แม้ว่าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายในญี่ปุ่นของเรา แต่ถึงอย่างนั้น ตารางการทัวร์ในวันนี้ทั้งวันก็ยังคงอัดแน่นไปด้วยคิวราวกับเป็นศิลปินชื่อดังก็ไม่ปาน ทริปนี้ถือเป็นทริปที่ใช้เวลาทุกนาทีได้อย่างมีคุณค่าแบบสุดๆ มานั่งนึกดูอีกที เที่ยวกันเข้าไปได้ยังไงตั้งขนาดนี้ก็ไม่รู้นะ ขนาดที่ว่า อากาศไม่ใช่เรื่องใหญ่ และอาการปวดเท้าทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจอีกต่อไป อึดกันดีจริงๆ

 

เช้าวันนี้ จุดหมายแรกของเราก็คือนารา เราเตรียมใจเอาไว้แล้วกับพยากรณ์อากาศเพราะต่ำกว่า 12 องศาซีแน่นอน บวกฟ้าครึ้มและละอองฝนที่โปรยปรายลงมาแล้ว หายห่วงวันนี้ คงไม่ต้องกังวลเรื่องเหงื่อออกตัวเหนียวกันอย่างแน่นอน เราออกจากที่พักก่อนจะต่อรถไฟไปลงที่สถานี Tenoji เพื่อที่จะต่อยาวไปนาราอีกต่อหนึ่ง เชื่อไหมว่า เพราะรถไฟที่มาช้ากว่ากำหนดไปเพียงแค่ 3 นาที ทำให้เราขึ้นรถไฟผิดได้เลยนะ ตอนที่นั่งไปได้สักพัก เราเริ่มไม่แน่ใจว่า รถขบวนที่นั่งมานี้จะพาเราไปถึงนาราหรือเปล่า ลุกขึ้นไปเดินดูเส้นทางรถไฟได้แป๊ปนึง เจ้าหน้าที่เดินเข้ามาถามว่า จะไปไหนกันหรือครับ พอเราบอกว่าจะไปนารา เขาก็แจ้งว่า ขบวนนี้ไปไม่ถึง แต่ถ้าลงสถานีนี้ ก็จะต่อรถเร็วต่อไปได้เลย ต้องขอบคุณน้องเจ้าหน้าที่หน้าใสใจดีที่ใส่ใจผู้โดยสารอย่างเราเป็นอย่างมากจริงๆ

สถานีรถไฟนาราก็อยู่ในระหว่างปรับปรุงเช่นกัน ทันทีที่เดินเขามาไปในตัวสถานีก็เห็นรูปปั้นเป็นมาสค็อตกวางน้อยหน้าตาน่ารักตั้งเอาไว้ให้คนเดินผ่านไปผ่านมาได้ถ่ายรูปกัน ทีแรกเราก็คิดว่าเขามีตั้งเอาไว้อยู่แล้วเป็นปกติ ไปๆมาๆ พอได้เห็นป้ายฉลองครบรอบ 1,300 ปีเมืองนาราแล้วจึงถึงบางอ้อ เป็นเพราะปี 2010 นี้นาราจะครบรอบ 1,300 ปีแล้วนี่เอง ถึงได้มีมาสค็อตนี่ขึ้นมา รวมไปถึงการปรับปรุงสถานีรถไฟครั้งใหญ่นี่ด้วย

 

เราเสียเงินกันคนละ 200 เยนเพื่อนั่งรถบัสไปลงตรงถนนหน้าวันโทไดจิ วัดเก่าแก่ชื่อดังของเมืองเก่าอย่างนารา ยังไม่ทันได้เดินเข้าไป ก็เจอกวางฝูงใหญ่ที่ตะกละตะกลามสิ้นดี เราอุตส่าห์เดินไปซื้อขนมเซมเบ้เพื่อที่จะเอามาให้กิน มีอย่างที่ไหนเดินกรูกันเข้ามา พอให้ช้าก็เอาฟันมางับ ทั้งเจ็บทั้งเคืองก็เลยดุกวางไปขนานใหญ่ ก็เลยใช้วิธีหักขนมทั้งหมดแล้วโปรยออกไปจนทั่ว เกิดมาไม่เคยฉุนกวางอะไรขนานนี้มาก่อนเลยนะขอบอก

