เราตื่นกันแต่เช้าแบบเผื่อเวลาเอาไว้พอสมควรในการที่จะเดินทางไปยังสนามบิน เพราะไม่อยากจะรีบกันจนล่ก ไหนจะกระเป๋า ไหนจะสัมภาระที่เพิ่มขึ้นมานั่นอีก บวกกับไหนๆวันนี้ก็จะกลับกันแล้ว ยอมตื่นแต่เช้ากันอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป

 

เราลากกระเป๋ากันกึงกังจนกลายเป็นจุดสนใจของชาวบ้านร้านตลาดแถวนั้น โชคดีที่วันนี้เป็นวันเสาร์ จึงไม่ต้องห่วงรถไฟที่จะแน่นไปด้วยผู้คนที่จะรีบไปทำงานเหมือนเมื่อคราวออกจากโตเกียวอีก อาศัยขึ้นลิฟต์ลงลิฟต์ในสถานีรถไฟก็เรียกว่าช่วยเบาแรงไปเยอะทีเดียว บัตร JR Pass ของเราหมดอายุไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน เพราะเราใช้กันมาครบ 7 วันพอดี ดังนั้นการต่อรถไฟไปยังสนามบินคันไซสองต่อเช้าวันนี้จึงต้องจ่ายค่าตั๋วกันไปตามปกติ

ไปถึงสนามบินกันเร็วแค่ไหนก็ขนาดที่ว่าต่อคิวเพื่อเช็กอินได้คิวแรกเลยทีเดียว ระหว่างที่ต่อแถวก็อดคิดไม่ได้ว่า เช้านี้อากาศที่ญี่ปุ่นหนาวเย็นดี เดี๋ยวกลับไปถึงกรุงเทพฯบ้านเรา ไม่รู้ว่าจะร้อนแค่ไหนเหมือนกัน ส่วนตัวแล้วเราไม่ชอบอากาศร้อนเลยแต่ว่ามีความอดทนกับอากาศร้อนเป็นเลิศมาก ในขณะที่ขี้หนาว แต่กลับชอบอากาศหนาวอย่างมากด้วยเช่นกัน

 

หลังจากเสร็จสิ้นจากการเช็กอินเป็นคิวแรกไปแล้ว เราก็มุ่งหน้าหาอะไรทานกันเลยทันที แต่กลับกลายเป็นว่าความสำคัญของอาหารมื้อนี้จะถูกลดน้อยถอยลงไปเป็นอย่างมากหลังจากที่สายตาของเราพลันเห็นร้านค้าน่าเข้ามากมาย เลือดนักช็อปถึงกับพลุ่งพล่านว่าอย่างนั้น เราจึงใช้เวลาทานคัทสึคาเร (จานใหญ่มาก) แค่ 15 นาที ก่อนจะกระจายกำลังกันแวะไปตามร้านต่างๆเป็นการเก็บตกทิ้งทวนก่อนกลับ

 

ขาเดินมาหาอะไรกิน เราแอบเล็งร้านขายผลิตภัณฑ์ OTOP ของเกาหลี นั่นก็คือของที่ระลึกศิลปินเคป๊อปในรูปแบบต่างๆนั่นเอง ร้านที่ว่านี้ไม่ใหญ่ไม่เล็กมีชื่อเรียกว่า Han Jyo Kan แน่นอนว่าที่เราสนใจกว่าอย่างอื่นก็คือสินค้าของ ทงบังชิงกิ และ โทโฮชิงกิ ซึ่งมีเยอะกว่าศิลปินรายอื่น คือแยกออกมาเลยโดดๆ ทั้งเวอร์ชั่นเกาหลีและญี่ปุ่น ถ้าเป็นซักเมื่อหลายๆปีก่อน เราคงอยากได้หลายอย่างและคงกว้านซื้อแหลก แต่ตอนนี้เราจะเน้นไปที่พวกสมุดภาพมากกว่าของจุกจิกทั้งหลาย (มันเลยวัยแล้วไง) ปรากฏไปปิ๊งสมุดภาพที่แยกเป็นแต่ละสมาชิก ใจก็อยากจะซื้อของทุกคนแหละ เพราะไม่อยากจะให้ดูว่าเลือกที่รักมักที่ชัง แต่กลายเป็นว่าของแจจุงขายดีมาก หมดอยู่คนเดียว ก็เลยตัดใจไม่ซื้อมาเลยสักอันก็แล้วกัน น่าเสียดายแต่ก็ไม่เป็นไร

