ทั้งที่เมื่อวานทั้งเหนื่อยทั้งนอนดึก แต่ก็ไม่เข้าใจว่าจะตื่นขึ้นมาทำไมแต่เช้า เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเลย แต่ก็ตื่นมาแล้ว ทำยังไงได้ล่ะ ก็เลยล้างหน้าแปรงฟัน ทำธุระอะไรต่อมิอะไรฆ่าเวลาไป จนคนอื่นๆเริ่มจะตื่นขึ้นมากันทีละคนสองคนบ้างแล้ว ก่อนจะหาอะไรรองท้องและดูทีวีเช็กข่าวและสภาพอากาศจนกลายเป็นกิจวัตรไปแล้วอย่างที่บอก ที่จริงก็เพลินดีเหมือนกันเวลาที่ได้เห็นคนอื่นๆรองท้องด้วยคัพราเม็งหลากยี่ห้อสารพัดรสกันแบบนี้ แต่สำหรับเรา ถือว่าเช้าเกินไปที่จะรองท้องด้วยอาหารหนักขนาดนั้น จึงขอบายและขอนั่งเป็นสัขขีพยานมื้อเช้าของทุกท่านไปพลางๆก็แล้วกัน

 

เราออกไปขึ้นรถไฟเพื่อจะต่อรถไปเกียวโตอีกต่อหนึ่ง โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 40 นาทีสำหรับการเดินทางครั้งนี้ วันนี้ทั้งวันเราจะเทคิวให้เกียวโตทั้งหมดเลยว่าอย่างนั้น ถึงสถานีเกียวโตปุ๊ป เดินไปขอแผนที่ปั๊ป และแบบไม่ต้องคิดมาก ซื้อตัวรถบัสแบบเหมาหนึ่งวันกันไปเลย เพื่อความคุ้มค่าทุกสิ่งอย่างสำหรับการเที่ยวเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นเมืองนี้ มูลค่าตั๋วคือ 500 เยนเท่านั้น อย่างที่เขาว่านั่นแหละ เที่ยวเกียวโตต้องเที่ยวโดยรถบัสจึงจะสนุกและคุ้มค่า เพราะมีจุดให้เที่ยวกระจายตัวทั่วไปหมด วันนี้จึงนับเป็นการเที่ยวโดยใช้รถบัสมากที่สุดวันแรกและเป็นเพียงวันเดียวของทริปคราวนี้จริงๆ

จุดหมายแรกของเราก็คือวัดทอง Kinkakuji ซึ่งเราจะต้องไปลงกันที่ป้าย Kinkakuji-machi เดินไปนิดเดียวก็ถึงวัดทองแล้ว วันนี้นับว่าเป็นวันที่อากาศดีและสดใสมากอยู่ แต่ถ้าจะให้พูดตามตรง มันหนาวมาก! ขอย้ำว่า อากาศสดใส ไม่ได้แปลว่ามันจะอบอุ่นไปด้วยนะท่านผู้อ่าน เกียวโตในวันนี้หนาวบาดใจมาตั้งแต่เช้าเลยล่ะ ยังไม่ทันได้เดินเข้าวัดก็ชักเห็นเค้าลางอะไรบางอย่าง... วันนี้เด็กนักเรียนเยอะมาก ให้เดา น้องๆมาทัศนศึกษากับโรงเรียนช่วงเปิดเทอมแหงแซะ การไปเที่ยวแบบที่มีนักท่องเที่ยวเยอะๆ กับแบบที่มีนักเรียนเยอะๆเนี่ย มันให้ความรู้สึกที่ต่างกันมากนะขอบอก