เราจ่ายเงินค่าเข้าชมวันกันคนละ 500 เยน บอกได้เลยว่านักท่องเที่ยวที่เป็นชาวไทยเยอะมาก มีทุกจุดที่เดินผ่าน ได้ยินภาษาไทยไปตลอดทางที่แวะ วันนี้ช่างภาพประจำทีมบ่นกันอุบว่าถ่ายรูปยาก จำนวนคนที่อุ่นหนาฝาคั่งนั้นยังไม่เท่ากับฝนที่ตกลงมาไม่หยุด ฟ้าครึ้มมาก และแน่นอน อากาศก็ต้องเย็นมากด้วยเช่นกัน เหมือนโปรโมชั่นการขายแบบซื้อหนึ่งแถมหนึ่งไม่มีผิด

เราเดินเข้าไปในตัววิหาร ดูจากภายนอกก็ว่าใหญ่โตอลังการมากแล้ว เข้าไปด้านในก็เจอกับพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่มาก หลายคนยืนไหว้พระขอพรกัน เราก็ไหว้ท่านก่อนจะรีบฉากออกไปทันที เพราะคนหนาตาดีเหลือเกิน และแน่นอนว่า... วัดใหญ่ชื่อดังแบบนี้มีหรือจะหนีพ้นบรรดาเด็กนักเรียนที่พร้อมใจกันมาทัศนศึกษากันเสียจริง ใช่แล้ว พวกเขามาอีกแล้ว การเดินทางในเขตคันไซของเราสองสามวันมานี้ไม่เคยเหงานักเรียนเลยท่านผู้อ่าน จากที่เคยรู้สึกว่ามันวุ่นวายเพราะคนเยอะ ตอนนี้กลายเป็นความเคยชินไปแล้วจริงๆนะ

ระหว่างที่เดินชมรอบองค์พระนั้น ก็ให้เห็นแผ่นอะไรบางอย่างหน้าตาคุ้นๆ พอเดินเข้าไปดูจึงเห็นว่า ที่นี่ก็เหมือนวัดไทยที่ให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญถวายหลังคาวัดนั่นเอง เห็นมีครอบครัวคนไทยซื้อและเขียนชื่อสมาชิกในครอบครัวติดเอาไว้ด้วยหลายอันทีเดียว ด้านหลังองค์พระมีวัดโทไดจิขนาดจำลองสัดส่วน 1: 25 ให้ได้เห็นความยิ่งใหญ่ที่ถูกลดขนาดลงมาได้อย่างชัดเจน ชวนให้ตื่นตาตื่นใจดีจริงๆ

พอเดินไปสักพัก เราก็เห็นแล้วล่ะว่ามีคนมุงดูอะไรอยู่ตั้งเยอะแยะ ปรากฏว่าตรงนั้นเป็นเสาที่มีรูให้คนลอดได้ โดยรูดังกล่าวมีขนาดเท่ากับรูจมูกของพระประธาน โดยมีความเชื่อว่าใครที่ได้ลอดในรูนี้แล้ว เกิดมาชาติหน้าจะได้เห็นแสงธรรมว่าอย่างนั้น แต่ดูจากแถวที่ต่อแบบยาวเหยียดแล้ว เราตัดสินใจได้แบบไม่ต้องคิดมากเลยว่า ค่อยไปหาแสงธรรมข้างหน้าเอาก็แล้วกัน

 

