มาอย่างรวดเร็วทีเดียวสำหรับเอนทรี่นี้ และค่อนข้างจะเป็นที่แน่นอนแล้วว่าคงจะเป็นเอนทรี่สุดท้ายก่อนจะขอนุญาตหายหน้าหายตาไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้นะคะ

ไหนๆก็ไหนๆจึงหยิบบทความสามชิ้นที่เกี่ยวข้องกับ Rurouken ภาคใหม่ (ซึ่งหมายรวมถึงทั้งภาคสองและภาคสามนั่นล่ะค่ะ) มาแปลร้อยเรียงต่อกันไปเสียเลยเพื่อความต่อเนื่อง ซึ่งก็หวังใจไว้ว่าแฟนมังกะและแฟนภาพยนตร์จะได้รับความบันเทิงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย จริงๆมีบทสัมภาษณ์ที่ย้าวยาวอยู่อีกสองสามชิ้น แต่คงจะแปลไม่ทันแล้ว ก็ขอยกยอดไปตอนสิ้นเดือนก่อนหนังเข้าก็แล้วกันนะคะ รับรองว่าจะเอามาแปลให้ได้อ่านกันชนิดจุใจทีเดียว... 

*** เหมือนเช่นทุกครั้งที่ไม่เคยหวงงานของตัวเองเลย ดังนั้นหากใครอยากจะนำไปแชร์หรือเผยแพร่ล่ะก็ จัดไปตามสะดวกเลยค่ะ ขอแค่ลงเครดิตและทำ Hot Link ให้ด้วยก็พอนะคะ***

 

******************************************

บทความจาก Cinema Today Movie News

ในที่สุด การถ่ายทำ ‘Rurouni Kenshin: The Great Kyoto Fire Arc’ และ ’The Last of a Legend Arc’ ภาพยนตร์แอ็กชั่นที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนอันโด่งดังของ Watsuki Nobuhiro ก็สิ้นสุดลงเสียที นับตั้งแต่ที่มีการเริ่มถ่ายทำมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2013 ทีมงานได้ใช้เมืองเกียวโตและเมืองอื่นๆในญี่ปุ่นอีกถึงสิบแห่งสำหรับการถ่ายทำฉากสำคัญต่างๆ โดยใช้เวลาในการถ่ายทำทั้งสิ้นถึง 6 เดือน รวมระยะทางในการเดินทางทั้งหมดมากถึง 20,000 กิโลเมตรหรือเที่ยวกับการเดินทางไปครึ่งโลกกันเลยทีเดียว

ผู้กำกับ โอโทโมะ เคนอิชิ ที่ได้กลับมาทำหน้าที่นี้อีกครั้งหลังกำกับภาพยนตร์ภาคแรกจนประสบความสำเร็จอย่างมากไปแล้วนั้น กลับมาคราวนี้ถึงกับต้องใช้พลังเป็นอย่างมากกับความพยายามที่จะสร้างโลกที่สมจริงมากที่สุดให้เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ ถึงขั้นมีการออกปากตั้งแต่ก่อนหน้านี้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะสเกลการถ่ายที่ใหญ่โตมากเหลือเกินนั่นเอง

หลังเสร็จสิ้นจากการถ่ายทำ ซาโต้ ทาเครุ นักแสดงนำของเรื่องก็ออกมาเปิดใจถึงความรู้สึกอันแรงกล้าของเขาที่มีต่อบทบาทในครั้งนี้ด้วยว่า “นี่เป็นบทบาทแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกหลงรักมันมากขนาดนี้ การได้มารับบทเป็นเคนชินอีกครั้ง ทำให้ผมมีโอกาสได้คิดถึงเคนชินอย่างลึกซึ้งอีกครึ้งในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมยิ่งรู้สึกดีกับเขามากยิ่งขึ้นไปอีก” นักแสดงหนุ่มเผย

“ตอนที่ผมดูเคนชินแบบที่ไม่ได้ตัดสินอะไรเขา ผมรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนเพื่อนที่อยู่ในตัวผมนี่เอง... เขาเป็นคนที่ดีมากจริงๆนะ ผมรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยจริงๆ” เขาว่า

ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าตัวยังยอมรับด้วยว่า “แน่นอนครับว่า ผมต้องมีความรู้สึกร่วมไปกับทุกบทบาทที่ผมได้รับอยู่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยจริงๆที่รู้สึกว่า ‘ผมอยากจะแสดงให้มากกว่านี้อีก’ หรือไม่ก็ ‘ผมอยากจะรับบทนี้เรื่อยๆตลอดไปจริงๆ’ ซาโต้ ทาเครุ พูดถึงบทบาทของเคนชินที่พิเศษเหลือเกินสำหรับเขาในแบบที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง

สำหรับภาพยนตร์ทั้งสองภาคนี้ จะมีฉากแอ็กชั่นที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นมากกว่าหนังภาคที่แล้วอันเปรียบเสมือนไฮไลต์ของภาพยนตร์เรื่องนี้เลยทีเดียว “นับตั้งแต่ที่เราประสบความสำเร็จกับการทำฉากแอ็กชั่นออกมาได้รุนแรงสมจริงออกมา มันก็เลยมีความเสี่ยงเป็นอย่างมากที่อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเราจึงต้องถ่ายทำกันด้วยความระมัดระวังด้วยความรู้สึกใจหายใจคว่ำกันอยู่แทบจะตลอดเวลาเลยล่ะครับ” ซาโต้เผย ไม่น่าแปลกใจเลยที่การถ่ายทำในวันสุดท้ายเราจึงได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโล่งอกโล่งใจของเขาที่ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีโดยไม่ต้องเจอกับอุบัติเหตุร้ายแรงอะไร

อีกด้านหนึ่ง ทาเคอิ เอมิ หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่อง ที่ต้องพยายามอย่างหนักในการลุยฉากแอ็กชั่นแบบเต็มรูปแบบครั้งแรก ก็ได้เผยถึงความมั่นใจกับการเล่นฉากแอ็กชั่นของตัวเองด้วยว่า “ครั้งนี้ฉันได้ใช้อาวุธชนิดใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า นางินาตะ (ดาบที่มีด้ามจับยาว) ดังนั้นการฝึกซ้อมอย่างหนักจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ระหว่างที่ฉันจะต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากๆนั่นเองที่ทำให้ได้เห็นว่าตรงไหนถูกตรงไหนผิดอย่างไรบ้าง ฉันก็เลยสนุกกับการฝึกซ้อมเป็นอย่างมากค่ะ การถูกเคี่ยวกรำจากคุณโอโทโมะ (หัวเราะ) นั้น ทำให้ฉันรู้สึกสนุกมากเลยค่ะ” นักแสดงสาวเล่าย้อนไปถึงการถ่ายทำที่สาหัสสากรรจ์พร้อมรอยยิ้ม

เมื่อการถ่ายทำจบลง ซาโต้ ทาเครุที่รับบทเป็นเคนชินยอมรับด้วยสีหน้าเศร้าๆว่า “ทุกอย่างจะต้องมาถึงบทสุดท้ายในที่สุดนั่นล่ะครับ (หัวเราะ) การคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เขากลายมาเป็นคนที่ทุ่มเททุกอย่างทั้งร่างกายและจิตใจได้ขนาดนั้นออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือเป็นการเพิ่มความคาดหวังให้มากขึ้นยิ่งไปอีกจริงๆครับ”

****************************

เบื้องหลัง Rurouni Kenshin ภาคใหม่

ในที่สุดก็มีการเปิดเผยถึงเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ภาคต่อทั้งสองภาคของ Rurouni Kenshin ซึ่งก็คือภาค ‘The Great Kyoto Fire Arc’  และ ‘The Last of a Legend Arc ที่ถ่ายทำกันที่ Shonai Eiga Mura ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดยามากะตะออกมาเสียที หลังทีมนักแสดงที่นำโดยซาโต้ ทาเครุ ได้เสร็จสิ้นการถ่ายทำไปตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ไม่เพียงแต่ซาโต้ ทาเครุเท่านั้นที่ได้ท้าทายตัวเองในฉากแอ็กชั่นอันเฉียบขาด ยังรวมถึงการต่อสู้กับนักแสดงรุ่นน้อง คามิกิ เรียวโนะสุเกะ ที่รับบทเป็น เซตะ โซจิโร่ หนึ่งในกลุ่มนักสู้ระดับสูงที่มีชื่อเรียกว่า Juppon-gatana (นักสู้สิบดาบ) ภายใต้การควบคุมของ Shishio อีกด้วย

