‘ALTERNATIVE’ Takeru × Taka Cross Talk (Part 2)

posted on 19 Oct 2014 17:46 by fingers-crossed in SatoTakeru directory Entertainment

Note: ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เอาพาร์ต 2 มาลงให้ได้อ่านกันเสียทีนะคะ ตอนแรกคิดว่าจะได้เอามาลงเร็วกว่านี้แท้ๆ แต่ดันติดงานเสียก่อน สำหรับ Cross Talk อันนี้เนี่ย แม้จะยาวมาก แต่คนแปลเองระหว่างที่แปลไปเรียบเรียงไปก็รู้สึกว่าได้รับความเพลิดเพลินไม่น้อย คือส่วนตัวก็ชอบทาเคะจังอยู่แล้ว แต่พอได้มาอ่านอะไรแบบนี้ก็ทำให้รู้จักตัวหนุ่มคนนี้มากขึ้นอีกโขเลย แถมยังรู้สึกเอ็นดูพ่อทากะเข้าไปด้วยอีกคนแน่ะ 

หลังจากนี้ ยังไม่รู้แน่เหมือนกันว่าจะได้เอาบทความหรือบทสัมภาษณ์อะไรของซาโต้ ทาเครุมาแปลให้ได้อ่านอีกสักกี่มากน้อย เพราะว่าหน้าที่การงานในระยะหลังมานี้รัดตัวเอาเรื่อง แต่ก็จะพยายามนะคะ ถึงยังไงซะนี่ก็ต้องเรียกว่าเป็นงานอดิเรกที่เพลิดเพลินดีอยู่เหมือนกัน

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันอยู่เรื่อยๆ แล้วก็หวังว่าจะยังแวะเวียนเข้ามาอ่านอะไรในนี้กันต่อไปนะคะ

*** สำหรับใครที่อยากจะนำบทสัมภาษณ์นี้ไปเผยแพร่ที่ไหนก็ตามสบายเลยค่ะ ขอแค่ลงเครดิตให้พร้อมกับทำ Hot Link ให้ด้วยแค่นั้นก็พอค่ะ

บทสัมภาษณ์จากหนังสือโฟโต้บุ๊ก ‘ALTERNATIVE’ (Part 2)

Takeru × Taka Cross Talk (Part 2)

การได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกันระหว่างดื่มสาเกแบบนี้ พวกเขาก็เลยพลอยเปลี่ยนหัวข้อการพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ คราวนี้เป็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการนับจากที่พวกเขาได้พบกันครั้งแรกมาจนถึงตอนนี้

ทาเครุ: ทากะดูสดใสขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับที่เขาเคยเป็นก่อนหน้านี้

ทากะ: ซึ่งก็ต้องขอบคุณบรรดาเพื่อนๆที่อยู่รายรอบตัวผมเสมอ นั่นหมายรวมถึงทาเครุด้วย คือผมไม่มีทางรู้หรอกครับว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่า เพราะผมใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากกว่า แต่เมื่อหันไปมองเพื่อนๆรอบตัว ผมก็จะสังเกตเห็นเช่นว่าทาเครุ ที่เขาเองก็เปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อย ผมสังเกตเห็นได้เพราะผมอยู่ใกล้เขา ในขณะเดียวกันผมที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเขาก็เปลี่ยนไปเหมือนกันผมว่านะ... ถ้าอย่างนั้นผมก็น่าจะลองทำอะไรที่ท้าทายใหม่ๆต่อไปดู ใช่แล้ว เพราะพวกเขาเป็นเพื่อนของผมนี่ คนที่อยู่รอบๆตัวผมบางทีก็อธิบายอะไรออกมาได้อย่างเรียบง่าย ไม่ใช่ด้วยคำพูดนะครับ แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกมากกว่า ผมว่าอย่างนั้นนะ

ทาเครุ: บางทีผมว่าผมก็น่าจะเปลี่ยนไปมากอยู่เหมือนกัน ซึ่งก็น่าจะเกิดจากเหตุผลหลายอย่างนะ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ผมกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นกว่าเดิมใช่ไหม คือเมื่อก่อนตอนที่ผมได้พบกับทากะครั้งแรก ไม่มีใครในโลกที่รู้จักผมเลย แต่มาตอนนี้โชคดีนะที่คนส่วนใหญ่เหมือนว่าจะรู้จักผมมากขึ้น แล้วพอความสัมพันธ์มันมาเริ่มเอาในสถานการณ์แบบนี้ ผมกลับรู้สึกเขินกับคนแปลกหน้ามากขึ้นกว่าเดิมอีก ตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น ผมไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองขี้อาย แต่ตอนนี้ผมว่าผมเป็นคนขี้อายนะ แล้วมันก็เป็นเรื่องยากสำหรับผมมากเวลาที่จะต้องเปิดใจเรื่องของตัวเองน่ะ


- เดี๋ยวนี้ที่คนพยายามจะเข้าหาคุณมากขึ้น ก็เพราะคุณคือซาโต้ ทาเครุผู้โด่งดังไงครับ ผมว่าอย่างนั้นนะ

ทาเครุ: งั้นผมก็คงมีแนวโน้มที่จะปกป้อง ‘ซาโต้ ทาเครุ’ ที่ว่านี่ล่ะมังนะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมทำท่าเบื่อหน่ายขึ้นมาเพียงนิดเดียว พวกเขาก็อาจจะพูดว่า ‘เขาเป็นคนเย็นชาจัง’ แล้วเวลาที่ผมคิดเรื่องแบบนี้มากเข้า มันก็เลยพลอยทำให้ผมปฏิบัติตัวกับคนอื่นแบบธรรมดาได้น้อยลงนะ

ทากะ: ถ้าแบบนั้น ก็ต้องบอกว่าความสัมพันธ์ของพวกเราเปลี่ยนไปจริงๆ แล้วผมก็รู้สึกด้วยว่าเรากำลังจะกลายเป็นเหมือน ‘สามีภรรยา’ กันแล้วล่ะ (หัวเราะ)

ทาเครุ: เป็นแฟนหนุ่ม แฟนสาว เพื่อนสนิท สามี และภรรยาของผม ตกลงเราเป็นคู่แต่งงานกันแล้วใช่ไหม?

