ITALY 2014: Day 6 – Capri & Anacapri

posted on 23 Jun 2014 13:28 by fingers-crossed in TravelAround directory Travel

ITALY 2014: Day 6 – Capri

16 เมษายน 2014

                หลังจากได้พักผ่อนกันเต็มที่หลังเดินทางกันอย่างหนักหน่วงไปเมื่อวาน เช้านี้ค่อยสดชื่นขึ้นหน่อยค่ะ ฉันเดินไปทัศนาวิวนอกหน้าต่างถึงได้เห็นว่าเช้านี้ฝนไม่ตก แต่... ลมแรงมาก สังหรณ์เลยว่าอากาศเย็นแน่ๆวันนี้ แต่ก่อนที่เราจะต้องออกไปรับมือกับสภาพอากาศกัน เอาเป็นว่าเราจะต้องบอกลากระเป๋าใบใหญ่ของพวกเราเป็นการชั่วคราวกันล่ะนะคะวันนี้ จนกว่าจะออกจากคาปรีและมุ่งหน้าไปยังโรงแรมแห่งใหม่ เราจะมีเพียงกระเป๋าสัมภาระสำหรับค้างคืนบนเกาะ 1 คืน พร้อมกระเป๋าใบเล็กที่ติดตัวเราแค่นั้นเลย ทั้งนี้ก็เพื่อความคล่องตัวของพวกเราเองนี่ค่ะ การจะลากกระเป๋าไปใหญ่ๆไปไหนมาไหนที่คาปรี น่าจะไม่ใช่ความคิดที่เข้าท่าเท่าไหร่จากการบอกเล่าเก้าสิบของหัวหน้าทัวร์ของเราเอง

วิวนอกหน้าต่างจากห้องพัก คืนที่ผ่านมา เห็นคนกางร่มแล้วโดนลมฝนตีเสียจนร่มพังคามือมาแล้ว

ห้องพักของเราหน้าตาเป็นอย่างนี้

                มื้อเช้าวันนี้ที่โรงแรมก็เป็นไปตามมาตรฐานทุกประการค่ะ แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือห้องอาหารมื้อเช้านั้นต้องขึ้นลิฟท์ไปประมาณชั้น 10 หรือ 12 อะไรสักอย่างนี่แหละ พอเดินเข้าไปแล้วมันเลิศเลอมากตรงที่ เราสามารถเลือกได้ว่าอยากจะนั่งอุ่นๆอยู่ด้านในแล้วชมวิวผ่านกระจกใส หรือจะไปนั่งตากลมดูวิวกัน ใจฉันเนี่ย อยากจะนั่งข้างนอกมาก แต่มันหนาวค่ะ ญาติผู้ใหญ่ไม่น่าจะทนไหว ก็เลยอาศัยว่าค่อยเดินออกไปถ่ายรูป ชมวิวเป็นระยะก็แล้วกัน บรรยากาศดีมากและสวยมากจริงๆนะคะ

วิวจากดาดฟ้าของห้องอาหาร สวยอลังการ

มุมนี้เห็นพระราชวังโบราณด้วย

เสร็จจากมื้อเช้า เราก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวกันก่อนออกเดินทางกันอีกครั้ง แล้วจึงพร้อมใจลงมารอกันที่ล็อบบี้ ขนาดอยู่ในล็อบบี้ยังรู้สึกถึงความหนาวเย็นของอากาศด้านนอกได้เลยค่ะ ฉันอยากจะให้แน่ใจเลยเดินออกไปด้านนอกโรงแรม แหม... มันสาแก่ใจ เพราะเล่นหนาวกว่าทุกวันเลย พอทุกคนลงมาพร้อมหน้าพร้อมตากันหมด เราจึงทยอยเดินไปขึ้นรถกันเสียที

