สัมภาษณ์ ken อัลบั้ม Butterfly

posted on 02 Apr 2012 19:29 by fingers-crossed in Entertain

หลังจบจากการแปลในส่วนของเท็ตสึยะ หัวหน้าวงไปคราวก่อน และเห็นความยาวจากการสัมภาษณ์ของเคนแล้ว ให้นึกหวั่นใจว่า มันจะมีศัพท์เทคนิคอะไรออกมาให้ปวดหัวอีก แล้วมันก็มีจริงๆค่ะ เพลียมากเลย เพราะไอ้เราก็ไม่ได้รู้เรื่องดนตรีในเชิงลึกขนาดนั้นสักหน่อย แต่ก็รอดพ้นไปได้อีกครั้งจนได้ในที่สุด

 

เท่าที่แปลบทสัมภาษณ์ของเคน เคนเป็นคนอารมณ์ดีค่ะ แต่ก็แอบติสต์เบาๆตรงที่เวลาไม่คิดว่าจะตอบอะไรยาวๆ พี่แกก็ร่ายซะอื้อหือ... แต่พอคำถามถามมาอย่างยาว แกตอบสั้นมาก งงกะแกเบาๆ

 

หนนี้จังหวะว่ามันใกล้จะวันหยุดยาว และพอจะมีเวลา เลยจัดหนักแปลมันรวดเดียวจบ แล้วลงมันทีเดียวเลย เพราะกลัวว่า เดี๋ยวทำไม่ทันช่วงวันหยุดจะทิ้งช่วงยาวเกินไปค่ะ ดังนั้นบทสัมภาษณ์ของเคนจะยาวมาก แต่ก็ปิดจบไปเลยทีเดียวเหมือนกัน

 

ส่วนของยูกิฮิโร่ ไม่ต้องห่วงค่ะมีอยู่ 3 หน้า ถ้าแกไม่ติสต์มาก ก็น่าจะปิดจบได้ในเร็ววัน เทียบกับ ไฮด์ที่มี 9 หน้า เท็ตสึยะ 8 หน้า และเคนที่มี 7 หน้า ถือว่าเบาไปเลย

 

และตามธรรมเนียมที่ต้องชี้แจงกันเสียก่อนอีกครั้งว่า สามารถนำไปเผยแพร่ได้ ไม่หวง ไม่ห้าม โดยมีเงื่อนไขคือต้องไม่มีการตัดทอนเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น และต้องไม่ลืมลงเครดิตรวมไปถึง Link ด้วยแค่นั้นเองค่ะ

 

----------------------------------

 

Q: หลังจากผ่านไปนานถึง 4 ปี  3 เดือน สตูดิอัลบั้มชุดใหม่ BUTTERFLY ก็เสร็จสิ้นลงจนได้ รู้สึกอย่างไรบ้าง

เคน: รู้สึกดีมากครับ!

Q: ประมาณว่า เสร็จซักที แบบนั้นหรือเปล่า

เคน: ถ้าพูดในเรื่องของระยะเวลาล่ะก็ แบบนั้นเลยครับ เราเริ่มงานโปรดักชั่นกันเมื่อไหร่นะ? ทำเดโมประมาณช่วงฤดูร้อนของปี 2020 แล้วเราก็มารวมตัวกันอีกทีตอนกันยายนใช่ไหม?

Q: ก็แปลว่าใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี

เคน: ใช่ครับ ถ้านับตั้งแต่ทำเดโม ก็น่าจะราวๆนั้น

Q: ในช่วงที่ทำงานอัลบั้มใหม่ คุณได้วางกรอบหรือธีมอะไรเอาไว้ในใจหรือเปล่า เคนซัง

เคน: ไม่เลยครับ ในช่วงต้นปี 2011 เรามีโชว์ L’A HAPPY NEW YEAR กัน ซึ่งตอนนั้นก็ถือว่าทิ้งช่วงที่เราได้ขึ้นโชว์บนเวทีด้วยกันไปนาน ก็เลยเป็นความรู้สึกที่ยังงงๆกันนิดหน่อย แต่พอเราได้เริ่มเล่น 20th L’Anniversary LIVE ในช่วงพฤษภาคม ตอนนั้นแหละที่ผมค่อยรู้สึกว่า “เราได้กลับมาเป็นวง L’Arc-en-Ciel กันอีกครั้ง” เสียที