 

แอบแวะร้าน Uniqlo เป็นครั้งสุดท้าย เพราะว่าเหลือของขวัญให้เพื่อนอีกชิ้นนึง คิดหัวแตกมาตั้งแต่เมื่อวานก็คิดไม่ตกเสียทีว่าจะซื้ออะไรให้ Uniqlo จึงเป็นคำตอบสุดท้ายที่ตอบโจทย์ของดีแต่ไม่แพงจนเกินไปได้อย่างลงตัว เราแอบแวะขึ้นไปร้าน Tsutaya ที่อยู่ชั้นบน หวิดๆจะได้ซื้อ DVD มาอีก แต่ยั้งใจเอาไว้ได้ ก่อนจะตัดใจเดินลงไปสมทบกับทีมและมุ่งหน้าไปที่เกตเสียที

การตรวจตราทุกอย่างยังเข้มงวดเหมือนเดิม แม้แต่แถวก็ยังต่อกันยาวเหยียด ยังดีที่ไม่กินเวลายาวนานแบบขามา และผ่านด่านทุกอย่างไปได้แบบสะดวกโยธิน เราเดินมุ่งหน้าไปขึ้นรถโมโนเรลไปเดินทางไปยังเกต 5 เป็นการตอกย้ำถึงความกว้างใหญ่ของสนามบินที่เกิดจากการนำขยะมาถมทะเลอย่างสนามบินคันไซ

 

เครื่องบินของการบินไทยเที่ยวที่ TG623 นำเรากลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิได้ย่างปลอดภัย (มีตกหลุมอากาศเล็กน้อย) พร้อมอาหารมื้ออร่อยและทีวีส่วนตัวที่สร้างความเพลินเพลินให้กับการเดินทางครั้งนี้ได้ตลอดเส้นทาง

 

ปิดฉากการเดินทางอันยาวนานของเราลงในที่สุด

 

เก็บตกจากญี่ปุ่น

ใช่ว่าจะมีโอกาสได้ไปอยู่บ่อยๆ ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตจึงขอแอบหยิบนั่นหยิบนั่นหยิบนี่เท่าที่สังเกตได้ มาเล่าให้ได้อ่านกันเสียหน่อย

- ประเทศญี่ปุ่นโดยรวมนั้นทั้งสะอาด มีระเบียบ คนสุภาพ และมีวินัยกันมากจริงๆ

- พยากรณ์อากาศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่นี่มาก จะออกไปไหนแต่ละวันควรต้องตรวจสอบให้ดีเสียก่อน เพราะแต่ละวันอากาศจะเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้าง วันนี้อาจจะหนาวและมีฝนตกทั้งวัน แต่พรุ่งนี้อากาศอาจจะสดใสมาพร้อมกับแดดจ้ามาก งงชีวิตไปเลยเหมือนกันบางที

- เส้นทางรถไฟของญี่ปุ่นสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเราได้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย โดยเฉพาะในสถานีใหญ่ๆที่ทั้งรถใต้ดิน บนดิน หรือชินกันซ็นมาอยู่รวมกัน จะขึ้นจะลงแต่ละทีต้องตั้งสติกันให้ดี พอเริ่มจะชินขึ้นมาก็ต้องย้ายเมืองกันอีกแล้ว

