เมื่อคืนนอนหลับสนิทก็จริงอยู่ แต่วันนี้ก็เป็นอีกเช้าหนึ่งที่ตื่นเร็วเหมือนเคย อย่างไรก็ตามรายการข่าวเช้าวันนี้นอกจากที่จะได้รู้ว่าฮิโรชิม่าจุดหมายของเราวันนี้หนาว (อีกแล้ว) นะ ก็ยังมีข่าวน้องสามคน แจจุง จุนซู และยูชอน จะออกงานเป็นยูนิตพิเศษร่วมกันสามคนมาให้ได้ชื่นใจอีก ที่ชื่นใจเพราะอยากจะฟังเด็กพวกนี้ร้องเพลงอีกก็แค่นั้นแหละ เอาเป็นว่า วันนี้เราต้องออกเดินทางกันแต่เช้าอีกแล้ว เพราะต้องใช้เวลาต่อรถไฟไปฮิโรชิม่าหลายต่อ จากรถไฟใต้ดินไปต่อรถ JR แล้วนั่งชินกันเซ็น ใช้เวลาไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งพอดี

จุดหมายปลายทางแห่งแรกของเราเช้านี้ก็คือเมืองมิยาจิมะ ซึ่งต้องต่อรถไฟไปอีกนิด ก่อนจะไปรอขึ้นเรือข้ามฟากต่อไปอีก คืออากาศปกติโดยเฉพาะตอนเช้าแบบนี้มันก็หนาวจะแย่อยู่แล้ว ปรากฏว่านี่มายืนกันติดทะเลรอขึ้นเรือ อู้หู ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะเย็นแค่ไหน เรือข้ามฟากนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเท่านั้น เราไม่ต้องเสียเงินแต่อย่างใดเพราะมีบัตร JR Pass อย่างที่บอก เรือใหญ่ที่ชื่อมายาจิมะ มารุ นี้สามารถบรรทุกนักท่องเที่ยวได้คราวละมากๆ แถมยังบรรทุกรถเพื่อข้ามฟากไปได้ด้วยอีกหลายคันทีเดียว ในเรือมีที่ให้นั่งชมวิวทั้งด้านในและด้านนอก แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่เลือกเข้ามานั่งข้างในกันเพราะมีฮีตเตอร์ อุ่นสบายกว่าหลายเท่า แต่ตอนที่เรือแล่นผ่านประตู Ohtorii นั้น หลายคนก็ออกมาถ่ายภาพเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกกันใหญ่แบบลืมหนาวไปเลยเหมือนกัน

เราลงจากเรือและเดินตามทางไปเรื่อยๆเพื่อที่จะไปแวะชมศาลเจ้าที่มีชื่อยาวเหลือเกินว่า Itsukushimajinja (ชื่อเต็มคือ Miyajima Itsukushimajinja) ยังไม่ทันได้เข้าไปเห็นศาลก็ชักเริ่มสังหรณ์แล้วว่า งานนี้ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย เพราะเราเริ่มเห็นกลุ่มนักเรียนจำนวนมากที่คาดว่าน่าจะเป็นการมาทัศนศึกษากันอีกแล้ว เอาวะ... พื้นที่ออกจะกว้างขวางขนาดนี้ แบ่งๆกันไปก็แล้วกัน แต่ความรู้สึกทั้งหลายก็มลายหายไปทันทีเมื่อเห็นกวางตัวหนึ่ง ต้องนับว่าเป็นกวางตัวแรกในญี่ปุ่นของเราเลยล่ะ เดินเข้ามาขอของกินแบบไม่กลัวคนเลยทีเดียว ยิ่งพอเดินเข้าไปก็ยิ่งมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ น่ารักดีเหมือนกัน ถ้าไม่นับเรื่องความตะกละและกลิ่นตัวที่คาดว่าคงไม่ได้สัมผัสน้ำกันมาสักชาตินึงล่ะมั้งนั่น