ทากะ: มันก็ค่อนข้างจะยากอยู่สักหน่อยเวลาที่ต้องอธิบายให้คนอื่นฟัง (หัวเราะ) แต่สมมุตินะ นี่คือคนที่ชื่อทาเครุ แล้วผมเป็นภรรยาของเขาอย่างนี้ใช่ไหม เกิดหลายปีผ่านไป สามีผมออกปากขึ้นมาว่าจะลาออกจากงานแล้วไปเป็นชาวนาอยู่แถวชนบท ผมก็คงจะไม่ห้ามเขาหรอก เขาเป็นคนแบบนั้นแหละ ไม่มีประโยชน์ที่จะไปห้ามเขา ดังนั้นผมก็จะปล่อยไปตามนั้น ผมไม่มีทางห้ามเขาหรอก

ทาเครุ: ใช่เลย

ทากะ: นายจะลองดูก็ยังได้ ลองบอกมาว่านายคิดว่าฉันรู้สึกยังไง แล้วฉันว่านายก็จะทำแบบนั้นเหมือนกันด้วย ใช่ไหมล่ะ

ทาเครุ: บางครั้งเขาก็จะพูดอะไรแบบไม่ทันให้ได้ตั้งเนื้อตั้งตัวแบบนี้แหละ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมอาจจะพูดว่า ‘มันก็อาจจะมีทางอื่นเช่นแบบนี้ไง’ แต่ถ้าเขาตัดสินใจหลังไตร่ตรองเอาไว้แล้ว หมายถึงไตร่ตรองอย่างรอบคอบน่ะนะ ผมก็คงจะไม่ห้ามเขาหรอก สาเหตุที่ความสัมพันธ์ของเรามันคล้ายกับจะเป็นแฟนกันก็เพราะว่าเวลาที่ผมไปดูไลฟ์... คือผมไปดูเกือบทุกไลฟ์ของ OOR เลยนะ... บางครั้งผมก็จะไปเห็นตอนที่พวกนี้อยู่ในสภาพที่แย่สุดๆไปเลยเช่นเป็นหวัดอย่างนี้ แล้วผมก็เคยไปดูพวกเขาเล่นตอนที่อยู่ในสภาพที่ยอดเยี่ยมสุดๆด้วยเหมือนกัน ทีนี้เวลาที่ผมไปดูไลฟ์ตอนที่เขาเป็นหวัดแบบแย่สุดๆน่ะ ความรู้สึกของผมจะเหมือนกับมินามิจังตอนที่เห็นเท็ตสึยะกำลังเล่นเบสบอลในการ์ตูนเรื่อง ‘Touch’ หรือ โทโกะ ตอนที่กำลังดู อานิยะ ในเรื่อง ‘ROOKIES’ แบบนั้นเลย มันเป็นความรู้สึกแบบผู้จัดการวงน่ะ ถึงแม้คนดูรอบตัวผมจะสนุกกันแค่ไหน แต่ผมก็จะดูเขาจากที่นั่งแล้วก็พูดกับตัวเองว่า ‘ทนเอาหน่อยนะ ทากะ!’

ทากะ: ผมมีข้อจำกัดว่าจะไม่ไปที่ที่เขาทำงานบ่อยเกินไปนัก ที่ที่ทาเครุมาหาผมแน่นอนว่ามันก็เป็นเหมือนที่ทำงานของผมนั่นแหละ แต่มันเป็นการแสดงสดและการแสดงสดก็ต้องเป็นแบบนั้น ซึ่งก็คือ ‘ที่ที่จะได้โชว์อะไรออกไปให้คนอื่นได้เห็น’ ใช่ไหมครับ แต่ทาเครุจะไม่เชื้อเชิญให้ผมไปยัง ‘ที่ที่จะได้โชว์อะไรออกไปให้คนอื่นได้เห็น’ ของเขาแบบหัวชนฝาเลย ยกตัวอย่างเช่นไลฟ์ของนักแสดงของค่าย Amuse (T/N: เอเจนซี่ที่ทาเครุสังกัดอยู่)  เขาจะบอกว่า ‘อย่ามาเด็ดขาด ถ้านายมา ฉันจะไม่มองหน้านายอีกเลย!’ (หัวเราะ) คือในความสัมพันธ์ของเราเนี่ย ผมว่าทุกวันนี้ผมเป็นเหมือนภรรยาส่วนทาเครุเป็นสามีนะ ผมไม่เข้าใจเท่าไหร่ตอนที่เขาพูดถึงมินามิจังจาก Touch จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้เอง เมื่อปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปที่กองถ่าย นั่นเพราะผมยืนยันหนักแน่นว่าผมจะต้องได้เห็นสถานที่ถ่ายทำเพื่อที่จะแต่งเพลงสำหรับ ‘Rurouni Kenshin’ ตอนนั้นผมคิดกับตัวเองขึ้นมาเลยว่า ‘อ๋อ นี่เองที่ทาเครุพูดถึงบ่อยๆ’

ทาเครุ: คือผมบอกรายละเอียดอะไรไม่ได้เพราะมันยังไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมาไงครับ แต่เขามาเพื่อที่จะมาดูฉากที่เรียกว่าเป็นฉาก ‘ความเป็นความตาย’ ของหนังเลยล่ะ

ทากะ: นี่เองคือความหมายของประโยคที่ว่า ‘ฉันรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งหนีอยู่’ แล้วผมก็คิดว่า ‘โอ้โห แม่เจ้า!... เจ๋งเป็นบ้า...’ ทาเครุน่ะเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องทำออกมาให้ดีที่สุดทุกครั้ง ผมรู้ดี และเราก็ไปกินข้าวด้วยกันหลังถ่ายทำเสร็จอยู่หลายครั้ง เวลาที่ผมเหนื่อย ผมจะกลับบ้านตามเวลาของผม แต่ทาเครุไม่เคยพลาดจะมาหาแม้แต่ตอนที่การถ่ายทำสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม เขาจะบอกว่า แค่ได้ดื่มเบียร์อร่อยๆ พูดคุยแบบสบายๆกับเพื่อนซี้ แล้วก็กลับบ้าน นี่ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว คือผมคิดว่ามันน่าจะดีกว่าถ้าเพลาๆลงหน่อย แล้วกลับบ้านไปนอนพักผ่อนเพราะวันต่อไปเขาจะต้องมีถ่ายตั้งแต่เช้าในวันรุ่งขึ้น แต่เขาไม่เคยบ่ายเบี่ยงที่จะไปกับเราเลยเวลาที่ผมเอ่ยปากว่า ‘ไปต่อที่อื่นกันเถอะ’ สมมุติว่าถ้าหากมีใครสักคนกำลังไม่สบายใจ แล้วอยากหาคนคุยด้วย ทาเครุจะต้องเป็นคนนั้นที่มาแล้วก็นั่งฟังเขา ผมเห็นเขาทำแบบนั้นแล้วพอได้ไปกองถ่ายของ ‘Rurouni Kenshin’ ตอนนั้นเองที่ผมถึงได้ตระหนักว่า เขามาหาพวกเราหลังจากทำงานหนักขนาดนี้เลยหรือ มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกนับถือในตัวเขามากขึ้นแล้วก็อดคิดไม่ได้จริงๆว่าเขาน่ะยอดเยี่ยมแค่ไหน