ก่อนจะถึงทางออก ก็มีร้านขายของที่ระลึกดักนักท่องเที่ยวเอาไว้ ทีแรกเราไม่คิดว่าจะได้อะไรติดมือกลับไปหรอก แต่ปรากฏว่าเห็นร่มแบบพกพาได้ราคาไม่แพงขายอยู่ ก็เลยเดินเข้าไปดู สวยและแข็งแรงดีทีเดียว ก็เลยซื้อมาอันหนึ่งเป็นสีกรมท่าลายดอกซากุระสีขาว ไม่หวานเกินไปและไม่แมนเกินไป จึงซื้อมาเป็นเจ้าของหนึ่งอัน กะว่าเดินออกไปแล้วเดี๋ยวจะใช้เลย เพราะฝนด้านนอกตกแบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยจริงๆ

 

ขาเดินออกมานั้น อดใจไม่ได้ขอแวะซื้อมันเผามาทาน มันหวานๆทานแบบร้อนๆในสภาพอากาศแบบนี้มันสวรรค์ชัดๆ เข้าใจเลยเวลาดูการ์ตูนแล้วเห็นตอนที่อากาศหนาวๆ ทำไมถึงต้องเอามันเผาร้อนๆมาทานกัน ก็มันอร่อยอย่างนี้นี่เอง มันเผาของคุณลุงเจ้านี้มีขายสามไซส์คือ S,M,L เก๋มาก แถมคนขายยังอัธยาศัยเป็นเยี่ยม ไม่แปลกใจที่ลูกค้าจะเยอะ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าขนาดนั้น เราเดินไปทานไปก่อนจะขึ้นรถบัสกลับไปยังสถานีนารา ที่วางแผนเอาไว้ก่อนหน้านี้ก็คือ ขากลับเราจะแวะถ่ายภาพปราสาทโอซาก้ากันที่สถานีโอซาก้าโจโคเอ็น แต่ด้วยเพราะสภาพอากาศที่ไม่อำนวยเอาเสียเลย ก็เลยทำให้โปรแกรมนี้ต้องล้มเลิกไปในที่สุด

 

เป้าหมายของเราในตอนนี้จึงอยู่ที่อุเมดะ ที่นั่นมีห้างใหญ่ชื่อ Yodobashi Camera แน่ล่ะ แม้สินค้าหลักๆที่ขึ้นชื่อจะหนักไปทางอุปกรณ์ถ่ายภาพ เครื่องมือเทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่สินค้าอื่นๆก็ต้องนับว่าครบครันทีเดียว มื้อเที่ยงของเราในวันนี้คือร้านโอโคโนมิยากิ หรือพิซซ่าญี่ปุ่นแบบที่ทำเองตรงนั้นทานตรงนั้น เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่าการทำโอโคโนมิยากินั้นทำอย่างไร อย่างไรก็ตาม ที่ร้านเขามีพนักงานมาทำให้พร้อมสรรพ ไม่ต้องกังวลว่าทำไม่เป็นแล้วจะกินกันยังไง นอกจากนั้นยังมีโซบะมาให้ทานแบบร้อนๆกันอีกด้วย เป็นมื้อที่อาจจะทำให้ตัวเหม็นไปสักหน่อย แต่อร่อยและเหมาะกับอากาศเย็นๆนี่ที่สุดเลย

 

ตอนนี้ได้มีการแยกกันไปเดินตามจุดต่างๆตามใจชอบ โดยนัดเวลาและจุดนัดพบกันเป็นที่เรียบร้อย เราแวะร้าน Uniqlo อีกแล้ว ร้านในสาขานี้ใหญ่โตและมีของให้เลือกเยอะแบบละลานตาจริงๆ แต่เราในตอนนี้ไม่มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษสักเท่าไหร่แล้ว หนักไปทางซื้อไปฝากคนที่บ้านเสียล่ะมากกว่า โน่นแน่ะ ของจริงมันต้องที่ร้าน CD กับ DVD โน่น เป็นการซื้อซีดีที่น่าใจหายอย่างยิ่ง เพราะหยิบๆๆๆ แบบไม่ต้องคิดมาก เนื่องจากเป็นของที่ตั้งใจจะมาซื้อโดยเฉพาะ โดนไปซะ 26,000 กว่าเยน อึ้งไปเลยเหมือนกันนะนั่น ที่จริงยังมีของที่เราอยากเดินดูอยู่อีก แต่ว่าหลังจากนี้เรามีที่ใหญ่ที่ต้องไป และนี่น่าจะเป็นที่เที่ยวแห่งสุดท้ายของพวกเราเสียที