สำหรับ Rurouni Kenshin ภาคแรกนั้น เรียกว่าโด่งดังเป็นอย่างมากจากฉากการต่อสู้ที่ว่ากันว่าทรงพลังไม่แพ้กับภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูดเลยทีเดียว เมื่อถึงคราวที่ต้องทำภาคต่อออกมาอีกสองภาค จึงไม่น่าแปลกใจว่า ฉากการต่อสู้นั้นจะทรงพลังมากขึ้น อีกทั้งยังมีแบบฉบับเป็นของตัวเองมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากฝีมือของผู้กำกับคิวบู๊ ทานางะกิ เคนจิและทีมแอ็กชั่นของเขาเพิ่มเด่นชัดขึ้นไปอีก ภาพนิ่งหลายๆภาพที่ถูกนำมาเผยแพร่ (ผ่านทางสื่อต่างๆ) ในวันนี้ เราจะได้เห็นฉากที่เคนชินและโซจิโร่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ โดยเบื้องหลังก็คือผู้กำกับโอโทโมะ กำลังกำกับสองนักแสดงซาโต้และคามิกิขณะที่ซาโต้กำลังโชว์ลีลาใช้ดาบที่เห็นได้ชัดว่าเฉียบคมขึ้น ส่วนคามิกิก็มีสายสลิงผูกติดตัวเองเอาไว้

ซาโต้ได้เผยถึงความมั่นใจของเขาออกมาว่า “ผมได้เห็นบางจุดที่สะท้อนไปถึงหนังภาคที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ผมก็เลยกลับไปพัฒนาตัวเองให้เพิ่มขึ้นอีกในหนังภาคต่อนี้ ในการถ่ายหนังซักเรื่อง มันย่อมมีหลายจุดที่ ‘มีความสำคัญอย่างยิ่ง’ แต่เรากลับมีฉากลักษณะอย่างนี้ให้ต้องถ่ายกันอยู่ทุกวันเลยครับนอกเหนือไปจากฉากแอ็กชั่นนี่” เขายังเผยถึงความรู้สึกผูกพันอย่างเหนียวแน่นที่มีต่อบทของ ‘เคนชิน’ ที่เริ่มต้นการถ่ายทำมาตั้งแต่เดือนกรกฎคม (2013) ด้วยว่า “มันน่าตื่นเต้นมากครับ ผมหวังว่าผมจะได้เล่นบทนี้ไปตลอดชีวิตเลย”

ผู้กำกับโอโทโมะนั้นมีความไว้เนื้อเชื่อใจกับทีมงานของเขามาก และยังเผยด้วยว่า “(นับตั้งแต่หนังภาคที่แล้วได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในต่างประเทศ) ทีมงานแต่ละคนมีความปรารถนาอันแรงกล้าอย่างยิ่งที่จะ ‘ทำหนังเรื่องนี้ให้ดังไกลถึงต่างประเทศ’ ดังนั้นเราจึงไม่ได้มองแค่อะไรที่เล็กๆอีกต่อไป นี่เป็นทีมที่ดีมากจริงๆ” เมื่อพูดถึงซาโต้ที่รับบทเป็นเหมือนผู้นำทีม โอโทโมะออกปากชื่นชมนักแสดงหนุ่มเป็นอย่างมากว่า “เขาเติบโตขึ้นมากไปพร้อมกับบทบาทที่เขาได้รับ นั่นก็คือการตอบรับบทของเคนชินที่ถูกบังคับให้ยอมรับในโชคชะตาของยุคสมัยใหม่” ด้านนักแสดงรุ่นน้องอย่างคามิกิ ที่ต้องเผชิญหน้ากับซาโต้ในฐานะของโซจิโร่เอง ก็แสดงการยอมรับนับถือต่อเขาเป็นอย่างสูงว่า “ทันทีที่เขากลายเป็นเคนชิน ผมจะรู้สึกได้ถึงพลังจิตอันเข้มแข็งในแบบของเคนชินที่ส่งออกมาได้อย่างชัดเจน ทั้งความกดดันที่บีบเค้นไม่สิ้นสุด รวมถึงความมุ่งมั่นในหน้าที่ของเขาที่ส่งผ่านสายตาออกมานั่น เห็นได้ชัดเลยว่าเป้าหมายของเขานั้นมันชัดเจนรุนแรงเพียงใด”