ระยะทางจากท่าเรือไปศาลเจ้าไม่ใกล้แต่ก็ไม่ถือว่าไกลจนเดินไป โดยเฉพาะสำหรับคนที่เที่ยวด้วยการเดินเท้าเป็นหลักอย่างทีมเรา ซึ่งวันนี้เข้าสู่วันที่แปดของการเดินทางเข้าไปแล้วนั้น แค่นี้ถือว่ากำลังสบาย ขอแค่อากาศไม่ร้อนเถอะ ถึงไหนถึงกันทีเดียว เหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงจะต้องมาเยี่ยมชมศาลเจ้าแห่งนี้กันในตอนเช้าก็เพราะว่า ศาลเจ้าแห่งนี้อยู่ติดทะเล ในตอนเช้าที่น้ำขึ้นนั้น ทั่วบริเวณด้านล่างที่ยกพื้นขึ้นนั้นจะอยู่ในน้ำ ดูแปลกตาและสวยไปอีกแบบเหมือนกับว่าศาลเจ้าแห่งนี้ลอยอยู่ในน้ำ แต่พอสายๆ ระดับน้ำลดลง ก็จะไม่สวยเท่านี้แล้วว่าอย่างนั้น นี่ขนาดเราออกมากันแต่เช้า ก็เกือบจะไม่ทันเหมือนกัน เพราะระดับน้ำเริ่มลดลงไปเรื่อยๆแล้ว

หลุดจากศาลเจ้าไป เราก็ไปเจอกับร้านขายของที่ระลึกที่เรียงกันเป็นตับ แต่อาจจะเพราะยังเช้ามาก ร้านรวงที่เปิดให้บริการก็เลยมีแค่ไม่กี่ร้าน เราออกเดินกินลมชมวิวกันไปเรื่อยๆ บริเวณนั้นยังมีทั้งวัด ทั้งศาลเจ้า ทั้งเจดีย์ไว้ให้ชมอีกมากมาย แต่เราก็อาศัยชื่นชมและเก็บภาพเท่าที่ไหวก็พอ เพราะเรายังมีตารางเที่ยวในเมืองฮิโรชิม่าในช่วงบ่ายรออยู่ มาประทับใจก็ตอนที่ระหว่างทาง เราไปเจอกับแผงขายของกินที่เน้นไปทางทอดปิ้งย่างนั่นแหละ เห็นเนื้อย่างแล้วอยากกินมาก มนุษย์กินเนื้ออย่างเราจึงเดินเข้าไปสั่งเนื้อย่างหนึ่งไม้ ในขณะคนอื่นๆที่ไม่ทานเนื้อก็สั่งทอดมันปลาบ้าง ไก่ย่างบ้าง หมูย่างบ้าง ซึ่งราคาไม่ถูกหรอกนะ แต่เนื้อย่างน่ะอร่อยมากจริงๆ ถึงกะมีคนขอเบิ้ลกันเลยทีเดียว นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเดี๋ยวจะต้องทานมื้อเที่ยงล่ะก็ จะขอต่ออีกไม้เลยจริงๆนะเนี่ย

 

เราเดินกลับไปขึ้นเรือกัน ระหว่างทางไม่มีทีท่าว่ากลุ่มเด็กนักเรียนจะลดน้อยลงเลยจริงๆ ไหนจะนักท่องเที่ยวอีก ยิ่งสายคนยิ่งเยอะว่าอย่างนั้น ตอนที่ข้ามฟากกลับมายังสถานีมิยาจิมะนั้น ตั้งใจว่าจะซื้อน้ำส้มอุ่นๆทานซักกระป๋อง เพราะติดใจตั้งแต่ตอนไปทาคายามะที่พี่สาวซื้อมาดื่ม อร่อยดี แต่หลังจากนั้นไม่ว่าจะมองหาตู้ไหนก็ไม่ยักเจอน้ำยี่ห้อที่ว่า พอมาเจอที่สถานีรถไฟมิยาจิมะ ก็รีบหยอดเหรียญตั้งใจจะซื้อเต็มที่ ปรากฏ... โดนกินเหรียญ 130 เยน พี่สาวเราสงสัยมาก ก็เลยลองหยอดเข้าไปตั้งพันเยน... กดเลือกน้ำ มันคืนเงินทอนมานะ แต่มันไม่มีน้ำให้นี่สิ ไอ้ครั้นจะรอไปถามเจ้าหน้าที่เพื่อให้เขามาไขตู้ ก็คาดว่าจะไม่ทันรถไฟกัน เคืองมาก จำไว้เลย 130 เยนของฉัน!!! ตู้กดน้ำตู้แรกในญี่ปุ่นเลยนะที่กินเหรียญแบบนี้ ก่อนจะตัดใจ ไม่กินก็ได้ แล้วก็สะบัดบ๊อบขึ้นรถไฟไปแบบเซ็งๆ