 

เราเดินทางไปย่านช็อปปิ้งที่ใหญ่แบบอลังการงานสร้าง เห็นทีแรกนี่คิดเลย ต้องเดินกันซักสองวันเลยนะ ไม่ใช่แค่ไม่กี่ชั่วโมงแบบนี้ ย่านที่ว่านี้มีชื่อว่า Shinsaibashi ถ้าใครไม่รู้จัก ก็ให้นึกถึงคุณพี่นักวิ่งสัญลักษณ์อมตะของกูลิโกะเข้าไว้ เพราะรูปขนาดยักษ์ของพี่แกติดอยู่บนตึกในย่านนั้นแหละ คลาสสิกมาก ใครมาโอซาก้าและไม่แวะมาย่านนี้เหมือนยังมาไม่ถึงจริงๆ

เราเดินดุ่มๆกันไปเรื่อยๆจนไปเจอพี่เขาเข้า ก็เลยแวะร้าน Tsutaya ที่อยู่ใกล้ๆกันนั้นเลย แล้วก็นัดหมายกันว่า ไปเดินกันเสียให้เต็มที่แล้วค่อยกลับมาเจอกันที่นี่ตอนทุ่มครึ่ง ก่อนจะกระจายกำลังกันไป เราเล็งสมุดภาพและนิตยสารเอาไว้แล้วสามสี่เล่ม แต่ยังไม่ซื้อเพราะว่าเดี๋ยวจะต้องกลับมาที่ Tsutaya นี่อยู่แล้ว ออมแรงไปเดินดูอย่างอื่นดีกว่า เรามุ่งหน้าไปยังร้านหนังสือที่... ใหญ่โตเสียจนอยากจะมีเวลาอยู่ที่นี่ซักวันนึงเต็มๆจริงๆนะ ก่อนจะแวะที่ร้าน Uniqlo ที่น่าจะเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดที่เราได้แวะมาแล้วล่ะ สาเหตุก็คือ เสื้อผ้าที่อยากได้นั้น ร้านสาขาเมื่อก่อนหน้านี้มันไม่มีไซส์แล้ว จึงต้องมาเก็บตกที่นี่อีกรอบนึง

 

หลังจากนั้นเราเดินเข้าร้านขายยาโดยเป้าหมายอยู่ที่ยาหยอดตาหลากสีหลายแบบหลากความเย็น ที่ต้องซื้อฝากทั้งเพื่อนและตัวเองด้วยนั่นล่ะ หลังจากนั้นก็เดินหาร้าน Muji ซึ่งอยู่ไกลพอสมควรทีเดียว ต้องเดินทะลุไปยังตึก Takashimaya ก่อนจะเลี้ยวซ้าย เดินไปอีกนิดก็เจอ ร้านใหญ่โตและมีหลายชั้นมาก อยากจะอยู่นานๆหรอกนะ แต่เวลามันงวดเหลือเกิน ก็เลยต้องถามของที่อยากได้กับพนักงานเอาเลยเพื่อย่นเวลาอีกหน่อย ตอนเดินกลับมายังจุดนัดพบที่ Tsutaya ยังพอมีเวลา เราจึงหยิบหนังสือที่อยากได้ไปจ่ายตังเสียก่อนเลย แหม อยากจะมีเงินแสนเงินล้านเสียจริง อยู่ย่านนี้นี่ความยับยั้งชั่งใจลดลงต่ำมากจนน่าใจหายมาก

 