ในหนังภาคต่อทั้งสองภาคนี้ นอกจากจะมีตัวละครอย่างชิชิโอและโซจิโร่แล้ว ยังมีตัวละครสำคัญที่เพิ่มเข้ามาอีกนั่นก็คือ ชิโนโมริ อาโอชิ ผู้นำของกลุ่ม Oniwa-ban shu ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับเคนชินด้วยเช่นกัน เมื่อซาโต้มองย้อนกลับไปถึงเพื่อนนักแสดงอย่างอิเซยะ ยูสุเกะที่รับบทเป็นอาโอชิ เขาเล่าว่า “อาโอชิเป็นคนที่มีเบื้องหลังหนักหนาสาหัสเอาการ แต่เราไม่อาจจะเล่าเรื่องออกมาได้ทั้งหมดในหนังทั้งสองภาค ดังนั้นในความคิดของผม อาโอชิจึงกลายเป็นตัวละครที่จะแตกต่างจากต้นฉบับที่เป็นมังกะมากที่สุด ที่จริงการปรากฏตัวขึ้นของคุณอิเซยะนั้นก็แสดงให้เห็นถึงที่มาที่ไปของอาโอชิได้เป็นอย่างดี เขาได้มาเจอกับเคนชินในแบบที่แตกต่างออกไป ดังนั้นนี่จึงถือเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นใหม่ครับ ผมจะคอยพิจารณาตลอดเวลาว่าเคนชินจะพูดคุยกับอาโอชิอย่างไร หรือแล้วเคนชินจะต่อสู้อย่างไรด้วยตัวเองรวมถึงคิดบทพูดดีๆขึ้นเองด้วย ใจจริงผมอยากจะให้แฟนๆของมังกะต้นฉบับได้ดูหนังทั้งสองภาคนี้มากเป็นพิเศษเลยล่ะครับ” เจ้าตัวกล่าวปิดท้าย

CR: http://eiga.com/news/20140120/2/

***************************

บทสัมภาษณ์ ซาโต้ ทาเครุ: :ซาโต้ ทาเครุ ในฐานะ ฮิมูระ เคนชิน


‘ถ้าหากเคนชินก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดของตัวเองได้ ซาโต้ ทาเครุก็ต้องทำได้เช่นกัน’

สำหรับซาโต้ ทาเครุที่รับบทเคนชินได้อย่างน่าชื่นชมจากภาพยนตร์ภาคที่แล้ว เขาจะพูดถึงเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้าง

ภาพยนตร์สองเรื่องที่เป็นภาคต่อและภาคจบของซีรี่เรื่องดังนี้ ก้าวไปไกลเหนือกว่าขอบเขตของความเป็นภาพยนตร์

‘เคนชินน่าจะวิ่งฉิวอยู่บนหลังคา’

ความรู้สึกบนร่างกายของเขากำลังมองหาอะไรอยู่

 

เขาปรากฎตัวขึ้นบนจอในแบบที่ดุดันมากขึ้นกว่าเดิม ฮิมูระ เคนชิน ปรากฏตัวอยู่ตรงนั้นในแบบที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า การได้ชมภาพยนตร์น่าจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น แต่เพียงแค่ได้ฟังซาโต้ ทาเครุที่รับบทเป็นเคนชินเอ่ยปากเล่าออกมา ก็ยิ่งทำให้รู้สึกถึงความชัดเจนนั้นได้แล้วจริงๆ

“สองปีผ่านไป และผมก็แก่ขึ้นอีกสองปี ดังนั้นเคนชินเองก็ต้องเติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน ผมแสดงออกไปอย่างสุดฝีมือในหนังภาคที่แล้ว และในตอนนั้นก็คงมีบางอย่างที่ผมคงทำได้เท่านั้นจริงๆ แต่พอย้อนกลับไปมองตอนนี้รวมถึงฉากการต่อสู้เหล่านั้นด้วย มันช่วยไม่ได้จริงๆที่ผมจะสังเกตเห็นถึงข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดต่างๆที่เกิดขึ้น ผมก็เลยตั้งใจเอาไว้ว่าจะกำจัดมันออกไปให้หมด ในครั้งนี้เคนชินต้องรับภาระที่ใหญ่หลวงมากเป็นพิเศษ ผมจึงไม่อยากจะถ่ายทอดออกมาให้เห็นแค่เพียงพลังของเขา แต่ยังมีความเข้มแข็ง ความชอบธรรม รวมถึงความน่าอัศจรรย์ของเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย ดังนั้นถ้าเขาปรากฎแก่สายตาคุณได้แบบนั้นจริงๆล่ะก็ ผมคงจะดีใจมาก”