- ก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำ ‘Rurouni Kenshin’ ทาเครุซังน่ะเตรียมความพร้อมรออยู่แล้วขนาดที่ออกปากว่า ‘ถ้าการแสดงของผมออกมาไม่ดี ผมจะเลิกเป็นนักแสดงจริงๆ’ แล้วตัวคุณก็ได้ไปเห็นทาเครุซังที่จริงจังแบบนั้นในกองถ่าย ในหัวของคุณคิดอะไรอีกบ้าง

ทากะ: มีเพียงทาเครุเท่านั้นที่ถ่ายทำฉากต่อสู้ของเขาเองโดยที่ไม่ยอมใช้ตัวแสดงแทน ใช่ไหมครับ ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่ว่าเขายังเด็กหรือเขาเป็นนักแสดงนำเท่านั้น ผมคิดว่าเขาเยี่ยมมากจริงๆ ผมเองก็ไม่ได้รู้เรื่องโลกของนักแสดงอะไรมากนัก แต่ทาเครุเขามีความคิดว่า นักแสดงที่ไม่สามารถเล่นฉากแอ็กชั่นด้วยตัวเองได้ก็คือจบเลย พูดง่ายๆก็คือ ทาเครุเป็นคนที่... ออกจะอวดดีกว่าผมนิดนึงน่ะครับ (หัวเราะ)

ทาเครุ: ไม่ ไม่ ไม่ ฉันว่าฉันอวดดีพอๆกับนายต่างหาก ถ้าเป็นเรื่องนี้ล่ะ เราก็พอๆกันล่ะครับ (หัวเราะ)

ทากะ: มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นๆประเมินคุณยังไงด้วยนะครับ อย่างผมเนี่ย บางครั้งผมก็จะแสดงความรู้สึกของตัวเองแบบอ้อมค้อมมากกว่า แต่เขาน่ะมัน ‘ขาร็อค’ ชัดๆ ในความเห็นของผม เขาเป็นขาร็อคของแท้และผมก็ต้องทำตามด้านดีๆของเขาไปด้วยโดยปริยาย เขาเป็นคนพูดอะไรแน่นอนตรงไปตรงมาแล้วก็ทำตามคำพูดนั้นอย่างไม่ลังเล คือมันอาจจะไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร แต่เขาเป็นคนที่สุดยอดมาก มันเป็นเรื่องจิตใจของเขาน่ะครับ ดังนั้นตอนที่ผมได้ดูเขาระหว่างการถ่ายทำ ผมก็รู้สึกถึงอะไรที่อยู่เหนือคำอธิบายน่ะ ผมรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้เลย

ทาเครุ: คือผมน่ะ ยังไม่ได้ดู Rurouni Kenshin ทั้งภาค 2 และภาค 3 เลย แต่ทากะได้ดูแล้วทั้งสองภาคถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เวอร์ชั่นที่สมบูรณ์ก็ตามที

ทากะ: (พูดแบบอินสุดๆ) หนังมันดีมาก...

ทาเครุ: ขนาดนักแสดงนำของเรื่องยังไม่ได้ดูเลยนะ (หัวเราะ)

ทากะ: หนังเยี่ยมมากจริงๆ

- แล้วคุณได้พูดถึงความรู้สึกหลังได้ดูการแสดงของเขาหรือเปล่า

ทากะ: ผมพูดไปเยอะเลยล่ะ

ทาเครุ: เขาก็บอกผมครับ

ทากะ: ขอพูดซ้ำแบบยืนยันคำเดิมทุกประการเลยได้ไหมครับ

- ได้สิครับ!

ทากะ: ผมว่ามันลงตัวมาก ที่จริงเขาไม่ได้ทุ่มเททำมันลงไปโดยเปล่าประโยชน์เลยนะ ผมรู้ว่าเขางานยุ่งแค่ไหนแล้วไหนจะเรื่องชีวิตส่วนตัวของเขาอีก ดังนั้นผมจึงรู้สึกเหมือนจะหยุดหายใจหรือ... ผมจะพูดยังไงดี ... คือผมเองก็เป็นศิลปินเหมือนกันไงครับ แต่ผมไม่รู้เลยว่ามันเป็นเรื่องยากมากแค่ไหนที่จะต้องแสดงเป็นตัวละครสักตัวเพราะผมไม่ใช่นักแสดง ผมก็เลยบอกเขาไปว่า ‘มันเป็นหนังที่ดีมาก และนายก็ทำออกมาได้เยี่ยมที่สุดจริงๆ!’