Q: อย่างนี้เอง

เคน: ดังนั้นตอนที่เรามาทำเพลงกัน เราก็เลยไม่ได้มานั่งทำเดโมโดยมีไอเดียอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มเลย เราก็คิดกันว่า... คือผมว่าผมเคยพูดแบบนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วตอนที่ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการช่วง CHASE ว่า ดนตรีจริงๆแล้วมันก็เป็นแค่ดนตรี ผมก็เลยอยากจะสนุกไปกับความรู้สึกที่ดนตรีมันได้สร้างขึ้นมา มันเอาจจะเศร้า อาจจะสุข... ซาวนด์ของมันทำให้คุณนึกถึงความรู้สึกเฉพาะที่คำพูดไม่อาจจะอธิบายออกมาได้ นั่นน่าจะเป็นอะไรที่ผมอยากจะเขียนถึงนะผมว่า อย่างน้อย นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมคิดเอาไว้เวลาที่แต่งเพลงน่ะครับ มันก็ไม่เชิงว่าเกี่ยวกับอัลบั้มทั้งหมดในภาพรวมหรอก แต่เป็นเพราะเรามีซิงเกิ้ลอยู่แล้วหลายเพลง ผมก็เลยคิดแค่ว่าจะทำอะไรที่มันไปกับอัลบั้มได้ดี

Q: คุณแต่งเพลงเอาไว้ทั้งหมดกี่เพลง

เคน: น่าจะ 2 เพลงพร้อมๆกันเลย

Q: ก็คือ CHASE กับอีกสองเพลงในอัลบั้มถูกใหม่

เคน: ตอนที่ผมทำเดโมก่อนสองเพลงนั่น สตาฟของเราไม่ได้คิดหรอกว่าผมกำลังแต่งเพลงอยู่ พวกเขาเอาแต่สงสัยว่าเมื่อไหร่ผมจะหยุดเล่นเสียทีมากกว่า (หัวเราะ)

Q: ประมาณว่าคุณเอาแต่ง่วนอยู่กับการลองซาวนด์ใหม่ๆแบบนั้นหรือเปล่า

เคน: ที่จริงผมค่อนข้างจะตื่นเต้นเวลาที่กำลังจะได้ฟังว่า ตัวเองทำอะไรออกมา ผมมีอาการแบบนี้อยู่นานตั้ง 6 เดือนถึงปีนึง ผมเอาแต่ทำนั่นทำนี่ แต่ส่วนใหญ่ที่ออกมาจะไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ และจากงานเหล่านั้น ก็เกิดเป็นเมโลดี้ที่แบบที่ได้ยินใน wild flower นั่นแหละ

Q: ฉันเดาว่าการแต่งเพลงคงทำให้คุณนึกอะไรไม่ออก ก็เลยพยายามลองทำอะไรหลายๆอย่างแบบนั้นหรือเปล่า

เคน: ก็ไม่นะ แต่ผมก็รู้เหมือนกันว่าสำหรับคนอื่นมันอาจจะฟังออกมาไม่เป็นเพลงเท่าไหร่ ทั้งจังหวะประหลาดๆ บอกบีตก็ยังไม่ได้เลยแบบนั้น แต่สำหรับผมมันเวิร์กมากขนาดที่ต้องโยกตามได้เลยล่ะ

Q: อ้าว แสดงว่าคุณไม่ได้ทำการทดลองทางดนตรีอะไรหรอกหรือ

เคน: คนอื่นอาจจะคิดว่าผมทำก็ได้ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะทดลองอะไรหรอก ผมพยายามที่จะเข้าถึงอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกดี แต่ก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรที่ซับซ้อนออกมาหรอก เวลาที่ผมเตรียมตัวจะทำเดโมออกมา ก็กลายเป็นว่าทำออกมาได้เท่านั้นเลย สตาฟก็เลยเริ่มมองผมแบบกังวลขึ้นมาน่ะสิ (หัวเราะ)

Q: ทำเอาฉันชักสนใจอยากฟังเรื่องนี้แล้วสิ

คน: แต่ผมก็สงสัยตัวเองเหมือนกันนะว่าจะไปทางไหนดี หรือไม่ก็ มันจะพาผมไปทางไหน ผมยังมีคิดว่า เผลอๆมันอาจจะดำเนินไปเรื่อยๆแบบนี้แล้วผมก็อาจจะหยุดมันไม่ได้แล้ว ไม่ใช่ว่าผมจะทำเพลงใหม่ๆออกมาไม่ได้แล้วนะ แต่มันสนุกมากซะจนผมไม่อยากจะทำอะไรอื่นอีก แต่แน่นอนครับว่า เพลงพวกนั้นมันจะไม่มีทางโผล่ในเดโมของ L’Arc-en-Ciel แน่ๆ ผมก็พอจะมีมารยาทอยู่มั่งเหมือนกัน (หัวเราะ)

Q: แล้วก็สามารถสร้างเพลงทำนองเพราะๆจากของพวกนั้นได้น่ะนะ?! สุดยอดเลย

เคน: แล้วก็ดันมีคำขอ อยากได้เพลงที่มีเมโลดีแจ่มๆซักเพลง สุกท้ายก็ออกมาเป็น wild flower นี่แหละ

Q: พูดถึงซิงเกิ้ล CHASE คุณเคยพูดเอาไว้ในบทสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการครั้งนั้นว่า คุณสร้างสรรค์เพลงนี้ขึ้นจาก ‘การขยายอิเมจจากซาวนด์และซินธิไซเซอร์’ แล้วเพลง wild flower ล่ะ คุณทำเพลงนี้ออกมาได้ยังไง

