Day 11: บินกลับบ้านกัน

แม้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะอยู่ที่โอซาก้ากันแล้ว แต่ดูเหมือนพี่สาวฉันยังมีมิชชั่นอีกหนึ่งอย่างที่ต้องไปทำให้ได้ หาไม่แล้วนางจะถือว่าทริปนี้ไม่สมบูรณ์ นั่นก็คือ การไปกินราเม็งร้าน Ichiran นั่นเอง ... ถูกต้องค่ะ ร้านราเม็งที่พี่ฉันหมายมั่นว่าจะไปกินให้ได้ตั้งแต่วันแรก แล้วก็วืดไป พอวันที่ฉันไปกินกับชิน นางก็ติดไปงานแต่งเพื่อน เมื่อวานก็ไปเที่ยวกันมาทั้งวัน ดังนั้น 10 โมงเช้าของวันนี้ เราจึงเดินกันอย่างมุ่งมั่นเพื่อที่จะไปกินราเม็ง Ichiran กันให้ได้

โดยพี่ฉันมีหน้าที่เดินไปให้ถึง Doyama-cho ส่วนฉันก็จะพาไปที่ร้านอีกที เอาจริงๆฉันจำอะไรไม่ค่อยได้หรอก มันเหมือนจะคลับคล้ายคลับคลามากกว่า แต่มันโชคดีตรงที่ ถ้าไปถึง Doyama ได้ แค่เดินตรงไปตามทางเรื่อยๆก็เจอแล้วค่ะ ร้านเป็นสีแดงสลับดำเด่นมาเลยขนาดนั้น ไม่ได้หายากอะไรเลย แต่การมาเดินย่านนี้ในช่วง 10 โมงเช้ามันให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการมาในช่วงค่ำเป็นอย่างมากจริงๆ เช้าๆแบบนี้ ผีหลอกมากค่ะ ร้านรวงอะไรก็ยังไม่เปิดกันซักเท่าไหร่เลย

พิธีกรรมเหมือนเดิมทุกอย่างนั่นก็คือกดเลือกราเม็งที่จะกินจากตู้หยอดเหรียญ พนักงานเอาข้อสอบมาให้กา เรากาเสร็จก็รอให้เขาเรียก พอเรียกเสร็จก็เข้าไปประจำช่องของใครของมัน ยื่นทุกอย่างให้พนักงาน เขาก็จะไปทำมาให้ แล้วก็เอามาเสิร์ฟ ปิดมูลี่ เชิญกินได้ตามอัธยาศัย! พี่ฉันนางสั่งไข่มาสองฟอง เลยมาแบ่งให้ฉันฟองนึง อร่อยมาก! จริงๆนะคะ ถ้าใครที่ชอบกินราเม็ง ขอบอกเลยว่า ควรจะแวะมาลองกินที่ร้าน Ichiran ให้ได้ ไม่ควรพลาดเลยค่ะ

โฉมหน้าร้าน Ichiran Ramen ร้านจะเป็นสีแดงดำอย่างที่เห็น หาไม่ยากแถมเปิด 24 ชั่วโมงอีกต่างหาก

กินเสร็จก็เรียกว่าสบายใจกันไป ท้องอิ่มแถมได้กินของที่อยากกินสมใจ ขากลับเราแวะห้าง Hankyu กันอีกสักครั้ง ฉันอยากจะซื้อผลไม้ไปกินเพราะว่าตั้งแต่มาที่นี่กินผักผลไม้น้อยเหลือเกิน ก็เลยได้ลูกพีชมาสามลูก เขาขายกันเป็นแพ็กไงคะ 3 ลูก 399 เยนเท่านั้น เป็นบ้านเรา 399 บาทได้ลูกเดียวเอง ก็ซื้อแบบไม่คิดเลย พี่สาวฉันก็จะขอแจมด้วย ก็เป็นอันว่า ตอนที่รอเวลาเช็กอินอยู่ในห้อง เราก็ดูทีวีกันไปกินลูกพีชกันไปนี่ล่ะ