ทาเครุ: ผมเองก็ไม่รู้จะพูดยังไง เพราะจนถึงตอนนี้ผมเองก็ยังไม่ได้ดูหนังเลย ผมอยากดูมาก อิจฉานายชะมัด ฉันอยากดูใจจะขาด (หัวเราะ) ลองมาคิดๆดู ผมยังจำได้ดีเลยนะตอนที่มีการตัดสินใจว่าจะให้ ONE OK ROCK ทำเพลงธีมให้กับ Rurouni Kenshin ภาคหนึ่งน่ะ

ทากะ: ฉันดีใจแทบบ้าแน่ะ

ทาเครุ: ก่อนที่จะมีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการออกมา แล้วตอนนั้นพวกเขากำลังคิดว่าการที่จะให้ ONE OK ROCK มาทำเพลงธีมให้น่าจะโอเคน่ะ พวกนายกำลังเล่นไลฟ์อยู่ที่โอกินาว่าใช่ไหม

ทากะ: ใช่เลย

ทาเครุ: ผมเองก็อยู่ที่โอกินาว่ากำลังดูพวกเขาเล่นอยู่ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นตอนก่อนหรือหลังไลฟ์ แต่เราสองคนกำลังกินสเต๊กกันที่ร้านแห่งนึง นายจำได้นี่ว่าตอนนั้นฉันก็กำลังถ่ายหนัง Rurouni Kenshin อยู่พอดีใช่ไหม

ทากะ: จำได้


ทาเครุ: แล้วผมก็บอกทากะไปว่า มีความเป็นไปได้ที่ ONE OK ROCK จะถูกเลือกมาทำเพลงธีมให้กับหนัง

ทากะ: ผมล่ะสุขสุดๆเลย

ทาเครุ: เออ สุขสิ ฉันน่ะเรียกว่าสุขที่สุดตั้งแต่เริ่มทำงานนี้เลยล่ะ

ทากะ: ฉันก็เหมือนกัน ผมคิดเลยนะตอนนั้นว่า ‘เวลามาถึงแล้ว! ปล่อยไปตามกระแส คนรุ่นใหม่กำลังจะครองบัลลังก์!’ (T/N: น่าจะมาจากเนื้อเพลงของ OOR ค่ะ) ผมมักจะพูดคุยเรื่องทำนองนี้กับทาเครุเสมอ คือมันอาจจะฟังดูบ้าบิ่นไปหน่อย แต่ผมมีความคิดที่ว่า มันไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ที่จะปล่อยให้คนรุ่นเก่าๆทำอะไรอย่างที่ทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นนี่จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราควรจะทำอะไรที่ก้าวกระโดดกันไม่ใช่หรอกหรือ คือจริงๆผมก็ไม่ได้ใช้คำพูดที่รุนแรงอะไรนะครับ (หัวเราะ)

ทาเครุ: แต่ก็แตกต่างกันน้อยเหลือเกินนะ

ทากะ: ถึงยังงั้นก็เถอะ แม้ว่าเราจะทำงานคนละสายกัน แต่เราก็รู้สึกเหมือนกันใช่ไหมล่ะ เราทำงานของเราไปพร้อมกับรู้สึกว่า ‘ใครจะไปล่ะ ถ้าเราไม่ไปเสียเองในตอนนี้’ ดังนั้นผมจึงจริงจังมากแล้วพอมีการตกลงกันแน่นอนแล้วว่าเราจะได้ทำเพลงธีมกัน บอกเลยนะว่าฉันรู้สึกดีใจทะลุโลกไปเลย ผมทำเพลงในแบบที่แตกต่างไปจากวิธีปกติที่ผมเคยใช้ไปเลยนะตอนที่ผมทำเพลงให้กับหนังที่ทาเครุเล่นน่ะ ตอนที่ทำเพลงให้กับ Rurouni Kenshin 1 ผมทำด้วยแรงขับจากความรู้สึกที่รุนแรงมากว่าจะต้องทำมันออกมาให้ดีจริงๆ แน่นอนว่าที่ผมทำได้ก็อาจจะแค่ทำเพลงแล้วก็ปล่อยมันออกมา แต่ผมอยากจะแสดงให้เห็นเหมือนกับว่า ONE OK ROCK น่ะได้ร่วมสร้าง ‘Rurouni Kenshin’ ออกมาพร้อมกัน โดยเกี่ยวข้องกับแฟนๆของเราด้วย ผมจึงไม่อยากจะแค่ทำออกมาเพื่อให้ได้ชื่อว่าเราทำเพลงธีมกันอยู่แค่นั้น ผมดูหนังไปหลายรอบมากรวมทั้งสป็อตของหนังด้วย ผมจึงคิดเยอะมากว่าเพลงแบบไหนนะถึงจะเหมาะกับตัวหนังที่สุด นอกจากนี้ผมยังค้นคว้าเกี่ยวกับซาวนด์เพิ่มเติมด้วย มันมีงานที่เรียกว่า ‘งานมิกซ์’ และผมก็ไม่เคยถามใครเกี่ยวกับการทำงานแบบนั้นออกมาสักกี่มากน้อย ปกติเราก็จะมีเอนจิเนียร์ที่ทำหน้าที่บันทึกเสียงและเขาก็จะทำหน้าที่มิกซ์เสียงหลังการบันทึกเสียงเสร็จสิ้นแล้ว แต่กับเพลงนี้เราไม่ได้ทำแบบนั้น ผมใช้วิธีส่งเพลงไปให้มิกเซอร์ประมาณ 4 คนพร้อมกัน แล้วค่อยตัดสินใจเลือกว่าซาวนด์แบบไหนฟังออกมาแล้วดีที่สุด ผมลงมือทำแบบจริงจังมาก จริงจังกว่าครั้งไหนๆเลยก็ว่าได้ แล้วพวกเขาก็ปล่อยให้เราได้ทำเพลงประกอบหนังภาค ‘Kyoto Inferno’ กันอีกครั้ง ก็เลยทำให้ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่านี่เป็นหนังของผม รู้สึกจริงๆว่าพวกเราเป็นเหมือนคนที่สร้างหนังเรื่องนี้ พูดง่ายๆก็คือ ในการทำหนัง คุณจำเป็นต้องมีทีมต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ นักแสดง ช่างกล้อง เสียง ทีมแสง ผู้ประสานงานการสร้าง และอะไรอีกหลายอย่าง และผมก็รู้สึกว่าเราเองก็เป็นเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในทีมเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

ทาเครุ: นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันได้ยินเรื่องการมิกซ์เสียง แต่ฉันก็พอจะจับความกระตือรือร้นของนายได้นะ ทากะเองเคยพูดว่า ‘นี่เป็นผลงานที่ดีที่สุดของฉันเลย’ พอได้ยินเพลงนั้นแล้ว ผมคิดกับตัวเองเลยว่า ‘มันเยี่ยมมากจริงๆ!’ แล้วเราก็มาแชร์ความเห็นกันด้วยว่า ‘ใช่เลย! นี่แหละเพลงธีมที่ลงตัวที่สุด!’