สำหรับฉากการต่อสู้จากคำบอกเล่าของซาโต้ ทาเครุ เขาจะต้องใช้เวลาอย่างมากไปกับการฝึกฝนและฝึกซ้อมอย่างหนัก นอกจากนี้ยังต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายอยู่ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน และความพยายามเหล่านี้เองที่ทำให้เขาเอ่ยปากออกมาว่า “ผมอยากจะวิ่งฉิวอยู่บนหลังคา”

“ตอนที่กำลังคิดวางแผนอยู่กับทีมคิวบู๊ จู่ๆผมก็บอกพวกเขาไปแบบนั้น แล้วพวกเขาก็เลยปล่อยให้ผมวิ่งฉิวอย่างที่ว่าจริงๆ (หัวเราะชอบใจ) มันกลับไม่น่ากลัวเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้นะ แต่คือ ผมเองก็จำไม่ค่อยได้แล้ว... ว่าได้รู้สึกกลัวบ้างหรือเปล่า (หัวเราะ)”

เจ้าตัวยังพูดติดตลกด้วยว่า “ที่จริงผมก็อยากจะลองวิ่งบนน้ำอยู่เหมือนกัน แต่ท่าทางจะเป็นไปไม่ได้แฮะ (หัวเราะ) แต่ก็ต้องยอมรับล่ะว่า การได้วิ่งโลดแล่นอยู่บนหลังคาก็ออกจะเป็นอะไรที่พิเศษมากอยู่เหมือนกัน กว่าจะทำสำเร็จได้ไม่ง่ายเลย”

การที่จู่ๆก็พูดโพล่งออกมา แล้วก็ลงมือทำมันจริงๆ ก็แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ความชอบธรรม และความน่าอัศจรรย์ของซาโต้ ทาเครุเองออกมาด้วยเช่นกัน และนั่นก็เหมือนเป็นการบอกเป็นนัยด้วยว่าไอเดียของเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเพ้อฝันลอยๆ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของตัวนักแสดง หรือจะบอกว่าเป็นศักยภาพของเคนชินก็ได้ ซาโต้บอกว่า “เคนชินน่าจะดูเป็นคนที่ชอบวิ่งโลดแล่นอยู่บนหลังคาอะไรแบบนั้นน่ะครับ” และความเชื่อมั่นอันนี้นี่เองที่เป็นเหมือนแรงขับให้กับร่างกายของเขา หรือจะพูดอีกแง่ก็คือ เขาไม่เคยผลีผลามทำอะไรตามความรู้สึกโดยไม่คิดให้รอบคอบเสียก่อนนั่นเอง

“ผมรู้สึกโล่งใจมากเลยนะครับที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรงขนาดที่ต้องพักการถ่ายทำ เรื่องบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆนี่ต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากในกองถ่าย การได้รับบาดเจ็บถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเลยก็ว่าได้ แต่เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บ เราไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากจะลดการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยงลง ทดลองทำมันออกมาให้ช้าที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แล้วก็แสดงฉากบู๊ให้จบลงในการถ่ายทำเพียงครั้งเดียวให้ได้ สิ่งที่พวกเราพอจะทำเพื่อลดโอกาสที่จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ก็คือตั้งใจให้มากที่สุดโดยไม่ให้เสียสมาธิเลย แต่ผมก็ดีใจนะครับที่เราสามารถทำงานออกมาได้เสร็จสมบูรณ์โดยไม่ต้องหยุดพักการถ่ายทำแต่อย่างใด จะเรียกว่าปาฎิหาริย์ก็คงไม่ผิดนัก”

