Day 1&2 - ออกเดินทางไปญี่ปุ่น มุ่งหน้าสู่ฮาโกดาเตะ
 

ช่วงค่ำของวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม ถือเป็นดีเดย์ที่พวกเราจะต้องไปรวมตัวกันที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อที่จะเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น (อีกครั้ง) กันเสียที เอาจริงๆพอจะเดาได้เลยว่า แต่ละคนกว่าจะมาเจอกันได้ ก่อนหน้านั้นพวกเราต่างต้องเคลียร์งานทั้งหลายประดามีกันชนิดหูตูบ เรียกว่าส่งงานกันจนวินาทีสุดท้ายทีเดียว แต่ทุกคนก็มุ่งมั่นสุดพลังที่จะไม่ให้มีอะไรมาขัดขวางการเดินทางในครั้งนี้ได้เด็ดขาด แน่ล่ะ... วางแผนกันมาตั้งนาน จะมาตกม้าตายวันเดินทางก็กระไรอยู่นะ

                สมาชิกในทีมของเรามีกันอยู่ 6 ชีวิต มีฉัน มีพี่สาวของฉัน มีป้า มีลูกสาวป้าพร้อมลูกเขย และลูกพี่ลูกน้องอีกหนึ่งคน เมื่อคราวที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิกันช่วงสงกรานต์ของปี 2010 (สามารถย้อนกลับไปอ่านได้ค่ะ มีอยู่ในบล็อกนี่แหละ) ก็เป็นกลุ่มเดียวกันนี่แหละ คราวนี้จะขาดก็แต่น้องชายเราอีกคนนึงเท่านั้น แต่พอเหลือ 6 คนแบบนี้ ก็ทำให้การจองที่พักอะไรต่อมิอะไรลงตัวง่ายดีเหมือนกันนะ

                ที่จริง เราเคยมีคุยๆกันแล้วว่า ถ้าได้ไปญี่ปุ่นอีก เราน่าจะไปฮอกไกโดกันนี่แหละ เพราะว่าทั้งบรรยากาศดี ทั้งอาหารอร่อย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหรอกที่ทัวร์ของเราคราวนี้จะเน้นเรื่องกินกว่าคราวที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด หมายมั่นปั้นมือกันแบบสุดๆว่าจะไปกินอาหารทะเลสดๆ กินปู กินขนมนู่นนี่นั่น ฉันนี่ถึงขนาดเตรียมใจไว้เลยทีเดียวว่าถ้าน้ำหนักจะขึ้นก็เป็นไงเป็นกันล่ะ (วะ)

                หลังจากที่เกริ่นกันคร่าวๆอยู่พักนึง การเดินทางไปฮอกไกโดครั้งนี้จึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น มีการจองตั๋ว จองที่พัก โอนเงินกันไปมาอย่างสนุกสนาน และรวมไปถึงการขอวีซ่าด้วย ช่วงที่เราไปขอวีซ่ากันนั้น ที่จริงก็เริ่มมีข่าวออกมาแล้วนะคะว่าทางญี่ปุ่นจะยกเลิกวีซ่าให้กับคนไทย อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าทีมของเราเป็นคนทำงาน กว่าจะนัดและลางานกันได้ และเพื่อความแน่ใจจริงๆ เราก็เลยตัดสินใจว่าไปทำวีซ่ากันเถอะ ให้มันจบๆไป ปรากฏว่าวันที่เราไปทำกันนั้น คนน้อย ว่าง และโล่งอย่างยิ่ง และวีซ่าเราก็ผ่านกันแบบโคตรง่ายเลยค่ะ

                ทีนี้ มีอย่างนึงค่ะที่ตอนแรกไม่นึกเลยว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องคิดมากขนาดนี้จนกระทั่งตอนจัดกระเป๋าเดินทางนั่นแหละ จากประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ ต่อให้ศึกษามาดีแค่ไหนว่า ถ้าเราจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นช่วงนั้นช่วงนี้ของปี อุณหภูมิโดยประมาณจะสูงหรือต่ำแค่ไหนก็ตาม ถึงเวลาจริงๆ บ่อยครั้งก็มักจะมีอะไรที่เกินคาดเกิดขึ้นเสมอ

