‘Rurouni Kenshin’: Otomo Keishi×Sato Takeru Cross Talk

posted on 05 Oct 2014 16:28 by fingers-crossed in SatoTakeru directory Entertainment

Note: สำหรับบทความนี้ เป็นการนำมาลงหลังจากที่เจ้าของบล็อกได้ดู Rurouni Kenshin ภาค Tokyo Inferno เรียบร้อยแล้วนะคะ แม้จะขัดใจอยู่นิดหน่อยเพราะหนังมีแต่พากย์ไทย แต่เอาจริงๆก็ไม่ได้ทำให้เสียอรรถรสอะไรมากนัก เนื่องจากตัวหนังสนุกมาก โปรดักชั่นก็อลังการ ทีมนักแสดงและฉากแอ็กชั่นก็น่าตื่นตาตื่นใจ เรียกว่าสมใจและสมการรอคอยอย่างยิ่งค่ะ ก็อยากให้ใครที่เป็นแฟนหนังเรื่องนี้ไปดูกันเยอะๆ เพราะสนุกและยาวสะใจมาก ตั้งสองชั่วโมงครึ่งแน่ะค่ะ คุ้มเป็นบ้า! ดูจบแล้วแทบจะทนรอดูภาค The Legend Ends ไม่ไหวกันเลยทีเดียว และค่อนข้างมั่นใจว่า จะต้องได้ซื้อแผ่นมาเก็บไว้แน่ๆด้วยอีกต่างหาก

บทสัมภาษณ์คราวนี้เป็นการพูดคุยกันระกหว่างผู้กำกับโอโทโมะ และตัวนักแสดงนำทาเครุนะคะ แม้จะไม่ได้ยาวมากมายอะไร แต่ก็น่าสนใจทีเดียว ลองติดตามอ่านกันดูค่ะ

*** เจ้าของบล็อกไม่หวงบทความที่เอามาลงแต่อย่างใด ดังนั้นจึงสามารถนำไปเผยแพร่ได้ตามสบายค่ะ ขอแค่ช่วยลงเครดิตพร้อมกับทำ Hot Link ให้ด้วยก็พอนะคะ

***********************

ต้องใช้เวลานานถึงครึ่งปีในการถ่ายทำภาพยนตร์ ‘Rurouni Kenshin: Kyoto Inferno / the Legend Ends’ แล้วตกลงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร ผู้กำกับโอโทโมะ เคอิชิ และนักแสดงนำซาโต้ ทาเครุ จะมาพูดคุยเปิดใจเกี่ยวกับเบื้องหลังการทำงานในครั้งนี้

เราทั้งคู่รู้สึกได้ถึงความคาดหวังและความกังวลที่มีต่อการทำภาคต่อในครั้งนี้

ทั้งผู้กำกับมากฝีมือและนักแสดงหนุ่มชื่อดังคู่นี้เคยได้ร่วมงานกันมาแล้วในละครประวัติศาสตร์เรื่องยาวเรื่อง Ryoma-den ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NHK เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว (ปี 2010) ในตอนนั้นโอโทโมะ เคอิชิ ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับในขณะที่ทาเครุรับบทเป็นมือสังหารในตำนานผู้เลื่องชื่อช่วงปลายของยุคเอโดะที่มีชื่อว่า โอคาดะ อิโสะ จนกระทั่งได้มาร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกครั้งในภาพยนตร์ ‘Rurouni Kenshin’ เมื่อปี 2012 และประสบความสำเร็จจนต้องสร้างภาคต่อตามออกมาอีก

โอโทโมะ: ทาเครุคุงนี่ต้องเรียกว่ากลายเป็นเคนชินชนิดสมบูรณ์แบบไปแล้ว ผมก็เลยเชื่อใจเขาได้ (ที่จะให้รับบทเป็นเคนชินอีก) ผมคิดจริงๆนะว่าเขาเป็นส่วนที่สำคัญมากของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ เราล่ะดีใจที่สุดเลยที่เสร็จสิ้นการถ่ายทำกันได้แบบอยู่รอดปลอดภัยได้ในที่สุด ใช่ไหม