ในแง่ของการผ่อนหนักผ่อนเบาต้องถือว่านักแสดงหนุ่มทำได้ดีเยี่ยมทีเดียว คำพูดนี้ไม่เกินจริงนักเมื่อได้ดูเขาเล่นฉากต่อสู้ นอกจากนี้เขายังยอดเยี่ยมในฐานะนักแสดงที่สามารถปลดปล่อยตัวเองได้อย่างอิสระและยังมีความรับผิดชอบต่อตัวเองเป็นอย่างมากเพราะความเป็นนักแสดงของเขานี่เอง แล้วก็เพราะเขามีเซ้นส์ในการที่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบานี่เองที่ทำให้เขาสามารถตัดสินใจอย่างไม่ลังเลได้ว่า เคนชินต้องวิ่งฉิวอยู่บนหลังคา และยังแสดงมันออกมาได้ตามความรู้สึกจริงๆเสียด้วย

ความเข้มแข็งยังหมายถึงความเยือกเย็นได้ด้วยเช่นกัน ไม่เพียงแต่ความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงทีบวกกับจิตสำนึกที่เปี่ยมไปด้วยศีลธรรมในการที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงได้ ท่าทีอันสงบนิ่งยามมองสำรวจอะไรรอบตัวนั้นยังแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่แท้จริงของเขาอีกด้วย หากลองถอยออกมามองดูสักนิดก็ย่อมจะสังเกตเห็นถึงอะไรบางอย่างได้ชัดขึ้น ความเข้มแข็งของเคนชินเป็นอย่างที่ว่ามาไม่ผิด และซาโต้ ทาเครุที่สร้างความเข้มแข็งดังกล่าวให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นนั้น แท้ที่จริงเขาเป็นคนที่มีความสงบเยืยกเย็นอยู่แล้วโดยธรรมชาติ การผสมผสานระหว่างฉากการต่อสู้และการแสดงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในภาพยนตร์เรื่องนี้ คนดูย่อมนึกไม่ถึงหากคุณใส่อารมณ์ลงไปในฉากการต่อสู้และการแสดงอย่างพอเหมาะพอดีในขณะที่ต้องทำตามขั้นตอนเป็นลำดับต่อเนื่องกันไป งานที่ไม่ง่ายเช่นนี้ย่อมต้องการความสงบเยือกเย็นอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน

“ที่จริงมันเป็นส่วนสำคัญที่สุดและเราก็ลงมือทำกันหลังผ่านการคิดคำนวนเอาไว้แล้วเป็นอย่างดีครับ อย่างที่คุณว่า ฉากการต่อสู้มันมีลำดับขั้นตอนที่ต่อเนื่องของมัน ประมาณว่า ‘ถ้าเขามาทางนี้ คุณก็สู้กลับไปอย่างนี้’ เหมือนสูตรในวิชาคณิตศาสตร์น่ะครับ เราจะลองทำกันดูก่อน หลังจากนั้นก็จะคิดกันต่อว่าจะใส่การแสดงลงไปในฉากต่อสู้นี้ได้ยังไง แล้วก็ฝึกซ้อมการต่อสู้กับนักแสดงคนอื่นๆไปด้วย เราคำนวนเอาไว้หมดทุกอย่างล่ะครับเป็นต้นว่า ‘ตัวละครตัวนี้จะต้องพูดบทนี้ในช่วงเวลานี้’ แล้วเราก็จะลองทำกันดู เสร็จก็กลับมาคิดกันอีกครั้ง ‘ผมกลับรู้สึกแบบนี้นะ ถ้าอย่างนั้นผมขอเปลี่ยนการต่อสู้มาเป็นแบบนี้ก็แล้วกัน’ แล้วก็ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งปรับกันได้ลงตัวนั่นแหละ สำหรับฉากการต่อสู้แต่ละครั้ง ทีมงานจะให้เวลาเรากลับไปคิดล่วงหน้าสองวันก่อนการถ่ายทำเพื่องานแบบนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อการถ่ายทำเริ่มขึ้น อารมณ์ของผมก็จะกลมกลืนไปกับการต่อสู้ของผมด้วย เพราะมันถูกวางเอาไว้เรียบร้อยแล้วหลังผ่านการคำนวนมาอย่างดี ขั้นตอนการทำงานก็จะประมาณนี้ครับ เราใช้เวลาไปกับการผสมผสานการต่อสู้ให้เข้ากับการแสดงไปไม่น้อย ต้องถือว่าเป็นงานใหญ่จริงๆเลยล่ะ”

CR: http://stephany-310.tumblr.com/post/92302114144/sato-takeru-interview-translation-sato-takeru

Comment

Comment:

Tweet

#1 By zarayoon (171.96.177.1|171.96.177.1) on 2014-11-07 00:48