- ก่อนไป คิดว่าอุณหภูมิ 15-22 องศาเซลเซียสนั้นถือว่ากำลังสบาย แต่เอาเข้าจริงๆมันเย็นกว่าที่คิดเอาไว้มาก ยังไม่นับลมแรงๆกับฝนที่โปรยปรายลงมาทั้งวันนั่นอีก การเสียเงินไปกับเสื้อผ้าอุ่นๆเพิ่มขึ้นจึงถือเป็นเรื่องธรรมดามาก และการที่คิดว่าถ้าไปโอซาก้าแล้วอากาศจะอุ่นกว่าตอนอยู่ที่โตเกียว ก็ไม่ใช่เสมอไป เพราะตอนไปโอซาก้ามันหนาวกว่าตอนอยู่โตเกียว ซึ่งก็หมายความว่าที่โตเกียวก็ยิ่งหนาวกว่าอีก ไม่มีความพอดีเลย

- คนโตเกียวและเมืองอื่นๆ เวลาเดินขึ้นลงบันไดเลื่อนเขาจะยืนชิดซ้ายให้คนที่รีบเดินฝั่งขวากันไป แต่ที่โอซาก้านั้นจะยืนชิดขวา เพราะฉะนั้นต้องมีสติให้มากเวลาขึ้นบันไดเลื่อนในแต่ละเมือง แต่ที่น่าทึ่งก็คือทุกคนพร้อมใจปฏิบัติอย่างเดียวกัน โดยไม่ต้องให้ใครมาคอยบอกให้เสียอารมณ์

- ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการแยกขยะมาก ทุกจุดที่มีถังขยะจะต้องแยกขยะพลาสติก แก้ว หรือขยะที่ย่อยสลายได้เอาไว้ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ ที่สำคัญ วินัยทำให้คนพร้อมจะทำกันอย่างเต็มใจ

- ทำไมตอนอยู่โอซาก้าจึงเห็นผู้ชายหน้าตาดีมากกว่าตอนอยู่โตเกียว? (อันนี้ประเมินจากสายตาตัวเองล้วนๆ)

- ฮีตเตอร์ตามสถานที่ต่างๆของญี่ปุ่นมีประโยชน์มาก แต่หลายครั้งมันก็ให้เราลืมไปว่า อากาศข้างนอกนั้นมันก็ยังเย็นอยู่ตามปกติ เดินออกมาจากตึกที โอ๊ย ใจจะขาด!

- สถานที่อย่าง ชินไซบาชิ หรือ โยโดบาชิ คาเมร่านั้น ทำให้เรารู้ว่ามีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ และเวลาช็อปแค่หนึ่งวันก็ทำให้เราเหนื่อยจนเกินไป อะไรมันจะกว้างขนาดนั้น!

- ล่าสุดที่ไปนี้ รู้สึกว่าเจ้าหน้าที่หรือใครที่เป็นคนญี่ปุ่นนั้นสามารถพูดคุยและสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้มากขึ้นเยอะ ทำให้สะดวกสบายขึ้นกว่าเดิมมากเลย

- พนักงานทุกร้าน ทุกคนจะถูกอบรมให้มีใจบริการ ดังนั้นจึงจะไม่มีการรับทิป ไม่มีค่า OT ไม่มีเซอร์วิสชาร์จ เพราะทุกคนถือว่าเป็นหน้าที่ของตัวเองที่ต้องทำอยู่แล้ว

- กวางวัดที่นารา นอกจากจะมีเยอะแล้วยังตะกละมากด้วย แถมมันยังไม่มีความอดทนเอาเสียเลย ให้ขนมช้านิดช้าหน่อยก็ต้องคอยงับแขนงับขาซึ่งมันอาจจะไม่คิดว่าเราจะเจ็บ แต่จริงๆมันเจ็บนะเฮ้ย! เลยต้องตะโกนดุกันเรียงตัว ท่าทางมันคงจะไม่สนเท่าไหร่

- กวางที่ฮิโรชิม่าน่าจะนิสัยดีกว่า

- การเดินทางไปยัง Atomic Bomb Dome และอนุสรณ์สถานเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่โกเบนั้น ทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจจนเกือบน้ำตาไหลมาแล้ว

