ITALY 2014: Day 8 Pompei to Rome

posted on 21 Jul 2014 16:02 by fingers-crossed in TravelAround directory Travel

18 เมษายน 2014

                สิ่งแรกที่ฉันทำก่อนเป็นอย่างแรกหลังจากตื่นนอนก็คือ การเดินออกไปเช็กสภาพอากาศด้านนอกตรงระเบียงหลังห้อง ค่ะ... ชัดเจนเลยค่ะว่า หนาวเย็นแบบไม่ผิดหวัง! สรุปแล้วทริปนี้ของเราไม่มีวันไหนที่อากาศอบอุ่นเลยนะคะ เย็นสบายไปจนถึงเย็นเยือกเอามากๆกันไปตลอดการเดินทางทีเดียว

                เราเดินลงไปกินมื้อเช้ากันในห้องอาหารห้องเดียวกับที่เรากินมื้อเย็นเมื่อวานนี้ล่ะค่ะ เพียงแต่เช้าวันนี้บรรยากาศคึกคักกว่ากันหลายขุม เนื่องจากมีแขกคนอื่นๆของโรงแรมมาใช้บริการกันแบบอุ่นหนาฝาคั่งเชียวล่ะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับหนาแน่นอะไร เรายังสามารถเดินไปตักอาหารและกดกาแฟดื่มกันได้แบบสบายๆ ซึ่งก็เรียกว่าอาหารเช้าเป็นไปตามมาตรฐานค่ะ พอดิบพอดี อาจจะไม่ได้เลิศหรูอลังการ แต่ก็มากพออยู่นะ

                หลังขึ้นไปทำธุระกันครั้งสุดท้ายบนห้อง เราก็พร้อมใจกันลงมารอรถกันที่ล็อบบี้อย่างพร้อมเพรียงค่ะ กำหนดเวลาออกจากโรงแรมเช้าวันนี้ประมาณ 9 โมงเช้านะคะ และครึ่งเช้าของวันนี้เราจะหมดไปกับการเดินชมเมืองปอมเปอีกันล่ะ ฉันล่ะตื่นเต้นมาก อยากจะเห็นของจริงมานานแล้วว่าจะเป็นอย่างไรหนอ

                เรานั่งรถไม่นาน ก็ถึงที่ค่ะ... แต่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย ที่นี่เป็นลานจอดรถค่ะ พี่เวอร์ก็แจ้งแก่เราก่อนเลยว่า ที่นี่เราจะมีไกด์ท้องถิ่นพาเราไปเดินชมเมืองโบราณปอมเปอีกันด้วย เอาจริงๆคุณป้าชื่ออะไรก็ไม่รู้ รู้แต่พี่เวอร์เรียกแก “ป้า!” อย่างชัดถ้อยชัดคำ และทุกครั้งที่เรียกก็เป็นเสมือนโค้ดที่คุณป้าจะรู้ดีว่าพี่เวอร์เมนชั่นถึงแก แกก็จะหันมาทันทีโดยอัตโนมัติราวกับรู้ภาษาไทยเป็นอย่างดีก็ไม่ปานนะคะคุณป้า คู่นี้เวลาอยู่ด้วยกันแล้วตลกดีค่ะ พี่เวอร์แกก็ออกจะฮาๆอยู่แล้ว แถมคุณป้าก็ใจดี บวกกับที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้วนั่นเองแหละ แกเลยเหมือนเล่นตลกให้เราดูกันอยู่ตลอดเวลาจริงๆ

                เราเดินข้ามถนนไป เลี้ยวขวาจะไปชมเมืองโบราณ แต่เราเลี้ยวซ้ายกันก่อน เพราะจุดหมายแรกที่เราจะแวะคือโรงแรมของคุณป้านั่นเอง คือเป็นทั้งโรงแรม และร้านอาหารในตัวครบ ซึ่งเป็นที่ที่เราจะแวะมาฝากท้องกันตอนเที่ยงนี้ด้วยล่ะ แล้วที่มาแวะกันก่อนนี่เพื่ออะไรคะนักเรียน... ตอบได้มั้ย... ถูกต้องค่ะ เพื่อที่จะให้ญาติผู้ใหญ่ได้เข้าห้องน้ำกันเสียก่อนนะคะ เรื่องนี้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องทำกันทุกครั้งที่มีการแวะเวียนไปยังสถานที่ใหม่ๆล่ะค่ะ

                ทำธุระกันเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนก็พร้อมใจกันเดินตามพี่เวอร์และคุณป้าไปอย่างเป็นระเบียบทีเดียว ระยะทางจากโรงแรมคุณป้าไปชมเมืองโบราณเนี่ย อย่างใกล้เลยค่ะ ใกล้จนน่าเกลียด ลองนึกภาพคนที่มีกิจการโรงแรมและร้านอาหารอยู่ติดกับเมืองโบราณที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกดูสิคะ... ไม่มีอะไรจะลงตัวเท่านี้อีกแล้วล่ะ ทางเข้าเนี่ยนะคะ มันจะเป็นถนนสายสั้นๆที่จะมีร้านอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม รวมถึงร้านขายของที่ระลึกตั้งเรียงรายอยู่ ก็ไม่ได้ถึงกับมากมายเต็มพื้นที่อะไรค่ะ เดินไปแค่นิดเดียวก็ถึงทางเข้ากันแล้ว เราก็เดินผ่านประตูกันไปทีละคนโดยมีพี่เวอร์จัดการเรื่องตั๋วให้เรียบร้อย