ทากะ: เราทำอย่างนั้นจริงๆ

ทาเครุ: เราคุยกันที่บ้านของนายไง

ทากะ: ตอนนั้นน่ะ ผมเชื่อสนิทใจเลยนะว่ามันเป็นเพลงเดียวที่ผมสามารถให้คะแนนเต็มได้จากบรรดาเพลงทั้งหมดที่ผมเคยได้ทำมาเลย แล้วผมก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีกเพราะนี่เป็นเพลงธีมสำหรับหนังที่ทาเครุแสดงนำด้วย

ทาเครุ: ผมฟังเพลงนี้ครั้งแรกกับทากะที่บ้านของเขา

ทากะ: ใช่

ทาเครุ: ซึ่งก็คือที่ห้องของนายเหมือนทุกครั้ง

ทากะ: แล้วผมก็เปิดมันพร้อมกับบอกว่า ‘ฉันทำเพลงที่ยอดเยี่ยมมากออกมาเลยล่ะ’ เพลงนี้ขึ้นต้นด้วยเสียงเปียโน ปกติ OOR จะมีเพลงแค่เพลงสองเพลงเท่านั้นที่ขึ้นต้นด้วยเสียงเปียโน ยังไม่พอเพลงพวกนั้นส่วนใหญ่เสียงเปียโนจะถูกใส่เข้าไปตอนหลังด้วย มีแค่เพลงนี้เท่านั้น ที่แต่งขึ้นโดยใช้เปียโนตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วจึงค่อยเริ่มใส่เสียงกีตาร์ เบส และกลองเข้ามาในตอนหลัง เพลงที่ดีส่วนใหญ่ใช้เวลาแต่งไม่นานนัก มันใช้เวลาทำออกมารวดเร็วทีเดียว เวลาที่ผมทำเพลงกับสมาชิก OOR  บางครั้งเราก็จะมาแชร์ความรู้สึกกัน แต่เวลาที่ผมทำเพลงคนเดียว ผมจะไม่รู้สึกอะไรเลย ในการทำเพลงกับสมาชิกในวง บางครั้งเราก็จะพูดว่า ‘โอโห เพลงนี้เจ๋งเลย!’ แต่เวลาที่อยู่คนเดียว ผมจะไม่เคยรู้สึกเลยว่า ‘โอ้โห ฉันทำเพลงออกมาได้เจ๋งมากเลย!’ แต่เพลงนี้เป็นเพลงเดียวที่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ดังนั้นตอนที่ทาเครุโทรหาผม ผมก็เลยเปิดให้เขาได้ฟังแค่ท่อนเดียวเท่านั้น  แล้วทาเครุก็จำท่อนอินโทรได้นับแต่บัดนั้น ผมก็ต่อยอดจากตรงนั้นแล้วทำให้มันเป็นเพลงจนเสร็จสมบูรณ์ ผมให้ทาเครุฟังเพลงสำหรับหนังภาคสองเป็นคนแรก เหมือนตอนภาคแรกเลย น่าจะก่อนผู้กำกับด้วยซ้ำนะ

ทาเครุ: เพลงธีมของหนังภาคสองก็ดีมากเหมือนกัน ผมอยากจะให้ทุกคนได้ฟังตอนที่ดูหนังไปด้วยมาก มันเป็นเพลงที่ดีมากจริงๆนะครับ

การสนทนาของทั้งคู่เริ่มจะติดลมบนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มพูดคุยถึงอนาคตของพวกเขาบ้าง

ทาเครุ: แน่นอนว่าผมไม่ได้รู้จักศิลปินทั้งหมดบนโลกนี้ก็จริง แต่สำหรับผมแล้ว ONE OK ROCK ถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดแล้ว หลังจากที่ผมได้ฟังเพลงของพวกเขาเป็นครั้งแรก ผมก็ไปดูไลฟ์ของพวกเขาเลยโดยที่คิดอยู่ตลอดว่าพวกเขาเจ๋งที่สุดตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะเมเจอร์เดบิวต์ด้วยซ้ำ มาถึงวันนี้ เพราะการฝึกฝนอย่างหนัก พวกเขาคืออันดับ 1 จริงๆ จากมุมมองของผมนะผมว่า ‘โลกรู้จักพวกเขาช้าไป!’ แล้วพวกเขาก็ค่อยๆไต่บันไดแห่งความสำเร็จขึ้นมาจนได้ ผมหวังจะเห็นพวกเขาได้กลายเป็นวงอันดับ 1 ของโลก และคิดจริงๆว่าพวกเขาจะทำได้

ทากะ: ผมมักจะคิดว่าทาเครุไม่น่าจะเป็นแค่นักแสดงเท่านั้น ผมคิดจริงๆนะว่าเขาควรที่จะลองทำอะไรหลายๆอย่างดูและผมก็เชื่อว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะทำได้จริงๆ ที่ผมพูดเนี่ยไม่ได้หมายถึงเขาใน ‘ตอนนี้’ หรอกนะครับ ผมว่าเขาจะต้องไปได้ไกลมากกว่านี้แน่ๆ ไม่เพียงแค่การเป็นนักแสดงเท่านั้นแต่ยังในฐานะมนุษย์คนหนึ่งด้วย ผมหวังอยากจะให้เขาเป็นแบบนั้นจริงๆ เขาเป็นคนที่มีศักยภาพที่จะทำได้อยู่แล้วล่ะ และผมก็อยากจะเผ้ารอดูเขาทำมันให้ได้จริงๆนะ สำหรับตัวผมเอง ในทางตรงกันข้าม ถ้าผมไม่มีเสียงเพลง ผมก็ไม่มีอะไรเหลือแล้วล่ะ แต่ในกรณีของทาเครุ ผมไม่คิดว่าอาชีพที่เขาทำอยู่ตอนนี้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขานะ ผมมีความรู้สึกว่าอยากจะจับตาดูเขาใกล้ๆว่าเขาจะลองท้าทายอะไรที่หลากหลายดูบ้างในฐานะที่ผมเป็นเพื่อนสนิทของเขา และในขณะที่ตัวผมเองที่น่าจะได้รับแรงกระตุ้นจากเขาด้วยเหมือนกัน ก็อยากที่จะร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมไม่ได้รู้จักโลกของนักแสดงมากนัก แต่โลกแต่ละแบบต่างก็มีข้อดีของมันเอง ซึ่งมันก็น่าจะเป็นแบบนั้นเหมือนกันในโลกของดนตรี แน่นอนว่าผมชอบ ‘ซาโต้ ทาเครุในฐานะนักแสดง’ แต่ผมชอบ ‘ซาโต้ ทาเครุ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง’ มากกว่า ดังนั้นผมคงจะดีใจมากที่สุดถ้าเขาเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงอย่างที่เขาเป็นอย่างตอนนี้ ซึ่งในจุดนี้เขาก็ได้ทำไปแล้ว ดังนั้นผมจึงไม่รู้สึกเป็นห่วงทาเครุเลย ผมกำลังเฝ้ารอดูอนาคตอย่างใจจดใจจ่อมากกว่า  แค่สงสัยว่าทาเครุกำลังจะทำอะไรอยู่ ผมเชื่อว่าพอเขาอายุเกินสามสิบปีไปแล้ว เขาคงจะมีพลังมากพอที่จะทำอะไรก็ได้อย่างที่เขาต้องการ ซึ่งจะต้องเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากแน่ๆ และในอนาคต มันก็คงจะน่าตื่นเต้นทีเดียวที่จะได้ทำงานอะไรอย่างอื่นร่วมกับเขาอีก ผมอยากจะเป็นคนที่อยู่ตรงนั้นเพื่อทาเครุและผมก็อยากจะให้เขาเป็นแบบนั้นให้ได้ด้วย