เคน: wild flower เป็นเพลงที่เริ่มต้นด้วยเครื่องดนตรีแบบเครื่องสาย ผมเริ่มทำในส่วนเครื่องสายหรือไม่ก็ส่วนที่ใช้ระนาดฝรั่ง... ไม่ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละก่อน ตอนที่ทำช่วงอินโทร ผมไม่ได้นึกถึงอะไรเลยจริงๆ ก็อย่างที่บอก ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะออกมาเศร้าหรือสุข จะสนุกหรือหม่น แต่ผมอยากจะทำอะไรที่ฟังแล้วรู้สึกดี พอทำออกมาได้ท่อนหนึ่ง ผมก็จะรู้แล้วว่าจะไปต่อยังไง แล้วก็ค่อยทำท่อนต่อไป... เพลงทั้งเพลงก็ถูกทำออกมาแบบนี้แหละครับ

Q: แล้วคุณทำในส่วนของเดโมมากน้อยแค่ไหน

เคน: ก็แทบจะเป็นแบบเดียวกับในอัลบั้มเลย

Q: ช่วงอินโทรที่มีทั้งเครื่องสายและระนาดฝรั่งนั่นมีความเป็นคลาสสิคัลมาก และก็ยังทำให้เพลงออกมาชวนฝันมากด้วย คุณมีได้ขออะไรกับสมาชิกคนอื่นว่าอยากจะให้เล่นออกมาเป็นอย่างที่คุณต้องการบ้างหรือเปล่า

เคน: ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะครับ

Q: แล้วที่เพลงมันออกมาเป็นแบบช้าๆฟังสบายแบบนี้ เป็นเพราะคุณเริ่มด้วยการใช้เครื่องสายอย่างนั้นหรือเปล่า

เคน: อืมมม... ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันออกมาช้าๆฟังสบายเลยนะ (หัวเราะ) ผมว่ามันคงเกิดจาก BMP น่ะครับ แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงความเร็วของเพลงในส่วนอาร์เพ็กจิโอ (เสียงดนตรีชนิดที่มีความถี่ตามกัน แทนที่จะพร้อมกัน/ ผู้แปล) กลอง เบส แล้วก็ตัวเพลงเอง ดังนั้นผมว่าความประทับต่อเพลงนี้ คงขึ้นอยู่กับคนที่ได้ฟังมันแล้วล่ะ

Q: เข้าใจล่ะ นอกเหนือไปจากอาร์เพ็กจิโอแล้ว ฉันยังสัมผัสได้ด้วยว่าคุณยังละท่อนอ็อบบลิกาโต้ (การเล่นโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนโน้ตหรือพลิกแพลงใดๆ/ ผู้แปล) เอาไว้ตลอดทั้งเพลงด้วย แล้วมันเป็นยังบ้าง

เคน: การเล่นกีตาร์มันไม่ได้ถึงกับเล่นได้อย่างอิสระอะไรขนาดนั้นนะครับ ให้พูดแบบเฉพาะเจาะจงลงไปเลยก็คือ ผมอยากที่จะทำอะไรที่มันซับซ้อนมากขึ้นสำหรับทั้งแชนแนลซ้ายและขวาของกีตาร์ โดยที่จะยังคงให้เมโลดี้มีความโดดเด่นอยู่เหมือนเดิม ผมคิดว่าถ้าเล่นแบบอิมโพรไวส์ มันอาจจะไม่สำเร็จก็ได้ ดังนั้นผมก็เลยตัดสินใจเอาง่ายๆเลยว่าจะเล่นอะไรดีในส่วนใหญ่ๆของเพลง ส่วนที่เหลือก็ค่อยอิมโพรไวส์เอา

Q: แสดงว่าคุณคำนวนเอาไว้แล้วว่าจะวางซาวนด์ของตัวเองออกมาเป็นยังไง

เคน: ผมว่ามันคงน่าเบื่ออยู่นะถ้าหากคนจะอ่านโครงสร้างของเพลงกันได้ง่ายๆ ผมก็เลยอยากจะทำออกมาให้มันยากๆ แต่ก็อยากจะให้มันฟังออกมานุ่มนวลด้วย ก็หวังว่าจะสามารถทำเพลงออกมาซักเพลงที่ฟังดูเหมือนว่าจะเป็นเพลงช้าก็ได้เพลงเร็วก็ได้แบบนั้นแหละ

Q: ฟังอย่างนี้แล้วมันก็เลยโยงไปถึงสิ่งที่คุณพูดเอาไว้ก่อนหน้าว่า มันไม่ใช่เรื่องที่บอกว่าจะทำให้มันออกมาเศร้าหรือสุข จะสนุกหรือหม่นเลยนะ