เราเดินเลี้ยวออกไปทางขวามือของ Tsutaya ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารมากมาย แล้วก็แวะร้านที่ได้มีการหมายตาเอาไว้แล้วในที่สุด ร้านนี้มีพระเอกเป็นซูชิและพวกหม้อไฟทั้งหลายซึ่งหลายๆอย่างเป็นอาหารที่เราไม่มีความคุ้นชินนัก จังหวะว่าพี่สาวที่พูดญี่ปุ่นเก่งกว่าใครเธอมีนัดกับเพื่อน จึงเหลือเราที่พูดญี่ปุ่นได้น้อยมากทำหน้าที่นำพาอีกห้าชีวิตไปทานข้าวและต้องประคับประคองกันให้รอดกลับไปยังที่พักให้ได้แล้วล่ะ

 

เราขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสามของร้านที่ต้องบอกว่าใหญ่โตมากทีเดียว น้องพนักงานที่มารับออเดอร์อัธยาศัยใจคอน่ารักและตลกดี ทำให้การสั่งอาหารครั้งนี้ไม่ยากเย็นอย่างที่คิด ลงท้ายที่เรามีทั้งหม้อไฟแบบเนื้อวัวและเนื้อหมู ปลาดิบ ซูชิ เทมปุระ ไปจนถึงยากิโทริกันเลย มื้อนี้ของเราน่าจะเป็นมื้อที่แพงที่สุดแล้ว เพราะถือเป็นมื้อส่งท้ายคืนสุดท้ายในญี่ปุ่นของเรานั่นเอง

 

ขาเดินกลับไปขึ้นรถไฟนั้น ร้านรวงเริ่มปิดกันไปเยอะแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นฝนก็ยังตกไม่เลิกจริงๆ ยอมแพ้เขาเลย เราพาร่างกายอันสะบักสะบอมไปขึ้นรถไฟฟ้าที่นั่งไม่กี่สถานีก็ถึงแล้ว เพราะจาก Shinsaibashi ไปยังสถานีปลายทาง Tanimachi 4 Chome นั้นไม่ไกลกันสักเท่าไหร่

 

ขนาดเป็นคืนสุดท้ายก็ยังไม่วายต้องขอแวะคอนวีเนียนสโตร์จนเหมือนจะกลายเป็นลัทธิอะไรสักอย่างอยู่แล้ว แต่หนนี้ไม่ได้ซื้ออะไรไปตุนกันมากนัก เพราะต้องออกจากที่พักกันแต่เช้า คืนนี้เหมือนมาเก็บตกของฝากเล็กๆน้อยๆมากกว่า เพราะขนมหลายๆอย่างในนี้สามารถซื้อไปเป็นของฝากได้แบบสบายๆเลยทีเดียวล่ะ

 

เรากลับมาถึงที่พักกันไม่ดึกนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะต้องมีเวลาจัดกระเป๋าเดินทางกันด้วย ปรากฏว่าขากลับนี้มีกระเป๋าออกลูกออกหลานมากันอีกเพียบ ซึ่งก็หาได้แคร์ไม่นะ เราเหลือต้องลากกระเป๋ากันแค่พรุ่งนี้อีกแค่วันเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลกันแล้วล่ะ ส่วนกระเป๋าของเราถือว่ามีการบริหารจัดการที่ดี ก็เลยออกมาเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ กระเป๋าใบเล็กที่เตรียมมาก็ได้เอาไปใช้ประโยชน์อย่างที่ตั้งใจเอาไว้จริงๆ

 

อยู่ญี่ปุ่นมาเกือบ 10 วัน คืนนี้เป็นคืนแรกที่เรามีโลชั่นที่เหมาะกับสภาพผิวที่ย่ำแย่ของเราเสียที แต่ดันเป็นคืนสุดท้ายแล้วไง เสียดายจริงๆ ก็เลยขอใช้แบบทิ้งทวนเสียหน่อยเถอะ ผิวแห้งจนละลอกคราบได้อยู่แล้ว

 

พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านกันแล้วนะ

Comment

Comment:

Tweet