 

ถึงตอนนี้ทั้งสองหนุ่มจัดการกับซูชิตรงหน้าจนหมดไปแล้ว สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสบายอกสบายใจอย่างมากทีเดียว ทากะบอกว่าเขาจะเดินทางไปอเมริกาในอีกไม่กี่วันนี้ ส่วนทาเครุก็ใกล้จะปิดกล้องละครเรื่อง Bitter Blood เต็มที พอเสร็จจากละครเรื่องนี้ หนังเรื่องใหม่ที่เขานำแสดงอย่าง ‘Baku Man’ ก็จะได้เริ่มเปิดกล้องเสียที ในขณะที่ทั้งคู่ยุ่งอยู่กับหน้าที่การงานของตัวเอง พวกเขาก็พยายามใช้ทุกนาทีที่พูดคุยกันอยู่นี้อย่างคุ้มค่าที่สุดไปพร้อมๆกับการจิบชาร้อนๆไปด้วย

ผมขอให้พวกเขาช่วยพูดฝากทิ้งท้ายการสนทนาในครั้งนี้ให้กับอีกฝ่าย แม้อาจจะเป็นเรื่องที่น่าขัดเขินอยู่สักหน่อยก็ตาม

ทาเครุ: ฝากคำพูดทิ้งท้ายให้กับทากะงั้นหรือครับ? ไม่มีนะ ถ้าผมมีอะไรจะพูดกับเขา ผมก็จะพูดออกไปเลยน่ะครับ

ทากะ: ของผมหรือครับ? ก็น่าจะประมาณว่า ผมอยากให้ทาเครุมีความสุขนะ

ทาเครุ: หือ? ฉันก็มีความสุขนะ!?

ทากะ: ก็ให้สุขกว่านี้ มีความสุขมากขึ้นไปอีกน่ะ

ทาเครุ: ก็โอเคอยู่นะ... แค่ฉันแบบว่า... คือฉันไม่เคยขอให้ ‘แค่มีความสุข’ หรือ ‘ขอให้สนุกนะ’ แบบนี้แค่นั้นเอง

ทากะ: เออ เออ ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ ไม่... ที่ฉันหมายถึงน่ะคือฉันอยากจะให้นายได้รู้สึกถึง ‘การมีความสุข’ จริงๆต่างหาก

ทาเครุ: ฉันก็มีความสุขนะ

ทากะ: คือฉันอยากจะให้นายได้รู้สึกถึงความสุขแบบที่มันท่วมท้นจริงๆน่ะ (หัวเราะ) แบบที่ไม่ต้องมานั่งวิเคราะห์ ‘ความสุข’ ในแง่เป็นเหตุเป็นผลในหัวแบบนั้นไง

ทาเครุ: (ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมา) เออ จริงๆฉันเป็นคนที่มีความสุขอยู่แล้วล่ะ (หัวเราะอีก)

ทากะ: เออ ถ้างั้น ฉันก็อยากจะให้นายข้ามไปในระดับ ‘สุขแบบ โอ้โห... ฉันโคตรมีความสุขเลย!’ แบบนั้นก็แล้วกัน

ทาเครุ: แต่มันก็ยากอยู่นะ ยกตัวอย่างเช่น คนที่ไม่ค่อยใส่ใจกับอะไร แล้วก็อาจจะไม่ได้รู้สึกถึงบรรยากาศอะไรเลย ก็อาจจะมีความสุขแบบไร้เงื่อนไขอย่างที่นายว่าก็ได้นี่ ถึงตอนนี้ ถ้าฉันถามนายว่านายอยากจะเป็นคนแบบนั้นไหม นายก็ต้องตอบว่าไม่ ใช่ไหมล่ะ?

ทากะ: แหงสิ ฉันไม่ได้อยากเป็นอย่างนั่นนี่หว่า

ทาเครุ: ไอ้ที่ยากอยู่ตรงนี้แหละ นายมีความสุขมากขึ้นได้อีกใช่ไหมล่ะ? นายก็คงจะสุขมากขึ้นแหละ แต่นายก็ไม่ได้อยากจะเป็นคนแบบนั้น ดังนั้นมันจึงมีอะไรอื่นอีกที่สำคัญมากกว่าแค่มีความสุขนะรู้ไหม

ทากะ: อะไรวะน่ะ ช่วยพูดฝากอะไรทิ้งท้ายให้ฉันเป็นการปิดการสนทนานี้ด้วยเถอะ!