เคน: แค่รู้สึกดีก็พอ

Q: เห็นได้ชัดว่าคุณละเอียดมากในเรื่องของการเล่นออกมาในภาพรวม พอๆกับโทนของมันเลย

เคน: ก็อย่างที่ผมบอกไปนั่นแหละครับว่า อะไรบางอย่างที่ย้ำเตือนคุณถึงความรู้สึกที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำได้... แล้วเวลาที่มันยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นคำแบบนั้นก็เกิดขึ้นจากโทนของมันเองนั่นแหละ ไม่ใช่พิทช์ ไม่ใช่ท่วงทำนอง แต่เป็นโทน ที่ผมคิดว่าเป็นส่วนสำคัญเลย ซึ่งมันก็จะกลายเป็นเพลง เป็นกลอง และเบส ต่อให้พิทช์ไม่เปลี่ยน แต่ถ้าคุณได้ยินซาวนด์ดีๆ คุณก็จะคิดแล้วว่า ‘มันอะไรกันน่ะ?’ ผมอยากจะให้เครื่องดนตรีทุกชิ้นฟังออกมาเป็นแบบนั้นเลย

Q: นั่นเป็นวิธีที่คุณทำเพลง Miraisekai ออกมาหรือเปล่า มันเป็นเพลงให้สื่อถึงอารมณ์ที่โดดเด่นมากเลยนะ

เคน: ตอนแรกน่ะ มันไม่มีเสียงกีตาร์ กลองหรือเบสเลยนะ แล้วมันก็ฟังดูเหมือนว่าท่อนแรกของเพลงจะเล่นไปอยู่แบบนั้นเลยจนจบ มันรู้สึกเหมือนกับว่า ถ้าผมใส่อะไรลงไป มันอาจจะไปเตือนใจให้คนฟังคิดถึงอะไรอื่น บวกกับผมชอบที่มันไม่ได้มีอะไรมากมายด้วย แต่แล้วในขั้นตอนของเดโม ไฮด์บอกว่า “ฉันอยากจะได้ยินวงเล่นเพลงนี้ด้วยเหมือนกัน” ผมยังคิดเลยว่า “นึกแล้วว่านายต้องพูดแบบนี้” (หัวเราะ) ซึ่งผมก็เห็นด้วย ก็เลยตัดสินใจทำเพลงในแบบที่เป็นไปได้ทั้งสองทางออกมา ผมคิดว่าแพทเทิร์นของกลองน่าจะเป็นยุกกี้นี่แหละที่เล่นออกมาเป็นคนแรกในขั้นตอนของพรีโปรดักชั่น แล้วเราก็เริ่มขยายมันขึ้นมาจากตรงนั้น เบสก็เป็นแบบอัปไรต์ และในส่วนของกีตาร์ ผมก็พยายามที่จะใส่อะไรที่ยังคงอารมณ์แบบในตอนแรกเอาไว้ หรือแม้แต่ทำให้มันแข็งแรงขึ้นด้วย

Q: เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงที่มีการใช้ระนาดฝรั่งในช่วงต้นเพลง แต่ฉันเดาเอาว่ากีตาร์ไม่ใช่แรงบันดาลใจในหลายๆเพลงใช่ไหม ดูจากที่คุณเลือกใช้ซาวนด์พวกนี้ด้วยแล้ว

เคน: มันเกิดขึ้นโดยบังเอิญครับ

Q: เวลาที่คุณตั้งใจฟังจริงๆ คุณจะได้ยินซาวนด์ที่แตกต่างกันออกไปหลายแบบ เช่นออร์แกนที่ดังออกมาจากลำโพงของ Leslie กลองแกรนคาสซาขนาดใหญ่ แล้วก็ยังเบสอัปไรต์ด้วย ว่าแต่คุณมีอิเมจที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาตั้งแต่ต้นเลยหรือเปล่า

เคน: ไม่ใช่ในรูปแบบของแบนด์ครับ เหตุผลที่ผมเลือกใช้เบสอัปไรต์ก็เพราะเวลาที่เราพยายามจะใช้กีตาร์เบสไฟฟ้า มวลอากาศมันเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆทันทีเลย เลยคิดว่ามันคงไม่เวิร์กแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจใช้อัปไรต์แทน

Q: แล้วท่อนที่ใช้อัปไรต์ออกมาเป็นยังไงบ้าง

เคน: ในส่วนนั้น ผมมีไอเดียที่ชัดเจนมากตั้งแต่ตอนทำเดโมแล้วครับ ผมรู้ดีว่าถ้าท่อนนั้นมันไม่เป็นไปอย่างที่วางไว้ล่ะก็ เพลงนี้ล่มแน่ๆ

Q: งั้นพอซาวนด์ในหัวคุณมันออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เนื้อเพลงก็ออกมาเหมาะกับซาวนด์แบบลงตัว เนื้อเพลงของไฮด์เหมือนกับอยู่ในโลกที่เบาสบายและพิเศษมาก การที่มีเนื้อเพลงแบบนั้นในเพลงที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว... เป็นอะไรที่คุณได้คาดหวังเอาไว้หรือเปล่า