ทาเครุ: ใช่เลยครับ คือถ้าจะให้พูดแบบไม่อ้อมค้อมนะ เราคงไม่กล้าบอกว่า ‘อยู่รอดปลอดภัย’ ได้เต็มปากนักหรอกครับ (หัวเราะ) ตัวผมน่ะสบายมาก แต่สำหรับทีมงานแล้วคงเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสกว่าเยอะ ทีมโอโทโมะนี่ต้องบอกเลยว่าสุดยอด เพราะพวกเขาไม่ยอมประณีประนอมกับเราเลยในการที่จะบอกเราว่าโอเค โดยเฉพาะฉากการต่อสู้ที่สำคัญมากๆ ผมยังมีคิดเลยนะว่า ‘นี่จะไม่ยอมปล่อยผ่านทั้งที่แสดงไปขนาดนี้แล้วจริงๆน่ะหรือ? เข้าใจล่ะ’ (หัวเราะ) โดยเฉพาะครั้งนี้ด้วยแล้ว พวกเขาแทบจะไม่โอนอ่อนผ่อนปรนให้เลย ‘เป้าหมายที่ทีมแอ็กชั่นของเราวางไว้มาได้ไกลถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่’ ผมมีคิดนะ ‘เพราะอย่างนี้เองมันถึงได้พิเศษนัก’

โอโทโมะ: พวกเขาทุกคนมีความกระหายเป็นอย่างมากที่จะใช้โอกาสที่มีอยู่ทำงานของพวกเขาออกมาให้ได้ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาต้องการ คือทีมงานทุกคนที่มารวมกันเนี่ยทุ่มเทการทำงานกันจริงจังมาก ดังนั้นยิ่งทำงานกับพวกเขา เราก็ยิ่งเหมือนถูกต้อนเข้าไปในมุมเรื่อยๆเลยล่ะ (หัวเราะ)


ทาเครุ: สถานที่ถ่ายทำและตัวภาพยตร์เองก็เอื้อให้เราได้ทุ่มเททำงานแบบนั้นได้ด้วยน่ะครับ ผมว่า (ผู้กำกับคิวบู๊) ทานิงาคิ (เคนจิ) ซังนี่เป็นตัวหลักเลยที่อยากจะลองเต็มที่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาส

โอโทโมะ: งานของผู้กำกับเกินครึ่งนึงจะทำไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนการถ่ายทำ สิ่งสำคัญก็คือ แล้วผมจะสามารถสร้างภาชนะบรรจุที่ใส่จินตนาการของทุกคนลงไปได้หรือไม่เท่านั้น เช่นถ้ามีคนพูดว่า ‘ผมอยากจะทำแบบนี้’ ความตื่นเต้นที่ไม่อาจจะมองเห็นมันก็เริ่มขึ้นแล้วและการเตรียมพร้อมก็ถือเป็นงานใหญ่ของผม เมื่อการถ่ายทำเริ่มขึ้น ทุกอย่างก็ถือว่าอยู่ในมือของเราล่ะ ถ้าผมสามารถนำเสนอบรรยากาศแวดล้อมที่พอเหมาะพอเจาะขึ้นได้ ทุกคนก็จะเร่งมือทำงานแบบเข้าขากันได้เลย ดังนั้นหลักใหญ่ใจความสำคัญในคราวนี้ก็คือ ผมจะสร้างภาชนะบรรจุให้มารองรับมันได้ยังไง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พูดถึงการเตรียมความพร้อมแบบนั้น ผมก็จะรู้สึกว่าผมจะต้องทำมันออกมาให้สำเร็จให้ได้ด้วยเหมือนกัน เหมือนพอมาถึงขั้นนี้แล้ว เราก็จะเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมาเองเลยทันทีน่ะครับ