ทาเครุ: มันก็... มันก็คงจะเจอจนได้สักวันแหละฉันว่า ไอ้อะไรสักอย่างที่สำคัญกว่าแค่การมีความสุขนั่นน่ะ จริงๆมันก็คือการเป็นตัวเองนั่นแหละ นั่นล่ะที่สำคัญ

ทากะ: เข้าใจล่ะ การเป็นตัวฉันเองสินะ

ทาเครุ: การเป็นตัวของตัวเองนั่นแหละ ให้ความสำคัญกับมันให้มากเถอะ

- จบ -

 

CR: stephany_310 from LOVEJOYPEACE

 

Comment

Comment:

Tweet

5555+ เข้าใจค่ะ หาแล้วก็ไม่มีซับอังกฤษเลยจริงๆ คือดูแล้วน่าสนุกดีน่ะค่ะ เลยอยากรู้
ยังไงก็ขอบคุณนะคะที่ตอบ55555+ ^^

#12 By แจน (125.26.191.140|125.26.191.140) on 2015-04-27 02:32

อู้หู คุุณแจนคะ อย่าว่าแต่คุณแจนเลยค่ะที่อยากรู้ว่าเค้าคุยอะไรกันบ้าง เราเองก็อยากเหมือนกัน เพราะฟังรู้เรื่องแบบกระท่อนกระแท่นเหลือเกิน แถมเรายังไม่เคยดูแบบที่มีซับอังกฤษเลยด้วยอีกต่างหาก ถ้ามีล่ะก็ คงได้เอามาแปลให้ได้อ่านกันแล้วล่ะค่ะ สรุปว่าเคยดูนะคะ แต่ว่าแปลไม่ได้จริงๆ ยากเกิ๊น...  sad smile

#11 By fingers-crossed on 2015-04-19 15:32

จริงๆชอบติดตามทากะจากOORมาอ่านนะคะ แต่ก็ชอบทาเครุจากหนังเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน เพิ่งรู้ว่าทั้งคู่สนิทกันขนาดนี้ ><
น่ารักมากเลยค่ะ เหมือนความต่างที่ลงตัว อ่านไปยิ้มไป ยิ้มไม่หุบเลยจริงๆ ดูเค้ารักกันมากอ่ะ ไม่เกินไปจริงๆที่ทากะเปรียบเทียบว่าเป็นทั้งเพื่อนทั้งสามีภรรยาฯลฯ55555  คือแฟนกันยังไม่ใส่ใจกันเท่านี้เลย รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
ทีแรกคิดว่าทากะน่าจะเป็นคนคล้ายทาเครุ ส่วนทาเครุก็น่าจะเป็นคนสบายๆไม่อะไรมาก น่ารักๆ ที่ไหนได้ ทากะดูเหมือนเด็กที่ใส่ใจความรู้สึก ในขณะที่ทาเครุดูมีความคิดมีเหตุผลเป็นผู้ใหญ่มากเลย แต่ทั้งคู่น่ารักนะคะ แสดงออกไม่เหมือนกัน ทึ่งทาเครุมากๆที่ตามดูทุกไลฟ์ จำได้แม้กระทั่งคำพูด สุดยอดจริงๆ*0* (ในขณะที่ทากะดูแต่เรื่องที่ตัวเองชอบ55555) แต่ความพิเศษที่มีให้กันนี่ไม่ต่างกันเลยจริงๆ
ขอบคุณนะคะที่เอามาแปล สนุกมากเลยค่ะ อ้อ ถ้าไม่เป็นการรบกวน อยากทราบว่าได้แปลสัมภาษณ์ตอนนี้รึยังคะ? อาจจะเก่าสักหน่อยแต่อยากรู้มากๆเลย><''
ถ้าแปลแล้วรบกวนตอบทางเมลล์ทีนะคะ หรือถ้ายังก็ช่วยกรุณาทีเถอะค่ะ แหะๆ ^^
ขอบคุณจริงๆค่ะ ^^
https://www.youtube.com/watch?v=_5wmJg-57WU

#10 By แจน (1.20.152.99|1.20.152.99) on 2015-04-09 14:04

อ่านแล้วอมยิ้ม มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกopen-mounthed smile

#9 By moonlight (110.49.207.42|110.49.207.42) on 2015-01-28 16:31

ลองเข้าไปฟังบ้างแล้วค่ะคุณ daisy แต่มันยาวจริงจังเหลือเกิน ฟังเพลินๆเอาสนุกล่ะพอไหว ให้ฟังจริงจังล่ะก็ย้ากยากเลยค่ะ... 
อย่างไรก็ตามแฟนๆของทาเครุอย่าลืมติดตามบทความเกี่ยวกับหนุ่มคนนี้ที่จะเอามาลงต่อๆไปด้วยนะคะ

#8 By fingers-crossed on 2014-11-08 13:22

ถ้าคุณ fingers-crossed ว่างๆ ลองฟังอันนี้นะคะ
ทาเครุดำเนินรายการเองพูดคุยเกี่ยวกับการถ่ายทำรูโรนิ เคนชิน
มีแขกรับเชิญคือ เอมิ ทาเคอิ, คามิกิ ริวโนสุเกะ, ทัตซึยะ ฟูจิวาระ และคนสำคัญ ทากะ ก็มาเป็นแขกรับเชิญกับเค้าด้วยจ้า 
http://www.youtube.com/watch?v=rQxHQbVfF5s&list=UUhhPxffRiiG9EbHlSIvwRtw

#7 By daisy (110.169.250.110|110.169.250.110) on 2014-10-31 02:54

สนุกมากค่ะ ชอบตอนจบมาก ท่าทางทาเครูจะเป็นคนที่คิดมากนะคะเนี่ย 
ขอบคุณมากค่ะ ดีใจจังได้อ่านแล้ว open-mounthed smile

#6 By nyanta on 2014-10-28 23:46

ขอบคุณมากกกกกกกค่ะ confused smile ที่แปลให้ฟัง พอดีพึงเข้ามาดู
ขออีกนิดได้มั้ยค่ืะ แหะๆ แล้วทาเครุกับอิมิเขาพูดอะไรกันค่ะ เหมือนจะชมๆ กันหรือป่าวค่ะ อยากรู้มาก ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