เคน: ที่จริงผมออกจะประหลาดใจมากด้วยซ้ำตอนที่ได้เห็นมันครั้งแรก ก็ไม่รู้แน่เหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้ผมประหลาดใจ แต่ผมก็ประหลาดใจจริงๆ ผมประหลาดใจกับเนื้อเพลงของ wild flower ด้วยเหมือนกัน มันน่าทึ่งมาก ไฮด์เมล์มาหาผมบอกว่า “ฉันคิดว่าน่าจะใส่คำพวกนี้ลงไปในเพลง นายคิดว่าไง” ผมก็เลยตอบไปง่ายๆเลยว่า “เจ๋งเป้ง” (หัวเราะ)

Q: คุณเคยพูดเอาไว้ว่าดนตรีก็เป็นแค่ดนตรี และนั่นก็คือสิ่งที่คุณคิดเวลาที่คุณทำเพลง ผลที่ออกมาก็คือดนตรีที่ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบไปกับเนื้อเพลง น่าสนใจจริงๆ

เคน: ใช่ครับ ผมทำงานหนักเวลาที่ทำเพลงออกมา แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็อยากที่จะให้เซนส์ทางดนตรีของตัวเองมันคลุมเครือเอาไว้ ดังนั้นมันอาจจะยังไม่มากพอเท่าไหร่ แต่สมาชิกของวงคนอื่นที่รู้สึกว่ามันยังไม่มากพอ ก็จะเข้ามาเติมเต็มส่วนนั้นให้ผมอีกที (หัวเราะ)

Q: แล้วเนื้อเพลงเหล่านี้ล่ะ

เคน: คำของไฮด์มันกลมกลืนไปกับดนตรี และทำให้ตัวเพลงมันมีพลังขึ้นมาก คือผมก็พูดแหละว่าเนื้อร้องน่ะมันไม่สำคัญเท่าไหร่ แต่พอได้เนื้อเพลงมากลับทำให้มันสวยงามขึ้นได้อีก มันก็เลยเป็นอะไรที่เรียกว่าแปลกดีเหมือนกัน!

Q: การมีเนื้อเพลง ก็ทำให้เพลงมีความหมายขึ้นไปอีกนะ

เคน: ใช่ครับ คุณพูดถูก บางทีนั่นล่ะ...ประเด็นของมันเลยล่ะ

Q: Miraisekai เป็นเพลงที่จะเหมาะจะเป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มเลย มันเข้มข้นมาก ตอนที่ต้องมานั่งคิดลำดับการเรียงเพลง หรือตอนที่ทำเพลงเสร็จแล้ว คุณรู้สึกไหมว่า นี่จะต้องเป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม

เคน: ไม่เชิงนะครับ ตอนที่เรามาช่วยกันนั่งเรียงเพลง จู่ๆมันก็หล่นไปอยู่ตรงนั้นเองเลย

Q: ฉันคิดว่าความประทับใจที่มีต่ออัลบั้มนี้มันน่าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆขึ้นอยู่กับคนที่ฟังมันนะ เพลงสุดท้าย Miraisekai ที่มีเนื้อเพลงสมบูรณ์ ก็อาจจะถูกมองว่าเป็นเพลงที่อ่อนไหวมากสำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่ หรือแม้แต่เป็นความหวังในอนาคต... ในทางที่ดีน่ะนะ เพราะมันเปิดโอกาสให้คนฟังได้คิดไปกับเพลงได้อย่างเต็มที่จริงๆ มันเป็นเพลงที่เยี่ยมมาก เหมือนกับเป็นแสงสว่างที่หลงเหลือในยามเย็นแบบนั้น

เคน: ใช่ครับ

Q: ว่าแต่อัลบั้ม BUTTERFLY เนี่ย เริ่มต้นด้วย CHASE และจบลงด้วย Miraisekai ก็เลยกลายเป็นว่ามันเริ่มต้นด้วยงานของคุณแล้วก็จบด้วยงานของคุณเองพอดีเลย

เคน: อันนั้นเรื่องบังเอิญครับ (หัวเราะ)

Q: ตอนที่นำเสนอเพลงในอัลบั้ม สมาชิกทุกคนก็จะเอาเดโมหลายๆแบบมาใช่ไหม ช่วงเวลาแบบนั้นน่ะ ถึงแม้จะผ่านไป 20 ปีแล้ว มันยังคงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นอยู่หรือเปล่า ประมาณว่ารู้สึกประทับใจกับไอเดียเหล่านี้จริงๆแบบนั้นน่ะ

เคน: ถูกต้องเลยครับ

Q: แล้วมีเพลงไหนที่ทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษบ้างคราวนี้

เคน: ผมว่า XXX น่าสนใจมากๆเลย เพราะท่อนคอรัสที่โดดเด่นของมันนี่แหละ เพลง shade of season ของยุกกี้ก็สนุกมากๆ ตอนที่ได้ใส่ซาวนด์อะไรตั้งเยอะแยะลงในเดโมน่ะ มันเป็นเพลงที่เราสามารถเรียบเรียงมันออกมาได้ตั้งหลายแบบแน่ะ