 

เราตัดสินใจทานมื้อเที่ยงกันที่สถานีฮิโรชิม่ากันนั่นเลย มีร้านที่น่าสนใจอยู่ ท่าทางน่ากิน แถมราคาก็เป็นมิตร อาหารส่วนใหญที่สั่งจะเป็นแบบเซ็ต มีเป็นโซบะทั้งร้อนทั้งเย็น เทมปุระ ข้าวหน้าปลาไหล หลากหลายและอิ่มท้องกันไปถ้วนหน้า อิ่มท้องแบบนี้ กองทัพเดินต่อได้สบายล่ะ

จากนี้ไปเราจะนั่งรถแทรม หรือที่คนที่นี่เขาเรียกว่า street car ไปเที่ยวยังสถานที่ที่มีชื่อเรียกรวมๆว่า Peace Memorial Park จะเรียกสั้นๆว่าสวนสันติภาพก็คงจะไม่ผิดนัก โดยเป้าหมายที่เราอยากจะไปกันก็คือ A-Bomb Dome หรือ Atomic Bomb Dome นั่นเอง โดมที่ว่านี้ถือเป็นร่องรอยที่หลงเหลือจากการทิ้งระเบิดปรมาณูสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่ยังรักษาและเก็บเอาไว้เตือนใจอนุชนรุ่นหลังนั่นเอง

เราเดินเข้าไปอ่านความเป็นไปของโดมแห่งนี้แล้วก็เป็นอีกครั้งที่รู้สึกแน่นในอก โดยเฉพาะข้อความที่เขียนเอาไว้ประมาณว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการย้ำเตือนว่าสงครามนั้นมันโหดร้ายเพียงใด ที่จริงแล้วเวลาที่ได้อ่านหรือพบเห็นการกระทำอันเลวร้ายที่เพื่อนมนุษย์ทำต่อกันทีไร เราก็จะอดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้ทุกครั้งนั่นแหละ ยิ่งได้ชื่อว่าสงครามด้วยแล้ว ความโหดร้ายและผลของมันก็ยิ่งรุนแรงกว่าอย่างอื่นหลายเท่าทีเดียว

เราแวะไปดู Children s Peace Monument ที่เห็นแล้วก็นึกถึงชื่อของแม่หนู Sadako เจ้าของที่มาของการพับนกกระเรียนเพื่อสันติภาพขึ้นมาทุกครั้ง ในวันที่เราไปนั้นก็มีเด็กๆมายืนไว้อาลัยพร้อมกับนำนกกระเรียนที่พับเอาไว้มาเก็บไว้ที่อนุสาวรีย์แห่งนี้ ด้านหลังอนุสาวรีย์นั้นจะเห็นเป็นตู้พลาสติกหลายๆใบเรียงรายอยู่ ภายในจะบรรจุนกกระเรียนกระดาษจำนวนหลายร้อยหลายพันที่ถูกส่งมาจากที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อเก็บและบันทึกเอาไว้ ตอนที่เห็นเด็กๆยืนไว้อาลัยตรงหน้าอนุสาวรีย์ ความรู้สึกของเราคล้ายๆกับเมื่อตอนที่ไปดูร่องรอยแผ่นดินไหวที่โกเบ และตอนที่อ่านความเป็นไปของ A-Bomb Dome ไม่มีผิด