แล้วทั้งผู้กำกับโอโทโมะและทาเครุได้มีการพูดคุยถึงภาคต่อกันบ้างหรือเปล่าหลังภาพยนตร์ภาคแรกออกฉายไปแล้ว ตอนที่ผมถามคำถามนี้ไป ก็ได้รับคำตอบที่ไม่คาดคิดแต่ก็ชัดเจนอย่างยิ่งกลับมา

ทาเครุ: เราไม่ได้พูดถึงภาคต่อกันซักเท่าไหร่นะครับ ต้องบอกว่ามันถูกกำหนดให้สร้างขึ้นเพราะผลที่เกิดขึ้นของภาคแรกมากกว่า แน่นอนครับว่าผมต้องอยากเล่นแน่ๆอยู่แล้ว ถึงขนาดเคยคิดว่า ‘ถ้าได้ทำอีก คราวนี้อยากจะเจอคู่ปรับแบบชิชิโอ (มาโกโตะ) ดูบ้าง’ แต่ในความเป็นจริงก็คือเราทำภาคแรกออกมาโดยที่ไม่ได้คิดจริงจังว่าจะต้องมีภาคต่อแน่ๆแบบนั้น อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอบคุณหลายๆคนที่ได้ชมภาคแรกแล้วก็ชื่นชอบมันมากเสียจนในที่สุดก็มีการตัดสินใจจะทำภาคต่อออกมาในที่สุดล่ะครับ

โอโทโมะ: คือ ส่วนหนึ่งผมเองก็มีคิดว่าอยากจะทำนะ แต่ก็มีอีกส่วนเหมือนกันที่คิดว่าไม่ค่อยอยากเท่าไหร่นะรู้ไหม (หัวเราะ)

ทาเครุ: ผมว่าผมเข้าใจนะครับ (หัวเราะ) เพราะมันต้องอาศัยการเตรียมตัวแล้วก็การวางแผนมากมายจริงๆใช่ไหมล่ะครับ

โอโทโมะ: คือพอคิดว่าจะทำก็แปลว่างานผมหนักแน่ๆล่ะ อย่างภาคนี้ ภาพของชิชิโอคือสิ่งแรกที่ผมคิดว่าท้าทายสุดๆเลย เช่นว่า ‘โอ้โห ดาบจะต้องลุกเป็นไฟได้ด้วยเลยเชียวนะ!’ (หัวเราะ) แล้วในกรอบของการทำภาพยนตร์ญี่ปุ่นเนี่ย ผมจะทำได้แค่ไหนนั่นล่ะคือปัญหา คือผมมีความรู้สึกสองแบบเลยซึ่งก็คือ ‘ผมอยากจะทำเหลือเกิน’ กับ ‘ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมจะทำออกมาได้หรือเปล่า’ ดังนั้น ผมถึงคิดไงครับว่าทั้งทาเครุคุงและตัวผมเองน่ะ เราต่างก็กำลังทดสอบความรู้สึกของอีกฝ่ายอยู่ด้วยเหมือนกัน

ทาเครุ: อย่างเวลาที่สงสัยว่า แล้วเขาจะเคลื่อนไหวยังไง แบบนี้เป็นต้น

โอโทโมะ: คือผมรู้สึกดีใจมากนะที่หลายๆคนที่ได้ดูหนังภาคแรกแล้วชอบมันน่ะ

ทาเครุ: ที่จริงต้องบอกว่าดีใจมากเลยต่างหากล่ะครับ


โอโทโมะ: การที่ได้ยินสิ่งที่คนดูพูดถึงรวมถึงการให้การสนับสนุนเราอย่างละนิดอย่างละหน่อย ทำให้ผมออกปากถามเขาเลยว่า ‘ทาเครุคุง ตกลงจะเล่นใช่ไหม? แล้วเขาก็พยักหน้า ก็เลย โอเค งั้นลงมือทำกันเถอะ!!’ ไม่ทันไร ผมก็โทรหาทีมงานเลย ตอนแรกผมก็นึกหวั่นอยู่แต่แล้วทุกคนต่างก็ทยอยตอบรับกลับมา ขั้นต่อไปก็คือลงมือสร้างฉากกันเลย