มาพูดถึงวัดทองกันหน่อย วัดที่ว่านี้เป็นวัดกลางน้ำที่ความโดดเด่นคือแผ่นทองสุกอร่ามที่ปิดเอาไว้อย่างปราณีตสวยงามในส่วนของสองชั้นบนสุดนั่นล่ะ ส่วนรายละเอียดหรือข้อมูลทางประวัติศาสตร์หาไม่ยาก คลิก google ช่วยท่านได้ พอดีทริปเราไม่ได้เน้นจุดนี้ก็เลยขอผ่านไปก่อนนะคะนักเรียน แต่ที่ชอบมากยิ่งกว่าก็คือ บรรยากาศที่สวยงามภายในวัดนั่นล่ะ ความสะอาดไม่ต้องพูดถึง ไหนจะต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น ไหนจะดอกไม้ที่บานอวดสีสวยสะพรั่งไปตลอดทางเดินเต็มไปหมดนั่น เป็นบรรยากาศที่ดีมากจริงๆ เสียก็ตรงที่คนเยอะเกินไปหน่อยนี่แหละ

ชื่นชมความงามของวัดเสร็จ เราก็เดินทางด้วยรถบัสกันต่อที่ป้ายเดิมเมื่อกี้ ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปหาอะไรทานในเมืองกันเสียหน่อยดีกว่า อย่าคิดว่าเด็กนักเรียนจะเยอะเฉพาะแค่ในวัดนะ มีลุกลามมาถึงรถบัสของเรา ของคนอื่น บนถนนสองข้างทาง และทุกที่ที่ไป เด็กๆเหล่านี้ได้กระจายตัวไปทั่วเกียวโตเลยทีเดียว ดังนั้น ไอ้ที่คิดว่า โรงเรียนพาเด็กมาทัศนศึกษาน่ะ ประเมินแล้วคงไม่น่าจะแค่โรงเรียนเดียว คาดว่าคงมากันเกือบหมดประเทศแน่ๆ

 

เราตัดสินใจเข้าไปทานมื้อเที่ยงกันที่ร้าน Fujiya ชื่อคุ้นๆใช่ไหม ใช่แล้ว... ร้านเดียวกับที่เป็นร้านขายเบเกอรี่ที่มีสาขาอยู่ในบ้านเราด้วยนั่นแหละ แต่ที่นี่เขามีทั้งเบเกอรี่ที่อยู่ชั้นล่างและร้านอาหารที่อยู่ชั้นสองเลยล่ะ ดูไปดูมาถึงได้รู้ว่า Fujiya เนี่ยเขาอยู่ยั้งยืนยงคู่กับประเทศญี่ปุ่นมาเป็นร้อยปีแล้วนะขอบอก เที่ยงนี้เราสั่งข้าวแกงกะหรี่มาทาน ส่วนคนอื่นก็เป็นสเต๊กบ้างอะไรบ้าง คละๆกันไป รสชาติอาหาร ความสะอาด และการบริการโดยรวมเป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ก่อนจะลงมาเมียงมองดูเบเกอรี่ในตู้ที่น่ากินมาก ทีมเราอยากซื้อชีสเค้กไปทานมาก แต่ก่อนที่เราจะซื้อ พนักงานก็ถามเราอย่างสุภาพว่า เราจะทานกันเลยหรือเก็บไว้ทาน เพราะควรจะทานหลังซื้อไปภายในสองชั่วโมง ไม่อย่างนั้นอาจจะเสียได้ เราก็คิด... เสียเนี่ยคงไม่น่าจะเสียนะ เพราะอากาศหนาวกระแทกใจขนาดนี้ ต่อให้ไม่เก็บใส่ตู้เย็นวันนึงเลยเอ้า แต่เมื่อพนักงานยืนยันมาด้วยความหวังดี เราจึงบอกปัดไปว่าไม่เอาก็แล้วกัน เพราะทีแรกตั้งใจจะซื้อไปทานตอนเย็นนั่นล่ะ ก็เลยเปลี่ยนใจไปซื้อชูครีมกันแทน ซึ่งแว่วมาว่า อร่อยดีทีเดียว