ขนมนี่เค้าวางขายกันตรงล็อบบี้โรงแรมค่ะ

                จุดมุ่งหมายของเราเช้านี้ก็คือท่าเรือค่ะ เพราะเช้านี้เราจะนั่งเรือเฟอร์รี่เพื่อที่จะข้ามไปเกาะคาปรีนั่นเอง หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้คงจะมีคิด อะไรกัน! นี่มานาโปลีนี่ แค่มาแวะนอนคืนนึงแค่นี้เองเรอะ!?!? ถูกต้องค่ะ... เราแวะมานอนกันเฉยๆ ดังนั้นแม้จะน่าน้อยใจแทนนาโปลี แต่ทริปนี้นาโปลีเป็นเพียงเมืองผ่านของกรุ๊ปเราอย่างเลือดเย็น (และอากาศเย็น) ที่สุด

                พี่เวอร์แจกตั๋วเรือให้คนละใบ โดยเวลาขึ้นเรือก็คือ 8.35 น. แต่ในเมื่อรอมาจอดรอเทียบท่าซะขนาดนั้น เราก็เลยตัดสินใจขึ้นไปรอบนเรือเลยก็แล้วกัน  สำหรับเรือเฟอร์รี่ที่เราขึ้นกันนี่นะคะ ลำใหญ่มาก จุคนได้เยอะเป็นร้อยๆ และสามารถเลือกที่นั่งได้ตามอัธยาศัย พอได้ขึ้นเรือลำนี้ ถึงได้เห็นว่ามีนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆเยอะเลย โดยเฉพาะโซนด้านหน้าของเรือนี่กรุ๊ปทัวร์ญี่ปุ่นมากันกรุ๊ปใหญ่เลยล่ะ มีคู่คุณลุงคุณป้าคู่นึงนั่งอยู่แถวข้างหน้าเราด้วย น่ารักเชียวค่ะ

บรรยากาศภายในเรือ

                พอนั่งไปซักพัก ก็เห็นว่าสามารถขึ้นไปตากลมบนดาดฟ้าเรือได้ เขาไม่ได้ห้ามแต่ประการใด ไอ้เราก็ขืนเอาแต่นั่งชมวิวอยู่ข้างในนี่ เดี๋ยวต้องหลับแน่ๆ เสียเที่ยวเปล่าๆ ก็เลยตัดสินใจชวนพี่สาวคนเดิมไปวิ่งเล่นกันบนดาดฟ้าเรือดีกว่า นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่งเชียวค่ะ ที่จริงนั่งอยู่ข้างในเรือมันก็อุ่นสบายดีหรอก แต่นั่งเรือน่ะนะคะ ยังไงเสียมันก็อุดอู้อยู่ดี แล้วระยะเวลามันก็ไม่ใช่ 5-10 นาที มันก็ร่วมๆชั่วโมงอยู่นะ ดังนั้นขึ้นข้างบนนี่แหละดีที่สุด

ถ่ายจากบนดาดฟ้าชั้นสองของเรือ เห็นเมืองนาโปลีอยู่ไกลๆ

ภูเขาไฟวิสุเวียสล่ะค่ะ

                สิ่งแรกที่สัมผัสได้ชัดเจนมากก็คือ ลมที่อภิมหาเย็นนั่นเอง แหม... ขนาดยืนอยู่เฉยๆบนแผ่นดินใหญ่มันยังเย็นขนาดนั้น นี่เราอยู่บนเรือที่แล่นเร็วเอาการ แถมยังอยู่กลางทะเล... เรียกว่ามหาสมุทรดีกว่าค่ะ เพราะน้ำเป็นสีเขียวเข้มสุดๆ แต่ก็สวยขาดใจเหมือนกัน ข้างบนนี้มีที่นั่งเป็นม้านั่งยาวเรียงกันหลายแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีคนใจถึงที่ขึ้นมาสูดอากาศตากลมเหมือนเราอยู่หลายชีวิต แต่ก็ไม่ได้ถึงกับทำให้พื้นที่ข้างบนนี้คับแคบอะไร เรียกว่าเดินไปถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้ได้อย่างสบายและถ้อยทีถ้อยอาศัยทีเดียว อากาศข้างบนนี้สดชื่นมากค่ะ ยิ่งหันไปมองข้างหลัง ก็เห็นแผ่นดินใหญ่ ก็คือฝั่งนาโปลีที่เราขึ้นเรือน่ะ