ทาเครุ: ผลก็คือ กลายเป็นเรื่องที่ดีที่เราทำออกมากันจนได้ แต่เอาจริงๆเราเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันนะ หนังภาคต่อหลายเรื่องๆมันทำให้คุณอดรู้สึกไม่ได้ว่า ไม่ทำออกมาเสียยังจะดีกว่าใช่ไหมครับ ซึ่งหนังของเราก็อาจจะเป็นแบบนั้นได้เหมือนกัน เราก็เลยกังวลกันมากจนกระทั่งได้เริ่มลงมือถ่ายทำกันนั่นแหละ แม้แต่ช่วงที่คิดกันว่าจะสร้างภาพของชิชิโอให้ออกมาเป็นอย่างไรดีซึ่งกินเวลายาวนานเหลือเกินนั่น ก็ทำเอากังวลไปตามๆกัน เพราะมันอาจจะออกมาดูไม่จืดเลยก็ได้ นี่ผมคิดแบบนี้เลยนะ แต่ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดีจนผมสามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่า เป็นเรื่องที่ดีที่เราทำมันออกมา มันเหมือนปาฏิหาริย์มากจริงๆ

โอโทโมะ: มันเหมือนกำลังเล่นเกมอยู่เลยล่ะครับ สารพัดปัญหาและอุปสรรคผุดขึ้นมาชนิดไม่หยุดหย่อนแบบนั้นเลย ผมว่าน่าจะเห็นภาพกว่าไหมถ้าผมจะเอาไปเปรียบกับเกมตีตัวตุ่นน่ะ? (หัวเราะ) คือเราก็ตีมันไปทีละตัวนั่นแหละ แต่ที่แย่ที่สุดก็คือเราต้องทำเลเวลใหม่ให้ดีเท่ากับอันเดิมที่เราได้ทำไปแล้วด้วย แล้วเพราะนี่เป็นหนังภาคต่อ ฉากการต่อสู้ก็เลยถูกทำให้ใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกันตัวละครของเคนชินเองก็จะต้องมีความละเอียดอ่อนมากกว่าภาคที่แล้วด้วยเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ผมเรียกร้องจากทุกคนก็คือเลเวลที่สูงขึ้นนั่นเอง ปัญหาก็คือ แล้วเราจะสร้างสรรค์อะไรที่จะดีขึ้นไปกว่าเดิมได้บ้างล่ะ คือผมหมายถึง ผมไม่อยากจะกลับมานั่งเสียใจในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไปแล้วไงครับ ดังนั้นก็เหลือแค่ความรู้สึกที่ว่าจะต้องถ่ายทำฉากที่ยอดเยี่ยมมากๆในแบบที่ผมไม่เคยทำมาก่อนนั่นเอง

ทาเครุ: มันยิ่งใหญ่มากเลยใช่ไหมล่ะครับ

โอโทโมะ: ความร้อนแรงน่ะสุดยอดไปเลยล่ะ ทุกๆวันผมจะรู้สึกเหมือนกับว่าเราได้ทำอะไรที่ยอดเยี่ยมแบบสุดๆไปเลย เดี๋ยวนี้เวลามีอะไรด่วนๆ เราก็เปิดไอแพดได้เลยทันที ดังนั้น (ตอนที่อยู่ในกองถ่าย) พอทีมงานที่อยู่โตเกียวได้เห็นภาพที่เราถ่ายทำกัน พวกเขาก็จะตื่นเต้นมาก คือเวลาที่อยู่ในโลเกชั่นของการถ่ายทำ พวกเราจะอ่อนล้ากันพอสมควร แต่ตอนหลังถึงได้รู้ว่า สิ่งที่พวกเราทำออกมานั่นมันทำให้คนที่ไม่ได้อยู่กับเราในกองถ่ายดูแล้วรู้สึกได้เลยว่ามันยอดเยี่ยมจริงๆ

 

(Source: Yahoo! Japan)

CR: http://stephany-310.tumblr.com/

 

Comment

Comment:

Tweet