เราขึ้นรถบัสกันต่อเพื่อไปเที่ยววัด Kiyomizu หรือวัดน้ำใส ที่น่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเกียวโตเลยก็ว่าได้ ชื่อของวัดซึ่งมีความหมายว่าน้ำบริสุทธิ์ มีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านเนินเขาลงมาบริเวณวัดนั่นเอง และเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 วัด Kiyomizu ได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมพิจารณาคัดเลือกให้เป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และอาคารหลักของวัดนี้ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นอีกด้วย จบวิชาประวัติศาสตร์แต่เพียงเท่านี้ ว่าแล้วก็เดินขึ้นไปชมวัดกันเถอะ แต่ก่อนที่จะเดินขึ้นไป ก็บังเอิญให้เห็นหน้าชายหนุ่มคนหนึ่ง คุ้นเหลือเกินว่าเคยเห็นที่ไหน หน้าตาน่ารักขนาดนี้ โอ๊ะ... ระฟ้า ลูกชายของคุณไพบูลย์แห่งแกรมมี่นี่เอง แล้วก็เลยได้เจอครอบครัวคุณไพบูลย์ที่เดินทางมาเที่ยววัดน้ำใสวันนี้พอดี ส่วนตัวฉันมีโอกาสได้รู้จักและร่วมงานกับฟ้าใหม่ลูกชายคนโตมาบ้างแล้วนิดหน่อย และคุณไพบูลย์เองก็ถือเป็นนายเก่าของฉันด้วยเหมือนกัน แต่ไอ้ครั้นจะเดินไปไหว้ทักทายแก ก็เกรงว่าจะสร้างความงุนงงและรบกวนเวลาส่วนตัวของคุณไพบูลย์เสียเปล่าๆ จึงทำได้แค่สวัสดีในใจและเดินแยกออกไปเท่านั้น

ทางเดินที่เป็นเนินลาดชันก่อนถึงทางเข้าวัดจริงๆนั้น ขาไปไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะรถติดกันวินาศสันตะโรมาก พอพ้นจากถนนรถวิ่ง ก็เป็นถนนคนเดิน ซึ่งมีของที่ระลึก ของขวัญ ของฝาก ของกิน ของชวนเสียเงินเรียงรายเป็นตับอยู่สองข้างทาง วอนให้เสียเงินกันอยู่ทุกขณะจิตเลยทีเดียว ทีมเราก็หมายมั่นเอาไว้ว่า เจอกันขากลับก็แล้วกัน ตอนนี้ขอขึ้นไปชมวัดเสียก่อน และแน่นอนว่า... ที่จะขาดไปเสียไม่ได้ก็คือ... นักเรียนกลุ่มใหญ่ (กว่าเดิมอีก) ที่เดินกระจายกันไปทุกจุดเต็มไปหมด จนต้องรำพึงกับตัวเองออกมาแบบปลงๆว่า เราคงหนีน้องเขาไปไม่ได้แล้วล่ะ สู้ต่อไปนักท่องเที่ยวทุกคน!

ความใหญ่โตของวัดนี้ ไม่ต้องพูดถึงล่ะ กินขาดทุกวันที่ได้ไปเที่ยวมาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตัววัด หรืออาณาบริเวณที่กว้างขวางอย่างยิ่ง การที่จะถ่ายรูปโดยให้ติดคนอื่นน้อยที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ ยากยิ่งกว่าสอบ O-Net, A-Net อีก ขอบอก เราจึงทำได้แค่เพียง เดินตามเขาไปเรื่อยๆ ตรงไหนสวยก็แวะถ่ายภาพให้เป็นที่ระทึกอยู่เป็นระยะ ซึ่งมันสวยทุกจุดและคนก็เยอะทุกจุดจริงๆ ทีนี้วัดนี้เขาจะมีน้ำสามสายให้เลือกดื่ม จำได้แค่ว่าสายหนึ่งขอให้ประสบความสำเร็จในความรัก สายหนึ่งเป็นเรื่องของการเรียน อีกสายดูเหมือนจะเป็นเรื่องของสุขภาพหรือยังไงนี่แหละ แต่ภาพที่เห็นนอกจากน้ำสามสายที่ไหลลงมาให้ได้ตักดื่มเป็นสิริมงคลนั้น เบื้องล่างเต็มไปด้วยเด็กนักเรียนและนักท่องเที่ยวใจถึงเพียงส่วนน้อยที่ไปรอต่อคิวกัน ซึ่ง... แค่ได้เห็น ก็ขอส่งใจอวยพรให้กับทุกคนว่า เต็มที่เลยพี่น้อง ขอให้โชคดี ข้าพเข้าขอยืนดูอยู่อย่างนี้น่าจะดีกับชีวิตตัวเองมากกว่า คนมหาศาลมากเลยเหอะ