เราเดินข้ามต่อไปอีกฝั่งถนน ที่นั่นเราได้เห็นไฟแห่งสันติภาพหรือ Flame of Peace ก่อนจะเดินทะลุไปถึง Fountain of Prayer เราตัดสินใจไม่แวะดูพิพิธภัณฑ์ เพราะชักจะใกล้ค่ำเข้าไปทุกที ก่อนจะตัดสินใจเดินย้อนกลับไปยัง A-Bomb Dome ไปทางสวนที่มีต้นซากุระปลูกอยู่เป็นทาง ประเมินดูแล้ว นี่น่าจะเป็นซากุระสุดท้ายที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ที่สุดในตอนนี้แล้วล่ะ ทางเดินนี้เลียบไปตามแม่น้ำที่ทอดยาวไปเรื่อยๆ บรรยากาศดีมากๆ เพราะเห็นมีคนมานั่งกันเป็นคู่ๆ บ้างก็เอาเบนโตะมาปูเสื่อทานกันใต้ต้นซากุระบ้าง ไม่ก็มากันเป็นครอบครัว เราแวะไปเข้าห้องน้ำกัน ก่อนจะเห็นดอกทิวลิปสีแดงสดที่ปลูกเอาไว้ใกล้ๆกันนั้น ดอกใหญ่สวยเหมือนของทำมือมากว่าจะเป็นของจริง อดใจไม่ได้จึงชักภาพมาด้วยไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ตอนที่นั่งรถแทรมกลับกันนั้น อากาศชักเริ่มเย็นเยียบขึ้นมาอีกแล้ว จากสถานีฮิโรชิม่า เรานั่งรถชินกันเซ็นสาย Kodama กลับกัน คาดว่าพอไปถึงที่ชินโอซาก้ากันแล้ว น่าจะพอมีเวลาให้เราได้เดินหาซื้ออะไรกันบ้างพอสมควร ก็ปรากฏว่า ไม่มีใครคาดคิดว่าก่อนว่า ชินกันเซ็นสายนี้จะวิ่งได้หวานเย็นถึงเพียงนี้ ปกติเรานั่งสาย Hikari จึงไม่รู้สึกอะไร แต่ Kodama เนี่ย เป็นชินกันเซ็นที่จอดมันทุกสถานี แถมยังหยุดรอสถานีละ 6 นาทีบ้าง 8 นาทีบ้าง ไปจนถึง 10 นาที ทุกครั้งที่จอด เพื่อนชินกันเซ็นคันอื่นๆก็ขับนำไปแบบไม่เห็นฝุ่น จะเปลี่ยนรถก็ไม่ทันแล้ว กลายเป็นว่า แทนที่เราจะใช้เวลาเดินทางกันแค่ชั่วโมงครึ่ง ก็ปาเข้าไปสามชั่วโมงให้เจ็บใจเล่นเสียอย่างนั้น ที่ตั้งใจว่าจะไปเดินดูของกันก็มีอันพับเก็บไป จำไว้เลย Kodama โกรธกันแบบไม่ต้องคืนดีเลย!

 

เราตัดสินใจทานมื้อเย็นกันที่ร้านในสถานีชินโอซาก้ากันนั่นล่ะ แล้วก็พอจะมีเวลาแวะซื้อขนมกันด้วยนิดหน่อยส่วนตัวแล้วก็อยากจะกลับเร็วๆอยู่เพราะว่า อยากจะกลับไปดูทีวีมาก เนื่องจากคืนนี้เป็นตอนแรกของละคร Sunao ni narenakute ที่แจจุงเล่น กลับไปถึงห้องปุ๊ป เปิดทีวีปั๊ป ละครมาพอดิบพอดี ได้ดูสมใจเสียที ปกติเราไม่ค่อยดูพวกซีรีย์พวกนี้ ส่วนหนึ่งเพราะกลัวติด แต่เรื่องนี้คงต้องยอมจริงๆ สำหรับตอนแรกถือว่าสนุกดี เพราะว่าเดินเรื่องเร็วและปูพื้นฐานตัวละครได้น่าติดตามทีเดียว ตอนที่สองคงต้องกลับไปดูที่เมืองไทย แต่อย่างน้อยก็ดีใจที่ได้ดูตอนแรกพร้อมกับคนญี่ปุ่นนะเออ

Comment

Comment:

Tweet