Day 5 – เที่ยวชมทุ่งลาเวนเดอร์ ไปโทมิตะฟาร์ม ชื่นชมธรรมชาติของบิเอ

เช้าวันนี้ตื่นตีห้าครึ่ง ที่ตื่นแต่เช้าเนี่ย ไม่ใช่แค่เพราะจะต้องออกไปตะลอนทัวร์กันแต่เช้าแค่นั้น แต่เรายังต้องกินมื้อเช้ากันให้เรียบร้อยเสียก่อนด้วยที่โรงแรมนี่แหละ นี่ต้องถือเป็นครั้งแรกที่ได้กินอาหารบุฟเฟต์ในญี่ปุ่นแบบเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ แน่นอนว่าก็มีอาหารเช้าให้เลือกมากมายหลากหลายตามมาตรฐานบุฟเฟต์โรงแรมดีๆทั่วไป แต่ที่ชอบมากที่สุดก็เห็นจะเป็นอาหารพวกนม เนย ขนมปังทั้งหลายนี่แหละ มันหอมอร่อยมากแบบบอกไม่ถูกน่ะค่ะ จะเสียดายก็ตรงที่มันเช้าเกินไปหน่อย ก็เลยทำให้กินไม่ได้มากเท่าไหร่

7.30 น. คือเวลาที่เราจะต้องออกไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟซัปโปโรกัน เพื่อให้ทันรถไฟไปฟุราโน่รอบ 7.55 น. ซึ่งก็ต้องถือว่าทันเวลาถมถืดนะคะ แต่ที่แน่นอนยิ่งกว่าอะไรก็คือรถไฟที่เราขึ้นกันเที่ยวนั้นแทบไม่มีที่ว่างให้นั่งกันเลย แต่เราก็บริหารเนื้อที่กันเอาน่ะค่ะ ขยับขยายย้ายตู้กันไป ในที่สุดก็ได้นั่งกันจนหมด จะไม่นั่งเลยก็ไม่ไหวนะ เพราะว่าใช้เวลาเดินทางยาวนานถึงสองชั่วโมงทีเดียว

บนรถไฟที่แน่นมากจนไม่มีที่นั่ง

ทีนี้ระหว่างที่นั่งรถไฟกันนั่นน่ะ พี่สาวฉันนางก็เกิดคาใจอะไรขึ้นมาก็ไม่ทราบ เราก็เลยมาคุยกันใหม่ว่า เอ... หรือว่าเราไปตั้งต้นเที่ยวกันที่นากาฟุราโน่กันดี น่าจะสะดวกกว่าและบริหารเวลาได้ง่ายกว่าว่าอย่างนั้น เราก็เลยมาสรุปกันว่า เดี๋ยวพอรถไฟไฟถึงสถานีฟุราโน่ เราจะย้ายไปขึ้นขบวนที่จะพาเราไปนากาฟุราโน่แทน โดยเรามีเวลาเปลี่ยนรถแค่สองนาที อีตารางรถไฟของญี่ปุ่นนี่ก็เป๊ะจนน่ากลัวจริงๆ เพราะถ้าบอกว่าสองนาที ก็คือสองนาทีไม่ขาดไม่เกินจริงๆ เราก็เลยต้องลุ้นกันว่า สองนาทีนี่แค่เปลี่ยนรถไฟจากซ้ายไปขวา หรือเปลี่ยนชานชลากันเลย เพราะถ้าเป็นอย่างหลังไอ้สองนาทีนี่มันจะนรกมากนะคะ