- ไปเที่ยวครั้งนี้ เจอคนไทยบ่อยมากและเยอะมาก สามารถพบปะกันได้ทั่วไป เผลอๆมีทักทายพูดคุยถามทางกันเองอีกด้วย แม้จะเหมือนหนีร้อนมาพึ่งเย็นในสถานการณ์บ้านเมืองไม่สงบแบบนี้ แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีน้ำใจต่อกันเสมอ

- เสพติดช่องรายการของ Fuji TV เป็นอันมาก ดูมันอยู่ได้ทุกวัน ยิ่งตื่นนอนตอนเช้า สิ่งแรกที่ทำก็คือเปิดช่องนี้ดู นอกจากจะไว้คอยเช็กภาพอากาศในแต่ละวันแล้ว ยังเช็กได้ทั้งข่าวของญี่ปุ่นและสถานการณ์ที่เมืองไทยด้วย ช่วงครึ่งทริปแรกมีข่าวม็อบเสื้อแดงและนักข่าวรอยเตอร์ของญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ออกทุกวัน ดูไปก็สลดใจไป แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดข่าวไหน เพราะจะมีภาพข่าวรีรันให้ดูผ่านทางรายการข่าวนู่นนี่นั่นกันทุกครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว

- งงกับการจัดวางดีวีดีและซีดีของร้านที่โยโดบาชิ คาเมร่าเป็นอันมาก เพราะซีดีของ Tohoshinki พี่วางรวมกับศิลปิน J-Pop แต่พอเป็น DVD ดันเอาไปวางรวมกับศิลปิน K-Pop ตกลงจะเอายังไงกันแน่เนี่ย!?!

- คนญี่ปุ่นสูบบุหรี่จัดแบบสุดๆ ปัจจุบันดีขึ้นตรงที่มีการจัดโซนสำหรับคนสูบบุหรี่เอาไว้ให้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน บางที่เป็นห้องกระจกสี่เหลี่ยมเหมือนตู้ปลาผสมโรงงานยาสูบ นานๆทีหรอกจะเห็นคนซี้ซั้วเดินสูบแบบไม่สนใจคนรอบข้างสักที

- คนญี่ปุ่นจะปลาบปลื้มมากเวลาที่รู้กว่าคนต่างชาติอย่างเราๆ พอจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้บ้าง แต่หลังจากนั้น เขาจะลืมคำว่า “บ้าง” ไปจนหมด และเข้าใจเอาเองว่าเราต้องฟังที่เขาพูดมาทั้งหมดรู้เรื่อง!!!

- UNIQLO เป็นยี่ห้อเสื้อผ้าที่มาแรงและขายดีสุดๆ มีร้านเล็กร้านใหญ่เปิดอยู่เกือบจะทุกที่ที่ไป เสื้อผ้ามีให้เลือกมากมายหลายชนิดละลานตาไปหมดของของผู้หญิง ผู้ชายหรือแม้แต่เด็ก เป็นอีกร้านละลายทรัพย์ที่ไม่ควรพลาดเลยจริงๆ (ตอนที่ไปนั้น UNIQLO ยังไม่ได้มาเปิดสาขาที่เมืองไทย)

- สถานีรถไฟใต้ดิน Bakuro-cho ที่โตเกียว มีพี่ๆน้าๆคนไร้บ้านมาพักอาศัยกันอยู่พอสมควร ถึงกับมีการนำกล่องกระดาษมาเรียงกันเป็นตับเพื่อจับจองสร้างเป็นบ้านและโลกส่วนตัวเล็กๆแบบไม่แคร์สื่อกันเลย (กล่องกระดาษนั้นว่ากันว่ากันลมและอุ่นสบายดีทีเดียว)