Q: ฉันเชื่อว่ามันจะต้องมีช่วงที่ต้องทำงานร่วมกันกับสมาชิกในวงแน่ๆในการทำเพลง CHASE แล้วปฎิกิริยาแบบไหนที่คุณมีต่อยูกิฮิโร่ซังตอนที่ทำงานในส่วนของการเรียบเรียงเพลง shade of season ล่ะ

เคน: ในส่วนของแทร็กเดโมแล้วก็แทร็กกลองของยุกกี้ ผมก็ใส่เสียงกีตาร์ เบส แล้วก็ซินธิไซเซอร์ที่ผมคิดไว้ในหัวลงไป พอยุกกี้บอกผมว่าเขาไม่ชอบ ผมก็จะเปลี่ยนมันซะ  ผมคิดว่าจะต้องได้ลองทำอะไรก็ตามที่อยู่ในหัวผมออกไปเลย แทนที่จะมาอธิบายกันเป็นคำพูด เพราะมันยากจะที่เห็นภาพตามได้ ดังนั้นที่ผมทำก็คือนำเสนอไอเดียวที่เป็นรูปเป็นร่างออกมาก่อน แล้วก็ค่อยเริ่มจากตรงนั้นแหละว่าเขาจะชอบมันหรือเปล่า

Q: ได้ยินมาว่า มีซีเควนซิ่งอยู่เยอะเลยที่เกิดจากฝีมือของยูกิฮิโร่ซัง รวมถึงการทำงานครั้งนี้ด้วย

เคน: ใช่ครับ และครั้งนี้น่าจะถือว่าเป็นอะไรที่เข้มข้นที่สุดเลยก็ว่าได้

Q: ตอนที่สมาชิกในวงทำเพลงท้ายๆออกมา และมีการตัดสินใจกันไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นคุณพอจะมองเห็นธีมของอัลบั้มชัดเจนหรือยัง

เคน: สำหรับผม ตอนที่บันทึกเสียงน่ะ ผมเล่นมันทุกเพลงโดยหวังว่าแต่ละเพลงมันจะออกมาดีขึ้นกว่าเดิมแค่นั้นเอง

Q: ดูเหมือนคุณจะค่อยๆทำให้เสร็จเป็นเพลงๆไป ก่อนจะเริ่มเพลงต่อไปใช่ไหม

เคน: ใช่ครับ แต่ผมก็รู้ว่าซิงเกิ้ลที่เคยออกไปแล้วจะถูกนำมารวมเอาไว้ในอัลบั้มด้วย และเพราะว่าซิงเกิ้ลเหล่านั้นถูกทำขึ้นมาในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ผมก็เลยสงสัยเหมือนกันว่า เราจะทำอัลบั้มแบบไหนออกมากันนะหลังจากที่ทิ้งช่วงในการบันทึกเสียงออกไปนานขนาดนั้น แต่ก่อนที่เราจะได้ตัดสินใจกัน ส่วนตัวแล้ว ผมก็พยายามเอาเพลงมานั่งเรียงกันตามลำดับที่ผมชอบ แล้วก็คิดว่า “เออเฮ้ย อัลบั้มนี้ดูมีแววไปได้สวยแฮะ” (หัวเราะ) เราใช้เวลากับมันอยู่นาน แต่ที่น่าสนใจก็คือ มันให้ความรู้สึกที่ดีมากที่ได้เห็นเพลงหนึ่งเสร็จออกตามอีกเพลงหนึ่งออกมาแบบนั้น เราทำทุกอย่างกันออกมาแบบไม่ได้คิดอะไรล่วงหน้ากันเลย มันก็เลยน่าประหลาดใจมากทีเดียว

Q: มันคงจะไม่ทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจเท่าไหร่ ถ้าคุณออกมาบอกว่า คุณมาทำเพลงใหม่ๆกันเอาเมื่อตอนที่เรียงลำดับเพลงกันแล้วน่ะ

เคน: ใช่ครับ หลังจากที่เราลองเอาเพลงมาเรียงกันจริงๆ เราถึงได้รู้กันตอนนั้นแหละว่า เรามีอัลบั้มที่ดีขนาดไหนอยู่ในมือ

Q: ตอนทำอัลบั้มชุดนี้ คุณได้นึกถึงการครบรอบ 20 ปีหรือเปล่า

เคน: ตอนที่เราทำเพลงกันน่ะ เราเอาแต่คิดถึงเรื่องเพลงกันอย่างเดียวโดยไม่ได้นึกถึงอะไรอื่นเลย จนกระทั่งหลังจากคอนเสิร์ตที่ Ajinomoto Stadium ที่ผมบอกเอาไว้ก่อนหน้านั่นแหละว่า เราก็มาเริ่มคิดถึงเรื่องครบรอบ 20 ปีกัน เพลงส่วนใหญ่ทำเสร็จหลัง Ajinomoto Stadium ดังนั้นแก่นของการครบรอบ 20 ปีของเราจะต้องรวมอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน

