Day 4 – ร่ำลาฮาโกดาเตะ แวะเที่ยวโนโบริเบทสึ ถึงจุดหมายที่ซัปโปโร

วันนี้เราตื่นเช้ากันกว่าเมื่อวานนิดหน่อย เพราะว่าจะต้องเช็กเอาท์กันวันนี้แล้ว ก็เลยต้องแวะไปทิ้งทวนกันที่ตลาดเช้ากันอีกสักครั้ง อากาศวันนี้ก็ยังเย็นสบายแบบเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งฉันชอบมากโดยไม่สนว่ามันจะฤดูร้อนหรือฤดูอะไร ขอให้เย็นสบายเป็นใช้ได้ก็พอ

วันนี้เราเดินเข้าไปในโซน (หรือซอย) ที่เป็นร้านอาหารเรียงรายกันเต็มไปหมด เวลามีร้านให้เลือกเยอะๆเนี่ย มันไม่ใช่เรื่องดีนะคะ เพราะมันทำให้ชีวิตยากขึ้นจริงๆ ตัดสินใจไม่ได้ซักที เราก็เลยใช้วิธีเลือกว่าร้านไหนที่กว้างขวางหน่อย คนไม่เยอะมากเกินไป แล้วก็อาหารดูน่ากินอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็เลือกได้ในที่สุด ร้านนี้ลูกค้าเยอะก็จริง แต่ร้านมีสองชั้นแน่ะ เรายืนรอโต๊ะอยู่หน้าร้านพร้อมกับเลือกกันว่าจะกินอะไรเป็นมื้อเช้ากัน คุณป้าเจ้าของร้านออกมารับออเดอร์เราเป็นที่เรียบร้อย สักพักก็ได้ที่นั่งกันค่ะ

บรรยากาศในร้านอาหารมื้อเช้าของเรา

ถึงวันนี้ก็ยังไม่ชินกับมื้อเช้าหนักๆแบบนี้ แต่ก็สั่งนะ ฉันสั่งโอยาโกะด้ง เพราะหน้าตาเฟรนด์ลี่ ปริมาณก็อยู่ในระดับที่รับมือไหว ถึงอย่างนั้นก็ยังกินไม่หมดอยู่ดี บางคนก็สั่งอาหารเซ็ตซุปปูขนบ้าง ซุปนั่นซุปนี่บ้าง ไม่อิ่มก็ไม่รู้ว่ายังไงกันล่ะ กินเสร็จออกมา ถึงได้เห็นว่าร้านฝั่งตรงกันข้ามเราคือร้านซูชิ Kantarou สาขาย่อย เสียดายขึ้นมาติดหมัด... แต่เรามาเช้ากันไปนิด ร้านก็เลยเพิ่งมาเปิดตอนที่เรากินเสร็จนี่เอง อยากกินซูชิแค่ไหนก็เห็นจะไม่ไหวกันแล้ว

ข้าวเซ็ตซุปปูขน ของคนอื่นเค้านะคะอันนี้

อันนี้สิถึงจะเป็นของฉัน ซึ่งยังไง้ยังไงก็กินไม่หมด!

ขาเดินกลับโรงแรม เราแวะไปที่สถานีรถไฟเพื่อจองที่นั่งสำหรับการเดินทางในวันนี้กัน ตอนแรกก็วางแผนเอาไว้ว่าจะขึ้นรถเที่ยว 9.30 น. แต่ไม่รู้ยังไง ไม่มีรถวิ่งเวลานี้ ก็เลยต้องจองที่นั่งของรถเที่ยวต่อไปก็คือ 10.40 น. เราจึงเหลือเวลาว่างให้ทุกคนไปทำธุระส่วนตัวกันเต็มที่ และต้องลงมาอีกทีเพื่อเช็กอินกันตอน 10.00 เป๊ะ

เราเดินไปเก็บกระเป๋าครั้งสุดท้าย ก้มลงมองดูนาฬิกาเห็นยังพอจะมีเวลา เลยชวนพี่สาวไปหากาแฟกินกัน เป็นร้านที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมนัก หมายตากันไว้ตั้งแต่คืนแรกที่มาถึงฮาโกดาเตะกันแล้วว่าจะลองมาดื่มกาแฟที่นี่กันดู ก่อนจะไปก็ไลน์ถามสมาชิกคนอื่นๆว่าจะไปด้วยกันไหม ปรากฏทุกคนแวะไปกันมาแล้ว ก่อนจะมาแอบกระซิบด้วยว่า ‘บาริสต้าร้านนี้หล่อมาก’ ไอ้เราก็บ๊ะ... ไม่ได้ละ ต้องแวะไปพิสูจน์ (รสชาติกาแฟ) เสียหน่อยล่ะ