                ปรากฏว่าตรงทางเข้านั่นน่ะ ถือเป็นด้านหลังของเมืองที่เรากำลังจะเข้าชมกันค่ะ เห็นแค่ด้านหลังนี่ก็เรียกว่าตื่นตาตื่นใจกันมากแล้วนะคะ ฉันอดสงสัยไม่ได้เลยถามพี่เวอร์แกไปว่า... “พี่คะ แล้วที่เค้าขุดกันจนมันกลายเป็นเมืองให้เราได้เห็นเนี่ย ยังเหลืออีกเยอะมั้ยคะที่ยังถูกฝังอยู่” แกตอบว่า “นี่แค่ 1 ใน 3 ครับ” ก่อนจะอธิบายต่อว่า “แค่นี้ก็ใช้เวลาไปแล้ว 200 ปี คิดว่าคงจะไม่ขุดต่อกันแล้ว เพราะว่ามันต้องใช้ทั้งแรงงานและทุนทรัพย์มากมายเหลือเกิน”

นี่ล่ะค่ะโซนด้านหลังที่ว่า

                ซึ่งบอกไว้ก่อนนะคะ ที่เห็นว่าเราจะได้ใช้เวลาเดินชมเมืองโบราณแห่งนี้กันเกือบๆ 2 ชั่วโมงเนี่ย ต้องเรียกว่าได้แค่เสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเอง ใครที่อยากจะเดินชมปอมเปอีแบบจริงๆจังๆล่ะก็ อย่างน้อยต้องใช้เวลาวันนึงเต็มๆค่ะ สนนราคาค่าเข้า 11 ยูโร (ของเราก็ราคานี้ค่ะ) ถ้าจะเอาแบบซีเรียสก็ให้ซื้อตั๋วแบบสามวันไปเลย แต่ถ้ากะจะมาศึกษา ดื่มด่ำ หรือชาติปางโน้นเคยเกิดโตที่นี่ จัดตั๋ว 5 วันไปเลยค่ะ เพราะเอาจริงๆมันคือการเดินดูเมืองทั้งเมืองเชียวนะคะ ต่อให้แค่ 1 ใน 3 ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆล่ะค่ะ

                มาว่ากันถึงประวัติของปอมเปอีกันสักนิดก่อนจะไปเดินชมเมืองกันค่ะ เมืองปอมเปอีตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรอิตาลี เป็นเมืองเก่าอายุกว่าสองพันปีที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ทั้งยังเคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของกรีกและตกเป็นอาณานิคมของโรมันมาแล้ว คือความเจริญของเมืองนี้น่ะเลิศเลอทั้งเรื่องของผังเมือง กำแพงที่ถูกสร้างล้อมรอบตัวเมือง ไหนจะอาคารบ้านเรือนที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบโรมันนั่นอีก ไหนจะภูเขาสวยงาม ไหนจะป่าไม้เขียวขจี คือดีไปหมด... เสียอย่างเดียวก็คือภูเขาสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านจนแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองน่ะ เป็นภูเขาไฟที่นอนนิ่งอย่างสงบมานานถึง 1,800 ปี เพราะความสงบยาวนานของมันนี่เองค่ะ ก็เลยไม่มีใครรู้เลยว่า เรามาสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ตีนภูเขาไฟเลยนะนี่!

                จนวันที่ 24 สิงหาคม ปีค.ศ. 79 จู่ๆภูเขาไฟ (ก่อนหน้านั้นคงเป็นแค่ภูเขาเฉยๆ) วิสุเวียสที่หลับไหลมาโคตรนานก็ส่งเสียงดังกึกก้องระดับแผ่นดินสะเทือน ว่ากันว่าเพราะความที่หลับไหลยาวนาน การระเบิดจึงรุนแรงมากไม่เหมือนกับการระเบิดของภูเขาไฟทั่วไปที่จะมีลาวาพวยพุ่งออกมา การระเบิดครั้งนี้เป็นแบบพลิเนียน ซึ่งเป็นการระเบิดที่อันตรายและน่ากลัวที่สุด ภูเขาไฟวิสุเวียสได้พ่นก๊าซร้อนจัด แมกม่า ก้อนหินและเถ้าถ่านออกมาก่อน แมกม่านั้นเมื่อถูกพ่นขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศจะเย็นลงและกลายเป็นหินภูเขาไฟตกลงมาบนพื้นโลกด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราวห่าฝนก้อนหินที่ค่อยๆทับถมเมืองปอมเปอีกับผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเมืองนับหมื่นให้จมลงพ