Day 3 – ตะลุยเที่ยวฮาโกะดาเตะ

แต่แรกเริ่มเดิมทีที่เราวางแผนการเที่ยวกัน ก็มีคิดเอาไว้ว่าจะแวะนอนที่ฮาโกะดาเตะกันแค่คืนเดียวเท่านั้น แต่พอได้มานั่งดูสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว เราจึงคิดได้ว่าคงจะน่าเสียดายแย่ หากมาถึงที่นี่ทั้งทีแล้วจะพักแค่คืนเดียว จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมวันแรกของการเดินทาง เราจึงเจาะจงมุ่งหน้ามาที่ฮาโกะดาเตะกันเลย โดยไม่แวะพักที่ไหน เพื่อที่จะพักอยู่ที่นี่ได้นานขึ้นนั่นเอง

ก่อนอื่นขอพูดถึงฮาโกะดาเตะในความรู้สึกส่วนตัวสักนิดนะคะ ฮาโกดาเตะเป็นเมืองใหญ่ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เมืองที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าสูงๆ ผู้คนพลุกพล่าน และเต็มไปด้วยแสงสีเหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ เอาจริงๆฉันแอบรู้สึกว่าเมืองนี้มันมีความเป็นบ้านนอกที่น่ารักมากๆ เป็นเมืองที่ค่อนข้างสงบ และไม่มีอะไรหวือหวาสักเท่าไร แต่ก็น่าอยู่ทีเดียวหากเป็นคนชื่นชอบการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายล่ะก็ ส่วนตัวแล้วฉันชอบฮาโกดาเตะมากค่ะ

วันนี้ทุกคนนัดเจอกันที่ล็อบบี้ตอน 8 โมงเช้า เพราะเราจะไปตะลุยตลาดสดตอนเช้ากัน ขอสารภาพว่าตอนตื่นขึ้นมาปวดหลังมาก สังหรณ์เอาไว้แล้วเพราะเตียงแข็งเป็นบ้าเลยเถอะ และสิ่งแรกที่ทำทันทีโดยอัตโนมัติและทำจนเป็นนิสัยไปจนจบทริปวันสุดท้ายก็คือการเปิดทีวีดูค่ะ นอกจากจะดูข่าวแล้ว เรายังต้องเช็กสภาพอากาศของแต่ละวันกันด้วย ซึ่งพยากรณ์อาการของญี่ปุ่น โคตรเชื่อถือได้เลยจริงๆนะ และอากาศวันนี้ก็บอกเราว่าเมฆจะมาก และฝนจะตกมันแทบทั้งวันเลยทีเดียว

หลังจากทำธุระส่วนตัวกันเสร็จเรียบร้อยเราก็พร้อมจะเริ่มต้นแผนการเที่ยวของวันนี้เสียที และทันทีที่เดินออกพ้นประตูโรงแรม... มันหนาวและลมแรงกว่าเมื่อวานอีกนะเนี่ย! ที่สำคัญฝนตกจริงๆด้วย แม้ฉันจะสวมเสื้อมีฮู้ดก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกันฝนระดับนี้ที่มีแนวโน้มว่าจะตกทั้งวันได้หรือเปล่า ลูกทัวร์ของเราจึงตัดสินใจเดินเข้าร้าน 7/11 ด้านหลังโรงแรม และซื้อร่มมาเตรียมรับสถานการณ์เอาไว้จะปลอดภัยกว่า เพราะวันนี้เราต้องเดินกันทั้งวันจริงๆ

เราใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีก็ถึงโซนร้านค้าที่ตลาดเช้าซึ่งมีร้านอาหารให้เลือกแบบละลานตามาก เราก็เลยเดินเข้าไปดูในโซนตลาดของแห้งและของสดกัน พอเดินๆไปสักพักตรงกลางตลาด ก็เห็นว่ามีคนยืนมุงและต่อคิวทำอะไรกันอยู่สักอย่าง เราเลยไปส่องดูบ้างก็เห็นว่าเค้ารับทำเมนูปลาหมึกกันสดๆให้นั่งกินกันตรงนั้นเลย คนคับคั่งจริงๆ เราจึงทำได้แค่เดินเล็งๆดูแล้วก็ถอยฉากออกมาเท่านั้น

บรรยากาศในตลาด

แผงขายของแห้ง

เดินวนไปวนมาเราก็ไปทะลุในส่วนที่ขายผลไม้เป็นส่วนใหญ่นะคะ จริงๆมันขายหลายอย่างแต่ไอ้เราก็ไม่รู้จะเรียกยังไงถูกเหมือนกัน ภาพรวมมันก็เหมือนกับตลาดสดบ้านเรานะ แต่ว่าสะอาดกว่าและไม่เปียกชื้นเท่าแค่นั้นเอง ก็เห็นว่ามีผลไม้หลากหลายโดยเฉพาะลูกพีชกับเมล่อนนี่เป็นที่ดึงดูดสายตานักล่ะ ปรากฏว่าตอนที่เดินผ่านแผงขายของแห้งอย่างสาหร่ายหรือพวกคอมบุร้านนึง คุณลุงคนขายอเมสซิ่งมาก เพราะพูดภาษาไทยเป็นไฟ ทักษะของลุงไม่ใช่แค่พูดได้ แต่พูดได้ราวกับเป็นคนไทยก็ไม่ปาน เรายืนตกตะลึงอยู่ห้าวินาที ก่อนจะเอ่ยออกไปแบบอึ้งๆว่า ‘พูดไทยเก่งจังเลยค่ะ’ คุณลุงโบกมือบอกว่า ‘ไม่เก่งหรอกครับ แต่ถ้าพูดไม่เป็นจะขายของให้คนไทยได้ยังไง’ พร้อมกับสาธยายวิธีนำสาหร่ายและคอมบุไปทำอาหารกินได้ยังไงบ้างอีกเป็นชุด เราต้องโค้งให้ก่อนจะตัดใจเดินออกมา เพราะคาดว่าถ้าฟังต่ออีกนาทีเดียว ต้องมีพลาดท่าเสียทีคุณลุงกันมั่งล่ะ คนอะไรขายเก่งเป็นบ้า!

แผงขายผลไม้ในตลาดสด มีเมล่อนจากหลายๆแหล่งมาวางขายเต็มไปหมด

เราเดินออกมาตรงโซนตลาดกลางแจ้ง ตื่นตาตื่นใจกับบรรดาปูยักษ์ ปูขน ปูอลาสก้า และปูมากมายที่ไม่รู้จักชื่อ ไหนจะหอยเม่น ปลา ปลาหมึก แล้วก็พวกหอยทั้งหลายที่แต่ละร้านเอามาวางโชว์นั่นอีก บางร้านย่างกันขายกันสดๆตรงนั้นเลย เร้าใจมาก ทีนี้ พอร้านรวงมันเยอะ เราก็เริ่มตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าควรจะกินร้านไหนดีล่ะเนี่ย สุดท้ายเราก็เดินเลี้ยวเข้าไปในร้านแห่งหนึ่ง สารภาพกันตรงนี้เลยว่า จำชื่อร้านไม่ได้ แต่ก็เหมือนว่าจะมีแนะนำอยู่ในหนังสือนำเที่ยวนั่นแหละ ช่างมัน... ก็ตัดสินใจเข้าไปกินแล้วนี่!

อาหารทะเลแบบสดๆ ปูที่เห็นน่ะใหญ่บึ้มมากนะขอบอก

บร