ได้ชื่นชมความงามของวัดแบบเต็มที่แล้ว จึงตัดสินใจเดินกลับลงมาตรงถนนคนเดิน คุณพระ! เด็กนักเรียนดูสนุกสนานกับการได้ช็อปปิ้งกันเหลือเกิน โดยเฉพาะโซนร้านขายขนมโมจิ พร้อมแจกชาเขียวร้อนให้ดื่มฟรี ได้รับความนิยมมาก ก็ต้องยอมรับว่ามันอร่อยมากด้วยล่ะ ขนมกับชาร้อนทานด้วยกันแบบนี้เข้ากันดีสุดๆ ก็ตบตีแย่งชิงขนมกับเด็กมาจนได้ในที่สุดนะ กลัวที่ไหนล่ะ... ถนนสายนี้เดินดูของไป แวะตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้างไปเรื่อยๆก็นับว่าเพลินดี อาจจะเป็นเพราะข้าวของมันแปลกตาสำหรับเราที่ไม่ใช่เจ้าของประเทศด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เราตัดสินใจเดินกลับไปขึ้นรถกันเสียที ขาเดินลง รถไม่ติดแล้ว เฉยเลย... แต่ก็ดีไปอีกแบบ เพราะเดินสบายขึ้นเยอะ เราจึงนั่งรถกลับไปลงแถวย่าน Gion ย่านดังที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนเกอิชานั่นเอง

แต่ก่อนจะไปเดินในย่านที่ว่า เราก็ขอแวะไปที่ศาลเจ้า Yasaka กันเสียหน่อย ขอสารภาพกันตรงนี้เลยว่า ตอนเข้าไปในศาลเจ้าแห่งนี้ ไม่รู้ด้วยนะว่าชื่ออะไร รู้แต่ว่าสวย โดดเด่นมาก สีหลังคาส้มแปร๊ดนั่นควรค่าแก่การเข้าไปชมเป็นอย่างมาก เราเข้าไปเดินดูสถานที่ ตีระฆัง พร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระทึก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่รู้ชื่อสักที แต่มาฮาตอนที่ ขากลับทีมของเราที่มักจะหาตราประทับที่ตามแต่ละเมืองไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟ หรือวัด หรือศาลเจ้า หรือสถานที่ท่องเที่ยวดังๆจะจัดเอาไว้ให้สแตมป์เก็บกลับไปเป็นที่ระลึกกันอยู่ตลอด พอมาเจอศาลเจ้านี้เข้าไป... ประทับปุ๊ป... เป็นรูปคิตตี้! ทำเอาทั้งงทั้งขำ มาได้ยังไง เราจึงเรียกศาลเจ้าดังกล่าวในตอนนั้นว่า ศาลเจ้าซันริโอ้ไปพลางๆก่อน จนมาค้นเจอว่าแท้ที่จริงคือศาลเจ้า Yasaka ต่างหากย ต้องขอบคุณ google อีกครั้งจริงๆ

ก่อนจะเข้าไปเดินในย่าน Gion มันหนาวเข้ากระดูกมากจนพอเห็นร้านกาแฟสตาร์บั๊กส์ (ที่กลายเป็นจุดแวะพักทุกเมืองของเราไปแล้ว) ก็อดไม่ได้ที่จะขอเข้าไปสั่งอะไรร้อนๆมาดื่มหน่อยเถอะ ได้ของร้อนมาดื่มกันคนละแก้วจึงค่อยโล่งหน่อย มือแข็งไปหมดแล้วล่ะตอนนั้น เราเดินเข้าไปในตรอกหรือถนนที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนเกอิชากันตอนประมาณ 5-6 โมงเย็นกันเข้าไปแล้ว จึงยากจะหาเกอิชาสักคนมาเดินแถวนั้น เพราะถือเป็นเวลารับแขกของพวกเธอกัน แต่ก็ไม่เป็นไร ก็ถือโอกาสนี้เดินชมเมือง ถ่ายภาพอะไรกันไปแบบเพลินๆ นานๆก็มีไมโกะหรือเกอิชาฝึกหัดเดินผ่านมาแบบเร็วๆ ให้เก็บภาพแบบเร็วๆ แล้วภาพก็ออกมาแบบหลอนๆเร็วๆนั่นแหละเอาไว้เป็นที่ระลึกกันไป