Q: อัลบั้มนี้มีประเด็นให้พูดถึงเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นการออกอัลบั้มแรกในรอบ 4 ปี  3 เดือน ไหนจะครบรอบ 20 ปีของวง แล้วยังมีซิงเกิ้ลรวมอยู่ถึง 7 เพลง แต่จากการสัมภาษณ์ครั้งนั้น ที่ฉันเห็นก็คือ ผลลัพธ์ที่เกิดจากความพยายามอันเรียบง่ายในการทำเพลงที่ดีออกมาล้วนๆเลย

เคน: ใช่ครับ ถ้าผมเริ่มต้นทำเดโมหลังคอนเสิร์ตที่ Ajinomoto Stadium ผมว่างานครบรอบ 20 ปี คงไม่ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญแบบนี้แน่ๆ

Q: แล้วขั้นตอนไหนที่ทำให้ได้ชื่อ BUTTERFLY มาเป็นชื่ออัลบั้ม

เคน: เราได้ชื่อนี้กันมาสักพักแล้วก่อนที่จะมาเรียงเพลงกันเสียอีก ไฮด์พูดขึ้นมาว่า “ชื่อ BUTTERFLY เป็นไง?” แล้วพอผมลองนึกภาพผีเสื้อกระพือปีกผ่านบทเพลงในอัลบั้มนี้ขึ้นมา ก็คิดเลยว่า ผีเสื้อสามารถโบยบินอยู่ในบทเพลงเหล่านี้ได้จริงๆ ก็เลยคิดว่ามันดีมากๆเลย

Q: อาจจะเป็นเพราะว่าความเป็นอิสระและความสวยงามของบทเพลงมันถูกแสดงออกมาด้วยอย่างนั้นหรือเปล่า

เคน: ก็ขึ้นอยู่กับเพลงด้วยครับ มันอาจจะสวยงาม อาจจะเป็นอิสระ แล้วก็เปราะบางได้ด้วย ผมว่ามันลงตัวพอดีเลยล่ะ

Q: อย่างนี้เอง ในเวอร์ชั่นลิมิเต็ด ในส่วนของสเปเชียลโบนัสฟีเจอร์ ก็จะมีอัลบั้มพิเศษ P’UNK IS NOT DEAD ที่รวมเพลงบีไซด์ของ P’UNK-EN-CIEL ที่ทำเอาไว้ตั้งแต่ปี 2004 เอาไว้ด้วย ก่อนอื่นเลย ฉันต้องขอบอกไว้ตรงนี้ว่าชอบชื่ออัลบั้มที่ตรงไปตรงมาแบบนี้มาก ฉันเพิ่งได้เห็นภาพแล้วก็ยังคิดว่าสมาชิกทุกคนในวงต่างก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นพังก์ในแบบของตัวเองออกมา ในส่วนของ KEN P’UNK ซัง เขามีผมสีทอง สวมเสื้อสักกะหลาด แล้วก็แว่นกันแดดอันใหญ่ ซึ่งทำให้ฉันนึกถึงสไตล์กรันจ์ในยุคต้น ‘90s KEN P’UNK ซัง ใน P’UNK-EN-CIEL มีอิเมจแบบนี้เองหรอกหรือนี่ (หัวเราะ)

เคน: ผมไม่รู้นี่ครับว่าจะทำยังไงกับมันดี ก็เลยออกมาอย่างที่เห็นนั่นแหละ

Q: ฉันได้เห็นพังก์จากคนหลายๆรุ่นปรากฏอยู่ในแฟชั่นในรูปของพวกคุณ มันเป็นอิเมจที่พวกคุณได้รับมาระหว่างที่บันทึกเสียงและเปิดการแสดงอย่างนั้นหรือเปล่า

เคน: เราไม่ได้คิดอะไรที่เกี่ยวกับแฟชั่นเลยนะ ผมรู้แค่ว่าคงต้องทุ่มเทกับมันเพื่อที่จะบันทึกเสียงมันออกมาให้ได้ ผมก็เลยฝึกซ้อมซะยังกับคนบ้า

Q: คุณคิดว่าตัวเองได้รับอะไรจากการเป็นมือกลองหรือการที่ได้มาเรียบเรียงเพลงพังก์สำหรับงานบีไซด์บ้าง

เคน: ที่จริงได้อะไรมาเยอะเลยครับ ผมชอบตีกลองนะ ดังนั้นผมก็เลยรู้สึกดีมากที่มีโอกาสได้ตีกลองแบบนี้ รู้สึกดีเป็นบ้าเลย (หัวเราะ)