โชคดีที่พอเราลงจากรถไฟ ก็สามารถเดินขึ้นรถไฟที่มาจอดรอเพื่อไปนากาฟุราโน่อยู่แล้วได้เลย แม้จะเป็นการเปลี่ยนแผนเดินทางที่ปุบปับไปสักนิด แต่ดูแล้วน่าจะเข้าท่ากว่าเยอะเลย ใช้เวลาไม่นาน รถไฟก็พาเราไปถึงสถานีนากาฟุราโน่โดยสวัสดิภาพ ทิวทัศน์ของที่นี่แปลกหูแปลกตามากเชียวค่ะ เพราะว่ามันเป็นทุ่งกว้างๆ แต่ไกลลิบออกไปก็จะมีเทือกเขาเป็นทิวเรียงรายกันอยู่ แถมยังเห็นด้วยว่าบนนั้นมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่ด้วยตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย สวยค่ะ บรรยากาศมันแตกต่างไปเลยจริงๆ มองไปทางไหนก็สวยสบายตามากๆเลย

สถานีนากาฟุราโน่

รถไฟขบวนที่พาเรามาถึงนากาฟุราโน่ หน้าตาเป็นอย่างนี้นะคะ

ตอนที่ลงมาโต๋เต๋อยู่แถวสถานีนั้น จู่ๆก็มีคุณลุงคนหนึ่ง แกน่าจะทำงานอยู่ที่สถานีนากาฟุราโน่นี่แหละค่ะ เพราะท่าทางแกคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวดีเหลือเกิน เห็นลุงแกถือบัตรอะไรสักอย่างมาเดินแจกทุกคนเลย แล้วแกก็เดินมาแจกฉันด้วย กฌขอบคุณแกไปแล้วก็เลยถามว่า ‘อันนี้คืออะไรคะลุง’ เป็นภาษาญี่ปุ่นที่มั่นใจว่า ยังไงก็พูดไม่ผิดนะ ลุงแกตอบกลับมาแบบฉะฉานมาก... แต่เป็นภาษาเกาหลีค่ะ! ฉันยืนอึ้งไปห้าวินาทีแล้วก็รอฟังคุณลุงอธิบายอะไรบางอย่างนี่แหละยาวเลย จนแกอธิบายจบพร้อมส่งยิ้มงามๆมาให้ ฉันก็เลยโค้งให้แกไปหนึ่งทีแล้วก็ตอบไปว่า ‘คัมซาฮัมนิดา’ เพลียมากที่ถามเป็นภาษาญี่ปุ่น แล้วลุงตอบเกาหลี แล้วฉันก็ขอบคุณแกเป็นภาษาเกาหลีไปอีก ซับซ้อนไปนะ!

นี่คือหน้าตาของสะพานลอยที่นี่ค่ะ

ที่นากาฟุราโน่อากาศดีมาก แม้ว่าท้องฟ้าจะสดใสมีแดด แต่ว่าก็มีลมเย็นๆพัดมาตลอด ลมที่พัดนั่นก็ไม่ได้พัดเบาๆนะคะ พัดทีร่มเปิดเจ๊งไปตามๆกันทีเดียว (แอบเห็นคนอื่นพยายามกางร่มเพื่อกันแดดกันค่ะ ร่มแทบปลิวแน่ะ) จากนี้ไปจะเป็นการเดินเที่ยวไปเรื่อยๆล่ะค่ะ มาเที่ยวญี่ปุ่นต้องเผื่อใจไว้เลยว่า ยังไงก็ต้องเดิน เดินกันอุตลุตจริงๆไม่ว่าทริปไหนก็เหมือนกันหมด

ข้ามสะพานลอยแล้วก็ให้เดินไปตามถนนนี้ แล้วก็เลี้ยวขวา เดินตรงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเดียวก็เจอทุ่งลาเวนเดอร์กันแล้ว

เป้าหมายแรกของเราก็คือ Lavender Park ค่ะ นี่จะเป็นทุ่งลาเวนเดอร์ทุ่งแรกเลยที่จะมาดักนักท่องเที่ยวอย่างเราก่อนใครเพื่อน สวนดอกไท้แห่งนี้ไม่กว้างมากนะคะ แต่ลักษณะเป็นเนินสูงขึ้นไป เวลามองไกลๆเหมือนเรากำลังยืนดูอัฒจรรย์ขนาดใหญ่หลากสี