ยิ่งเดินอากาศก็เย็นเยียบบาดหัวใจลงเรื่อยๆ คนอื่นๆขอแวะเข้าไปซื้อของที่ระลึกกัน (แอบรู้มาว่า ที่จริงอยากจะหาที่อุ่นๆคลายหนาวกันมากกว่า) ส่วนเรากับพี่เรา เดินไปดูสายรถเมล์กันตรงป้ายว่าขากลับสถานีรถไฟจะขึ้นทางไหน สายอะไรดี ขนาดว่าเป็นข้างถนน คนเดินขวักไขว่นะ รถวิ่งผ่านทีหนาวเข้ากระดูกเลยล่ะ มือไม้ชากันหมดแล้ว รู้สึกแสบผิวตรงหน้าขามาก ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ทั้งที่ผ่านมามันจะรู้สึกคันๆเพราะผิวแห้งมากกว่า แต่ก็พยายามจะไม่ไปสนใจมันมากนักน่ะนะ ก็มันแสบไปแล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ

 

เราเดินกลับไปขึ้นรถบัสที่อยู่ใกล้ๆศาลเจ้า Yasaka กัน คนเยอะมาก อัดกันแน่นยังกับปลากระป๋องเลยทีเดียว ไม่คิดไม่ฝันจะได้มาโหนรถเมล์กันไกลถึงแดนปลาดิบแบบนี้ พอรถเข้าป้ายและลงจากรถเท่านั้นแหละ ออกอาการหลังยอก เอวยอกกันเป็นแถว ประทับใจแต่ขอครั้งนี้ครั้งเดียวก็พอแล้วนะ

เราแวะทานมื้อเย็นกันที่สถานีเกียวโตกันเลย ก่อนจะนั่งชินกันเซ็น มาต่อด้วยรถไฟสาย JR และปิดท้ายด้วยรถไฟใต้ดินเพื่อกลับที่พัก หลายต่อมากเลยนะเนี่ย และแน่นอน ในเมื่อที่พักเรามีคอนวีเนียนสโตร์รายรอบขนาดนี้ และเมื่อวานก็แวะ Family Mart ไปแล้ว วันนี้จึงขอกระจายรายได้ให้กับทาง 7/11 กันบ้าง เพื่อหาเสบียงเอาไว้สำหรับมื้อเช้าในวันต่อไป

 

วันนี้โดยรวมแล้ว นอกจากจะประทับใจเมืองเก่าอย่างเกียวโต แต่ที่ประทับใจไม่แพ้กันก็คืออากาศที่หนาวเย็นจนน่าตกใจ เพราะไม่มีใครคาดคิว่ามันจะหนาวได้ขนาดนี้ กลับมาที่ห้องตอนเปลี่ยนเสื้อผ้าถึงได้รู้ว่าอาการแสบที่ขาเป็นเพราะกางเกงยีนส์มันเสียดสีกับผิวที่แห้งแบบทาโลชั่นก็เอาไม่อยู่จนเป็นรอยแดงน่ากลัวมาก ไม่คันแล้วตอนนี้ แสบผิวอย่างเดียวเลย วันนี้จึงน่าจะเป็นวันที่หนาวที่สุดแล้วสำหรับทริปนี้ของเรา

 

แต่ก็ขอบคุณความหนาวและความเหนื่อยในวันนี้ที่ทำเอาหลับเป็นตายกันเลยทีเดียว

Comment

Comment:

Tweet