                เอาจริงๆเลยนะคะ มันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ชัดเจนและไม่น่าไว้วางใจอย่างมากเลยล่ะ ยังจำได้ว่าตอนที่ไปญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2010 พยากรณ์ฯเขาก็บอกแหละว่าอุณหภูมิน่าจะประมาณ 15 – 25 อะไรเทือกนี้ พอไปถึงค่ะ ยังจำได้ หนาวแบบร้าวรานมาก ถึงขนาดต้องไปหาซื้อเสื้อผ้าเพิ่มกันขนาดนั้นเลย เพราะมีวันที่ฝนตกลมแรงจนอุณหภูมิในเมืองหลวงอย่างโตเกียวหล่นไปอยู่ที่ 8 องศามาแล้วนะคะเป็นเล่นไป

                ทีนี้ของฮอกไกโดช่วงฤดูร้อนที่อ่านเจอมา เขาก็บอกล่ะค่ะว่าอุณหภูมต่ำสุดจะประมาณ 16 องศา และไม่น่าจะเกิน 25 อะไรเทือกๆนี้เหมือนกัน ก็ยังมีคิดนะว่าโอ้โห... นี่หน้าร้อนแล้วหรือ แต่ก็อย่างว่าเกาะเหนือนี่นะ อากาศทางนั้นก็จะเย็นกว่าทุกที่หน่อย ก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา ก็เลยตระเตรียมเสื้อผ้าไปเท่าที่จะทำได้นะคะ ส่วนที่โอซาก้าที่ฉันกับพี่สาวจะไปกันต่อนั้น หายห่วงค่ะ ร้อนพอๆกับเมืองไทยเลยช่วงที่จะไปกันเนี่ย

                พอสมาชิกในกลุ่มมาครบ ก็รีบกำจัดภาระชิ้นใหญ่ด้วยการเช็กอินที่เคาน์เตอร์ก่อนเลยเป็นอย่างแรก หนนี้เราบินสายการบิน Japan Airlines กันค่ะ เป็นครั้งแรกของฉันเลย เพราะคราวโน้นเราบินการบินไทยกัน เรื่องหาตั๋วเครื่องบินแจ่มๆเนี่ย ต้องยกให้พี่สาวข้าพเจ้า เพราะนางเซียนอย่างยิ่งในเรื่องของการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเคยเป็นถิ่นพำนักเก่าของนาง (แม้จะหลายปีผ่านไปแล้วก็เถอะนะ)

เช็กอินที่เคาน์เตอร์ JAL สนามบินสุวรรณภูมิ

                ไฟลท์บินของเราคือ JL034 เวลาออกเดินทางประมาณสามทุ่มครึ่ง โดยเที่ยวบินนี้เราจะบินไปลงกันที่สนามบินฮาเนดะที่โตเกียว เพื่อจะต่อเครื่องบินไปสนามบินนิวจิโตเสะที่ซัปโปโรกันนั่นล่ะ ที่ผ่านมา ฉันมักจะได้ส่งคนไปญี่ปุ่นขึ้นเครื่องที่บินประมาณห้าทุ่มเที่ยงคืนเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยแอบนึกไม่ออกเหมือนกันว่า บินไฟลท์สามทุ่มครึ่งนี่มันจะเป็นยังไง แต่ไม่เสียเวลาคิดนาน เอาเวลาไปหาอะไรกินกันดีกว่า เพราะทุกคนหิวกันมากเลยล่ะค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปทำอะไรกันมาทั้งวัน ถึงได้อดข้าวอดน้ำกันขนาดนี้

                อย่างนึงที่ต้องบอกให้ทราบนะคะ (หลายคนคงทราบแล้ว แต่ก็อยากจะบอกอยู่ดี) คือเวลาเราจะเข้าไปในเกตเนี่ย ใครใส่เข็มขัดมาต้องถอดออกก่อนนะคะ แล้วเจอทุกสนามบินใหญ่เล็กในประเทศนอกประเทศเลยค่ะ ตอนหลังไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่บอก ฉันถอดใส่ตะกร้าเองเลย เดี๋ยวนี้เวลาจะออกนอกประเทศแล้วผ่าน ตม. ไทย ตอนนี้เริ่มมีการนำเครื่องสแกนพาสปอร์ตมาใช้แล้วค่ะ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่คอยยืนแนะนำให้ด้วยนะคะ เพราะมันก็หลายขั้นตอนอยู่ เริ่มจากสอดพาสปอร์ตเข้าไป เดินเข้าไปในช่องเงยหน้ามองกล้องถ่ายรูป พร้อมกับสแกนลายนิ้วมือ หลายคนที่เดินทางบ่อยๆคงเคยผ่านพิธีกรรมนี้มาแล้ว หลายๆคนยังไม่เคย ขอบอกไว้ตรงนี้นะคะว่า สแกนลาย