- รถชินกันเซ็นวิ่งเร็วก็จริง แต่ก็มีรถชินกันเซ็นขบวนหวานเย็นวิ่งอยู่ด้วยเหมือนกันนะเออ ดังนั้นก่อนขึ้นก็จงเช็กให้ดีเสียก่อน

- คนสูงอายุที่นี่แข็งแรงมาก ขึ้นรถไฟ เที่ยวห้าง ปั่นจักรยาน ช็อปปิ้งกันเป็นว่าเล่นเลยล่ะ

- จะมาเที่ยวญี่ปุ่น พยายามเช็กข้อมูลที่อัปเดตแบบครั้งต่อครั้งดีที่สุด ประเภทว่าจะไปปีนี้ แต่มีคู่มือของเมื่อปีสองปีก่อน แบบนั้นขอไม่แนะนำ ประเทศนี้เขามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาขอบอก!

 - ของฝากจากญี่ปุ่น ไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อที่ร้านขายของที่ระลึก หรือร้านขายของฝากอะไรให้วุ่นวาย แค่ร้านคอนวีเนียนสโตร์นั่นก็ขี้คร้านจะมีของแปลกๆให้เลือกเพียบ!

- ของบางอย่างที่ญี่ปุ่นก็ไม่ได้ถูกกว่าของบ้านเราเท่าไหร่ ถ้าเป็นของราคาสูงอย่างกล้องถ่ายรูปหรือโน้ตบุ๊กก็ให้เช็กราคาจากที่นี่ไปก่อนกันพลาด

- ห้องน้ำที่ญี่ปุ่นมีสองแบบ ก็คือแบบชักโครกและแบบนั่งยองๆ ที่สำคัญที่กดน้ำมันจะแตกต่างกันไป บ้างก็กดด้านหลัง บ้างก็ด้านข้าง มีทั้งแบบธรรมดา แบบสัมผัส แบบอัตโนมัติ ทำให้หาที่กดน้ำไม่เจอออกจะบ่อยๆ แต่ที่ชอบมากก็คือที่นั่งชักโครกแบบที่ทำความอุ่นได้ นั่งแล้วสบายไม่สะดุ้งความเย็น (แต่มันก็ไม่ได้มีทุกที่หรอกนะ)

- อย่าได้คิดว่า อากาศจะมีผลต่อแฟชั่นการแต่งตัวของสาวญี่ปุ่น ถ้ารักอยากจะแต่งและอยากจะสวยเสียอย่าง อากาศจะเย็นแค่ไหนก็อย่าได้แคร์ ชอร์ตแพ้นท์ มินิสเกิ้ร์ต เปิดขา ยังไงก็ต้องทน คนที่เห็นนี่สิถึงกับหนาวแทนทีเดียว

- ตู้กดน้ำมีอยู่มากมายทั่วทุกแห่งในญี่ปุ่นแม้แต่บนชานชลาสถานีรถไฟ แรกๆไม่กล้าเอาอะไรขึ้นไปกินเพราะกลัวโดนเป่านกหวีดเหมือนบ้านเรา ตอนหลังเลยต้องตามเทรนด์เสียหน่อย ที่นี่สามารถนำอาหารเครื่องดื่มเข้าไปกินดื่มได้ตามอัธยาศัย เพราะแน่ใจได้ว่าคนของเขาจะไม่ทิ้งขยะแบบมั่วซั่วเรี่ยราดแน่นอน

- คนโอซาก้าใช้จักรยานเยอะกว่าที่โตเกียวมาก ขี่กันบนฟุตบาธนี่แหละ แต่เขาก็ระมัดระวังกันดีนะ ถ้อยทีถ้อยอาศัยไปอีกแบบ

จบการเก็บตกแบบไม่เรียงลำดับความสำคัญเอาไว้แต่เพียงเท่านี้ โอกาสหน้าฟ้าใหม่ถ้ามี หวังว่าจะได้นำเอาประสบการณ์การท่องเที่ยวมาให้ได้อ่านกันอีก

 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

Comment

Comment:

Tweet