่อนุรักษ์สิ่งก่อสร้างในสมัยโบราณไม่ว่าจะเป็นบ้าน โกดัง ศาลเจ้า และอื่นๆอีกมากมายที่มีอายุนับร้อยๆปีเอาไว้ในสภาพที่เกือบจะสมบูรณ์ดีทุกประการ พร้อมมีประวัติของสิ่งก่อสร้างแต่ละหลังเอาไว้อย่างละเอียดบอกเอาไว้พร้อมสรรพ เราออกจะประทับใจบ้านที่หลังคาทำมาจากหญ้าจำนวนมากที่เย็บ อัดและมัดรวมกันเอาไว้อย่างแน่นหนา แข็งแรงถึงขนาดสามารถรองรับหิมะปริมาณมหาศาลที่ตกลงมาในฤดูหนาวได้แบบสบายเลยทีเดียวนั่นแหละ

ที่หมู่บ้านนี้ต้องเรียกว่าเจอมุมไหนก็เป็นอันต้องหยุดถ่ายรูปกันเป็นระวิงทีเดียว นานๆเข้าเริ่มอิน จนเริ่มสมมุติตัวเองว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านบ้าง เป็นลูกบ้านบ้าง นัยว่ามาถึงถิ่นแล้ว จะโม้ๆเนียนๆกันไปบ้างก็ไม่น่าจะเสียหายนี่นะ เดินไปเดินมาเห็นวิวเป็นเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นอยู่ไกลๆ สวยมากๆ แค่เห็นก็หนาวแล้วล่ะ อยู่ไกลลิบขนาดนั้น ยังเห็นหิมะเกาะอยู่เต็มเลย เราใช้เวลาเดินดูภายในหมู่บ้านกันประมาณ 2 ชั่วโมง เห็นได้ชัดว่าไม่เพียงพอเลยจริงๆ ถ้าคิดจะเดินและศึกษาให้ทั่วล่ะก็ ขอแนะนำว่าเอาไปเลยหนึ่งวันเต็มๆ สำหรับทีมของเราที่ยังมีคิวจะไปแวะชมพิพิธภัณฑ์กันต่อนั้นจึงต้องเดินลงมารอรถเมล์จุดเดิมที่รถมาส่งตอนขามา และไม่รู้ว่าเป็นธรรมเนียมหรืออะไรเหมือนกัน แวะที่ไหน หยุดเมื่อไหร่ เป็นต้องขอซื้อซอฟต์ครีมมาทานอยู่ร่ำไป หนาวก็หนาว แต่มันอร่อยไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกัน

รถบัสนำเรามาลงตรงหน้าสถานีรถไฟ ตอนนี้เราแยกออกเป็นสองกลุ่มนั่นก็คือกลุ่มที่อยากจะไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์กันต่อ กับกลุ่มที่จะขออยู่รอกระเป๋าพร้อมวางแผนเดินทางต่อ เราอยู่ในกลุ่มหลังกับพี่สาวและน้องชาย จึงวิ่งไปจองตั๋วรถชินกันเซ็นวันนี้ก่อนตัดสินใจเข้าไปนั่งร้านกาแฟแถวนั้นแหละพร้อมกับสั่งอะไรร้อนๆมาดื่มกันเสียด้วยเลย

 

เที่ยงปุ๊ปทางเรียวกังก็เอากระเป๋ามาส่งให้แบบตรงเวลา ช่วงนี้ใครใคร่เข้าห้องน้ำเข้า ใครไปเอาของจากล็อกเกอร์หยอดเหรียญที่ทิ้งไว้เมื่อวานก็ไป เสร็จแล้วมาเลือกกันเสียดีๆว่าเที่ยงนี้จะซื้อข้าวกล่องอะไรขึ้นไปทานบนรถสายทาคายามะกลับนาโกย่า เราก็ไม่ได้หิวหรอก แต่อารามสั่งให้คนนั้นคนนี้เพลินไปหน่อยเลยเผลอสั่งเกินไปกล่องนึง หน้าตามันก็แปลกๆดีดูเข้าท่าเอาเรื่องอยู่ก็เลยตัดสินใจว่าเดี๋ยวขึ้นรถไฟยังไงก็จะลองกินดูล่ะ

ปรากฏว่าข้าวกล่องของเราน่าจะเป็น Hida Bento หน้าตาคล้ายกับมื้อเช้าที่เรียวกังมาก ที่น่าตื่นเต้นก็คือ กล่องของเราก่อนทานจะต้องดึงเชือกที่ร้อยมากับกล่องเสียก่อน ทิ้งไว้ 5 นาที ข้าวกล่องจะอุ่นร้อนให้ได้ทานเอง แล้วมันก็ร้อนจริงๆนะควันฉุยเลย สร้างความฮือฮากันมาก แถมยังอร่อยแบบไม่ผิดหวังด้วยซี ระยะทางที่นั่งรถไฟกลับไปคราวนี้ฝนไม่ตกเหมือนขามา อากาศก็ไม่โหดเท่าแต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่หนาวเหมือนวันที่ผ่านมาหรอกนะ นี่ยังนึกสงสัยว่า ที่บอกว่าอากาศทางคันไซจะอุ่นสบายกว่าคันโตนั้น จะจริงดังว่าหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป

 

ถึงสถานีนาโกย่าปุ๊ปก็มีเรื่องต้องตื่นเต้นกันอีก เมื่อเราจะต้องวิ่งไปขึ้นรถชินกันเซ็นกันภายในเวลา 9 นาที วิ่งกันตุ้บตั้บมาก รีบก็รีบ กระเป๋าก็ต้องลาก ข้าวของพะรุงพะรังได้อีก แต่เราก็ทำเวลากันได้ดีมาก และขึ้นชินกันเซ็นกันได้ทันเวลาถมถืด ได้พักหายใจกันยาวจนกว่าจะไปถึงสถานี Shin-Osaka กันล่ะ สิ่งหนึ่งที่ทำจนเป็นกิจวัตรเวลาที่ต้องนั่งรถไปไหนมาไหนแบบนี้ ก็คือการมองว่าดอกซากุระร่วงโรยไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว ซึ่งมาถึงช่วงเวลานี้ของเดือนก็นับว่าโรยไปเยอะ ไม่บานสะพรั่งเต็มต้นเหมือนช่วงที่มาถึงแรกๆ บวกกับลมและฝนด้วยแล้ว ซากุระที่ดูจะเป็นดอกไม้ที่บอบบางเหลือเกินก็ร่วงโรยไปแล้วไม่น้อย ยังดีที่ก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้าง ไม่ถึงกับเหลือแค่กิ่งก้านให้เห็นเป็นของต่างหน้าไปเสียก่อน

 

สารภาพตามตรงว่า ตอนที่ไปถึงสถานีชินโอซาก้านั้น งงกับการต่อรถไฟไปมามาก จำแค่ว่าต้องลากกระเป๋าไปทางนั้นทีทางนี้ทีอยู่นาน รู้ตัวอีกทีก็นั่งรถไฟลงที่สถานี Tanimachi 4-Chome ที่เป็นสถานีปลายทางของเราแล้ว ที่พักหนนี้ของเรามีชื่อว่า Weekly Mansion Tokyo ย้ำว่าเรามาอยู่กันที่โอซาก้ากันแล้ว แต่ที่พักมันชื่อนี้จริงๆ แล้วก็เป็น Service Apartment ด้วยนะ ไม่ใช่โรงแรม ลักษณะห้องพักจึงประกอบไปด้วยสองห้องนอนสี่เตียง และหนึ่งห้องเสื่อสำหรับปูฟูกนอนอีกสามคน มีห้องนั่งเล่นที่รวมกับห้องครัว ห้องน้ำหนึ่งห้อง ห้องส้วมหนึ่งห้อง ตอนที่ไปถึงนั้นโล่งอกโล่งใจมาก เพราะจะได้ปลดเปลื้องภาระหนักออกไปเสียที

 

อย่างแรกที่ทำเป็นปกติคือหาช่องทีวี ทีแรกตกใจมากว่าไม่มี Fuji TV จะทำยังไงดี แต่ปรากฏมันไปอยู่กับคันไซทีวีฮ่ะ ก็แปลว่าเราจะได้ดูละคร Sunao ni narenakute ตอนแรกพร้อมกับคนญี่ปุ่นแน่นอนล่ะนะ เป็นปลื้มกับตัวเองไปแล้ว ก็ถึงเวลาออกเดินทางต่อเสียที และเป้าหมายสุดท้ายในวันนี้ของเราก็คือเมืองโกเบนั่นเอง

เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เมื่อไปเที่ยวยังเมืองที่ไม่คุ้นเคยแล้วมันจะงงๆ ไม่รู้จะไปซ้ายหรือขวาดี แต่เมืองนี้อาจจะงงเยอะหน่อยแค่นั้นเอง เหตุผลหนึ่งก็คือหา Tourist Information ไม่เจอนี่แหละ สำคัญขนาดนั้นเลยทีเดียวนะ เป้าหมายของเราก็คือการไปชมความงามของอ่าวโกเบ พร้อมกับอนุสรณ์สถานเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่คร่าชีวิตคนไปนับพันนั่นเอง แต่ก่อนจะเดินทางไปถึงก็ควรจะต้องใส่ใจกับปากท้องกันเสียหน่อย แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือ มันยังไม่ดึกเท่าไหร่ ร้านรวงจะรีบปิดไปไหน สุดท้ายเราจึงตัดสินใจไปทานอาหารจีนกันแถวย่านไชน่าทาวน์นั่นล่ะ หิวแล้วไง... ชักไม่ค่อยเลือกแล้ว ก็ปรากฏว่าอาหารอร่อยไม่เบาทีเดียว สั่งกันไปเยอะมาก ให้มันรู้ไปเลยว่าหิวจริงอะไรจริง แต่สงสัยว่าจะมาดึกไปนิด (ประมาณทุ่มสองทุ่มเนี่ยนะ!?!) เลยเป็นลูกค้าเป็นกลุ่มเดียวและกลุ่มสุดท้ายของร้าน หลังเดินออกมา ร้านก็ปิดตามหลังเลยทันทีเหมือนกัน