ร้านกาแฟแห่งนี้มีชื่อว่า Doutor เป็นร้านกาแฟที่มีสาขาอยู่ตามเมืองต่างๆทั่วไปล่ะค่ะ พอเดินเข้าไปในร้านเท่านั้นแหละ... พ่อเอ๊ย... น้องหล่อชนะเลิศมากค่ะ! เรากับพี่สาวนี่ถึงกับหันมาสบตากันทันทีแบบไม่ต้องนัดหมาย คือน้องหน้าตาดีมากจนอยากจะถามว่าน้องมาทำอะไรอยู่ที่นี่คะ แล้วไม่ใช่แค่หล่อ ยังสูงยาวเข่าดีเหลือเกินพ่อ ไอ้ชุดบาริสต้านั่นก็ส่งเสริมน้องแกเหลือเกิน ... ความดูดีของน้องคนนี้ทำเอาเราขนาดยอมเสียกริยา อยากจะขอถ่ายรูปน้องเป็นที่ระลึกกันเลยทีเดียว แต่ดูเหมือนน้องจะถูกส่งตัวไปทำงานหลังร้านหลังจากนั้น อดเลยค่ะ... จึงต้องขออภัยเพื่อนนักอ่านเป็นอย่างสูงที่ไม่มีรูปน้องเขามาลงให้ได้ทัศนากัน

กาแฟร้อนและโกโก้ร้อนของร้านกาแฟ Doutor สาขาที่บาริสต้าหล่อกระชากใจ ไม่มีรูปน้องเขา เอารูปนี้ไปแก้ขัดก่อนก็แล้วกันเนาะ ส่วนกล้องที่เห็นนั่นเป็นกล้องของพี่สาวของฉันที่นางให้ลองใช้ไปเกือบตลอดทริป

ถึงเวลา 10 โมงปุ๊ป ทุกคนลงมากันพร้อมหน้าที่ล็อบบี้ ใช้เวลาสองนาที (ไม่ถึงด้วย) ก็เช็กเอาท์เสร็จ ใช้เวลาอีกสองนาทีลากกระเป๋าไปถึงสถานีรถไฟ แหม... อะไรมันจะสะดวกรวดเร็วปานนี้ก็ไม่รู้! คนมารอขึ้นรถไฟเยอะมาก เป็นนักท่องเที่ยวเสียเยอะ และน่าจะเป็นคนจีนที่เยอะที่สุด ฉันเห็นว่าพอจะมีเวลาเลยเดินไปสำรวจตรงนั้นตรงนี้ทั่วไปหมด สถานีมันไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมายอยู่แล้ว ก็เห็นมีร้านขายขนมกับของที่ระลึกขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่ร้านนึง ฉันก็ไปส่องดูเพลินๆ แล้วก็เลยลองเดินขึ้นไปชั้นสอง ก็เห็นมีร้านอาหารอยู่ มีโซนล็อกเกอร์หยอดเหรียญ (เอาไว้ใช้เก็บสัมภาระ กรณีไม่อยากลากกระเป๋าไปไหนต่อไหนระหว่างเที่ยวเล่น) แล้วก็ศูนย์ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวของฮาโกดาเตะ เท่านั้นเองจริงๆ

เราลากกระเป๋าไปยืนรอรถไฟตรงชานชลาก่อนเวลา 10.40 เล็กน้อย ข้อดีของการจองที่นั่งเอาไว้ล่วงหน้าแบบนี้มันดีตรงที่เราไม่ต้องกดดันว่า จะได้นั่งกันหรือเปล่า โดยเฉพาะถ้าจุดหมายของเราอยู่ไกลเป็นชั่วโมงนี่ ถ้าคนแยะ โอกาสที่ต้องยืนกันเงกก็มีอยู่สูงทีเดียว อย่างไรก็ตาม แม้เป้าหมายของเราในวันนี้จะเป็นที่ซัปโปโรที่เราจะไปนอนพักกันที่นั่นแบบปักหลักกันไปเลยถึง 4 คืน แต่ในเมื่อเราออกจากฮาโกดาเตะกันเร็วแบบนี้ ก็เลยทำให้เราพอจะมี