Q: เข้าใจล่ะ (หัวเราะ) นับแล้วเป็นเวลานานถึง 4 ปี 3 เดือนนับตั้งแต่อัลบั้มที่แล้วเป็นต้นมา และหลังจากที่ได้ฟังอัลบั้มนี้อย่างตรงไปตรงมาและเดินทางทัวร์ไปทั่วแล้ว มีอะไรที่เป็นพิเศษของ L’Arc-en-Ciel หรือเปล่าที่ไม่เคยเปลี่ยนไป หรือที่ยังคงสนุกอย่างที่คุณเคยรู้สึกไม่เคยเปลี่ยนเลย

เคน: คงต้องบอกว่าน่าจะเป็นการแต่งเพลงของพวกเราทั้งสี่คนนี่แหละ กลิ่นของมันมีความเป็น L’Arc-en-Ciel เพราะ L’Arc-en-Ciel เป็นคนเล่นมันออกมา เรามีนักแต่งเพลงถึงสี่คน และพวกเราเองต่างก็มีรสนิยม ความสนใจ และบุคลิกที่แตกต่างกันออกไป

Q: เวลาที่พวกคุณสี่คนมารวมตัวกัน พวกคุณเคยมานั่งคุยกันเช่นเรื่องอย่างตอนนี้ดนตรีแบบไหนกำลังมาแล้วมันดียังไงแบบนั้นบ้างหรือเปล่า

เคน: ไม่ค่อยครับ

Q: คุณยังคงพัฒนาตัวเองต่อไป เพราะพวกคุณเข้าใจว่าต่างก็มีอิสระในการที่จะทำอะไรก็ได้ แล้วก็เป็นเพราะพวกคุณเปิดกว้างต่อความสนใจเกี่ยวกับดนตรีของสมาชิกแต่ละคนอย่างนั้นหรือเปล่า

เคน: ก็เป็นไปได้

Q: โอเค ถึงตอนนี้ หลังจบจาก  20th L’Anniversary LIVE ที่ Ajinomoto Stadium ทั้ง 2 วัน รวมไปถึง 20th L’Anniversary TOUR ที่จะตระเวณไปยัง 5 เมืองใหญ่ไปแล้ว คุณมองย้อนกลับไปมองการครบรอบ 20 ปีของพวกคุณยังไงบ้าง

เคน: ผมรู้สึกได้แล้วว่า คนที่มาดูโชว์ของพวกเรากำลังรวมฉลองครบรอบไปกับเรา นั่นทำให้ผมมีความสุขมาก

Q: ถ้าอย่างนั้น ผ่าน 20th L’Anniversary TOUR ไป คุณก็รู้สึกถึงความเป็น L’Arc-en-Ciel ได้อีกครั้งแล้ว และยังได้ตระหนักอีกครั้งหนึ่งด้วยว่านี่เป็นวงที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน

เคน: ผมเองก็ไม่รู้แน่เหมือนกันว่าตัวเองจะรู้สึกอะไรได้บ้าง แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างนะ บางทีนี่แหละที่เรียกว่าดนตรี บางทีบรรยากาศจากแฟนๆและการแสดงของพวกเราทั้งหมดนี่แหละที่มีส่วนอย่างมาก แต่ผมก็ได้รู้สึกอะไรบางอย่างที่ถูกส่งผ่านออกไปทางเสียงได้แบบตรงๆเลย

Q: ฉันคิดว่ามันน่าทึ่งมากเลยนะที่คุณยังรู้สึกแบบนั้นได้ หลังจากที่เล่นดนตรีด้วยกันมานานถึง 20 ปี

เคน: คุณพูดถูกครับ

Q: คุณว่าอะไรที่ทำให้มันเป็นไปได้ เป็นเพราะพวกคุณสามารถทำงานเพลงล้วนๆได้อย่างเต็มที่กับสมาชิกหรือเปล่า

เคน: นั่นก็น่าจะใช่ อืม ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน มันยากที่จะอธิบายเป็นคำพูดนะครับ แต่มันดีไปหมดเลยแหละ (หัวเราะ)

----------------------- END ------------------------

แปลและเรียบเรียงโดย fingers-crossed

 

Note: สามารถนำไปเผยแพร่ได้ ไม่หวง ไม่ห้าม โดยมีเงื่อนไขคือต้องไม่มีการตัดทอนเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น และต้องไม่ลืมลงเครดิตรวมไปถึง Link ด้วยค่ะ

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณที่แปลให้อ่านคะopen-mounthed smile

#3 By near (61.90.107.3) on 2012-04-11 21:08

อ่านมา 3 พาร์ทแล้วค่ะ ฮี่
เป็นกำลังใจในการแปลให้ค่ะ สู้ๆ

รออ่านของยุกกี้ต่อนะคะbig smile

#2 By G • E • N • Z • O on 2012-04-03 19:56

ตามมาอ่านอีกเช่นเคยค่ะ
"ความคิดของคนนี่ลึกซื้งเกินกว่าคำพูด
หรือตัวหนังสือ" อีกนะคะ
อ่านๆไป ความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา

ขอบคุณค่ะ..สู้ สู้

#1 By Noonkoko (180.214.213.41) on 2012-04-03 15:52