ก่อนเที่ยงเราลากกระเป่าลงมาเช็กอินกันอย่างรวดเร็ว กระเป๋าหนักเอาการค่ะพี่น้อง ของพี่ฉันจะหนักกว่าฉันหน่อย เราจะเหนื่อยกันนิดนึงระหว่างที่ต้องยกกระเป๋าลงบันไดตรงจุดที่ไม่มีบันไดเลื่อน แต่ก็แค่นิดเดียวค่ะ นอกนั้นก็มีบันไดเลื่อนไปตลอดจนกระทั่งได้ไปยืนรอรถไฟกันนั่นแหละ

ทีนี้มันมีนิดนึงค่ะ รถไฟที่เราขึ้นกันเนี่ย มันก็จะมีหลายตู้แหละใช่ไหมคะ เราก็ขึ้นกันไป เหมือนจะเป็นตู้เบอร์ 7 อะไรสักอย่าง ก็ปรากฏว่า พอถึงสถานี ถ้าจำไม่ผิดชื่อสถานี Himeji หรือเปล่า เราจะต้องลงไปเปลี่ยนตู้กันค่ะ แค่เปลี่ยนตู้นะคะ แต่รถไฟสายเดิม เนื่องจากเรานั่งกันอยู่ตู้ครึ่งหลังที่เขาจะต้องถอดแยกไปวิ่งอีกสายนึง เราก็เลยต้องย้ายไปนั่งตู้ครึ่งหน้าที่จะไปสนามบินคันไซกันค่ะ รายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้บางทีเราก็ไม่รู้นะคะ อย่างฉันมากับพี่สาวฉัน ก็ถือว่าโชคดีเพราะนางเป็นคนคล่องแคล่วและคุ้นชินกับการเดินทางของที่นี่เป็นอย่างดี ดังนั้นเวลานั่งรถไฟอะไรแบบนี้ (โดยเฉพาะสายที่วิ่งไปสนามบิน) ก็ต้องคอยฟังประกาศดูดีๆค่ะ เขาจะประกาศหลายภาษา ที่แน่ๆมีภาษาอังกฤษด้วยแน่นอนล่ะ จะได้ไม่หลงไปสถานีอื่น พอดีไม่ต้องได้กลับประเทศกัน

ภายในรถไฟที่พาเราไปสนามบินคันไซค่ะ

ป้ายที่ติดไว้ตรงที่นั่งสำหรับบุคคลพิเศษเหล่านี้ 

เราเดินทางไปถึงสนามบินคันไซกันโดยสวัสดิภาพ ก็ลากกระเป๋ากันไป และเนื่องจากว่าเราไปถึงกันก่อนเวลาหลายชั่วโมง เคาน์เตอร์ Japan Airlines ก็เลยยังไม่เปิดค่ะ เราจึงแวะเข้าห้องน้ำทำธุระอะไรกันไปก่อน จำได้ว่าตอนลากกระเป๋าจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ตรงโซนนั้นคนมันจะไม่พลุกพล่านเลย เพราะอยู่ในช่วงท้ายๆอาคาร ฉันแอบตกใจนิดหน่อยที่เห็นพนักงานที่น่าจะทำงานในสนามบินสองสามคน อาศัยเก้าอี้นั่งรอนั่นแหละค่ะเป็นที่นอน ถอดรองเท้านอนกันเลย แล้วไม่ได้มีแต่ผู้ชายด้วย ผู้หญิงก็มี โอ้โห... ถ้าจะทุ่มเทให้กับการทำงานขนาดนี้นะ

เหมือนไม่มีอะไรนะคะรูปนี้ แต่จริงๆมันมีค่ะ อยากจะยกย่องให้กับความละเอียดของญี่ปุ่น ห้องน้ำก็แยกชายหญิงแล้ว แยกห้องให้นมเด็กอ่อนแล้วยังไม่พอ พี่ต้องแยกห้องแต่งตัว แย