เราเดินกันต่อไปเรื่อยๆ เพราะรู้แล้วว่าจุดหมายอยู่ไม่ไกล แถมท้องก็อิ่มแล้วตอนนี้ สบายมากล่ะ ตอนที่เดินข้ามถนนอยู่นั้น พลันเงยหน้าขึ้นเห็นทางด่วนแบบสองขั้น แล้วกำลังจะหันไปถามพี่สาวที่เคยมาที่นี่แล้ว ก็พลันได้ยินเสียงเธอบอกว่า ทางข้างบนนั้นล่ะ ตอนที่เกิดผ่นดินไหวน่ะ ชั้นบนถล่มลงมาทับชั้นล่างแล้วก็ทรุดถล่มลงมาหมดเลย นึกถึงคนที่กำลังใช้รถใช้ถนนอยู่ตอนนั้นก็แล้วกัน เราเดินเข้าไปถึงอนุสรณ์สถานกันในที่สุด เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเขาเก็บซากถนนที่ยุบจมลงไปในน้ำแบบปริ่มๆเอาไว้ด้วยบางส่วน กั้นเอาไว้เลยโซนนึง เราเดินไปดูด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเลยจริงๆนะ มันขนลุก แล้วก็สลดใจมาก ยิ่งมาเห็นร่องรอยกับตาตัวเองแบบนี้ด้วยแล้วยิ่งสะเทือนใจมากบอกไม่ถูกเลย

 

เราเดินอ่านข้อมูลที่ติดอยู่ในบริเวณนั้นอย่างเพลิดเพลินแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า คนญี่ปุ่นนี่เขาต้องสู้และต้องเจอกับอะไรมามากมาย แต่เขาก็สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว และไม่ลืมที่จะบันทึกทุกอย่างเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไปด้วย ที่จริงเป็นความประทับใจที่เกิดขึ้นมานานแล้วล่ะ แต่พอได้มาสัมผัสด้วยตัวเองแบบนี้แล้ว มันอดรู้สึกขึ้นมาอีกไม่ได้เลยจริงๆ

เราเดินต่อกันไปทางอ่าว น่าเสียดายที่วันนี้หอคอยโกเบเปิดไฟแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น พอมายืนตากลมเย็นๆเพื่อรอถ่ายรูปแบบนี้ก็นึกเอะใจขึ้นมา ก็เลยถามพี่สาวไปว่า นี่คือไฮไลต์แล้วใช่ไหม เธอก็บอกมาว่าใช่แล้ว ที่พามาก็อยากให้ได้มาเห็นนี่แหละ เรามากันประเดี๋ยวประด๋าวแบบนี้จึงไม่ค่อยมีเวลาให้ไปเที่ยวชมที่ไหนได้มากนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกดีนะที่ได้มาโกเบแล้ว พร้อมกับบอกตัวเองว่า สักวันน่าจะได้มาใช้เวลาที่นี่ให้มากกว่านี้ล่ะน่า แต่ที่แน่ๆ ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งเย็นบาดหัวใจมากขึ้นเรื่อยๆ น่าจะเป็นเพราะลมทะเลนั่นแหละ ทำเอาสั่นไปตามๆกันเลยเชียวนะ ไม่ใช่เล่นแล้วเนี่ย แต่พอเดินกลับออกไปทางเดิม ก็ค่อยรู้สึกว่าหนาวน้อยลงบ้าง ค่อยยังชั่วหน่อย

 

ในที่สุดก็นั่งรถกลับโอซาก้ากันเสียที ก่อนกลับที่พัก เราก็แวะร้าน Family Mart เพื่อซื้อเสบียงกันอย่างจริงจังสำหรับมื้อเช้าวันต่อไป ทั้งคัพราเม็ง น้ำ ขนม ของว่าง กวาดกันมาเยอะเลย และเราก็ยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่าชอบเข้าร้านคอนวีเนียนสโตร์อย่างมากเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนะเออ

 

กลับมาต่อคิวอาบน้ำกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะนอนหลับเป็นตายบนที่นอนแบบฟูกและไม่เปิดฮีตเตอร์ สบายกว่ากันเยอะเลย

 

Note: ร่วมคันที่ซื้อมาเมื่อวานนั้น ได้ถูกหลงลืมทิ้งไว้บนรถบัสขาไป Hida no Sato นั่นเอง เสียดายอย่างสุดซึ้งเลยล่ะ

Comment

Comment:

Tweet