#5 By คะนะมิ (171.4.251.135|171.4.251.135) on 2014-10-28 01:04

จริงๆทาเครุเนี่ย บุคลิกภายนอกอาจจะดูเหมือนดาร์กนะคะ แต่จริงๆเพราะเจ้าตัวเป็นคนไม่ช่างพูดคือ... เป็นคนขรึมๆนั่นแหละค่ะ แต่ถ้าลองไล่ดูรายการที่เจ้าตัวไปออกที่ผ่านๆมา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูงหรือผู้ใหญ่หลายๆคนจะชมทาเครุอยู่เสมอ และที่น่าแปลกใจก็คือ ทุกคนมักจะชมว่าทาเครุเป็นคนน่ารักและฉลาด หายแปลกใจทันทีว่าทำไมคนรู้จักถึงชอบเรียกทาเครุว่าทาเคะจัง เพราะนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนน่ารักนี่ล่ะค่ะ 
ทาเครุอาจจะเป็นคนขรึมๆและไม่กล้าแสดงความรู้สึกเวลาที่ไปแอบชอบใคร หรือแม้แต่กับคนในครอบครัวก็จริงนะคะ แต่เวลาที่ได้ออกปากพูดอะไร ทาเครุจะเป็นคนที่พูดตรงไปตรงมามากๆ คิดยังไงก็พูดอย่างนั้น ไม่ได้พยายามปิดบังความรู้สึกมากเหมือนคนญี่ปุ่นทั่วไปเท่าไหร่ ก็เลยทำให้เป็นบุคลิกที่มีเสน่ห์มาก และหลายๆครั้งก็เรียกเสียงฮาได้บ่อยครั้งทีเดียว
สังเกตดูนะคะ ทั้งผู้กำกับ ทีมงาน หรือแม้แต่เพื่อนนักแสดงเนี่ย จะรักเขามาก... ไม่ใช่แค่ความสามารถนะคะแต่หมายรวมถึงนิสัยส่วนตัวด้วย อย่างคุณฟุกุยาม่า มาซาฮารุ หรือคุณอัตสึโร วาตานาเบะ หรือผู้กำกับโอโทโมะอย่างนี้... หรือคนรุ่นราวคราวเดียวกันเดียวกันอย่างฮารุมะ หรือทากะ ก็รักทาเครุมาก ไหนจะพวกรุ่นน้องใน AMUSE นี่หลายคนเรียกว่าเป็นแฟนบอยเลยล่ะค่ะ ไม่ต้องดูใคร น้องคามิกินี่ล่ะ ปลื้มพี่ทาเครุมากเลย
ส่วนตัวเราจึงรู้สึกชื่นชมทาเครุมากเพราะอย่างนี้ล่ะค่ะ

#4 By fingers-crossed on 2014-10-26 10:58

โอ๊ยยย ทำไม 2 หนุ่มนี่พูดถึงกันและกันได้มุ๊งมิ๊งขนาดนี้คะ
รักกันมากกกกกกกจริงๆ แฟนๆ อิจฉานะเนี่ย
Moment ดีใจมากที่รู้ว่าได้แต่งเพลงธีมเคนชินที่ทาเครุแสดงนำ 
Moment ที่ทากะแต่งเพลงเองคนเดียวแล้วรูู้สึกเป็นครั้งแรกจริงๆ ว่ามันเจ๋งมาก  ภูมิใจมากแล้วให้ทาเครุได้ฟังเป็นคนแรก !?
พิเศษไปมั้ย  ตอบบบบบบ
ถ้าทากะไม่ยืนยันว่าต้องไปเห็นกองถ่ายเพื่อจะได้แต่งเพลงได้ ก็คงไม่มีโอกาสได้รู้หรอกว่า ทาเครุทำงานเหนื่อยโฮกแทบตายแค่ไหนก็ยังแวะไปหาทากะตลอด
โหยย แฟนกันยังไม่หวานขนาดนี้เลยปะ
แล้วที่ทากะเอาไมค์สีแดงไปออกทัวร์ต่างประเทศด้วย บอกเลยว่า เห็นสายแดงๆ ยาวๆ นั่นทีไร นึกถึงหน้าทาเครุลอยมาทุกที ประหนึ่งได้เห็นทาเครุไปออกทัวร์กับทากะด้วยเลย
ป.ล. ทาเครุเป็นผู้ชายที่ดาร์คมาก ชอบอะ 55

#3 By daisy (58.11.158.183|58.11.158.183) on 2014-10-25 21:00

แหม คุณคะนะมิ... ยากนะเนี่ย... คลิปนี้เราก็เคยดูค่ะ เข้าใจบ้างนิดหน่อยเท่านั้น ไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่เอาจริงๆส่วนมากในงานโร้ดโชว์แบบนี้คำถามและคำตอบต่างๆจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก แค่เปลี่ยนวันเวลาและสถานที่ไปตามแต่โอกาสเท่านั้นเองค่ะ 
เท่าที่ฟังดู ทาเครุบอกว่าฉากที่ไม่อยากจะให้พลาดก็น่าจะเป็นฉากแอ็กชั่นหลายๆฉากนั่นเอง บางฉากมันอาจจะดูรวดเร็วมากและอาจจะจบลงเร็วมาก แต่ก็อยากจะให้ทุกคนได้เห็น ก่อนจะหันไปบอกว่า เวทีนี่ใหญ่โตมากเลยนะครับเนี่ย 
ก่อนจะบอกด้วยว่าเริ่มฝึกซ้อมคิวบู๊ทั้งหลายมาตั้งแต่เดือนกรกฎาของปีที่แล้ว ก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน (หรือเปล่า) ในการเตรียมตัว พอถูกถามว่าต้องฝึกอะไรบ้าง เจ้าตัวก็บอกว่าฝึกการฟันดาบแบบนี้บ้าง แบบนั้นบ้าง แล้วก็ต้องหลบหลีกยังไง ทาเครุยังเล่าด้วยว่าทีมแอ็กชั่นในหนังเรื่องนี้เป็นทีมที่ยอดเยี่ยมมากก่อนจะอธิบายว่าทำงานกันยังไง แล้วก็บอกด้วยว่าทีมนี้เรียกว่าเป็นทีมที่เก่งระดับโลกได้เลยทีเดียว ประมาณนี้ค่ะ เอาเท่านี้ก็พอเนาะ จริงๆมันยาวกว่านี้ แต่ส่วนใหญ่ก็พูดถึงตัวหนังที่น่าจะมีในสัมภาษณ์หลายๆอันที่ลงเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ล่ะค่ะ ^^V

#2 By fingers-crossed on 2014-10-22 11:44

ขอบคุรสัมภาษณ์ บทสัมภาษณ์ค่ะ
พึงเริ่มสนใจทาเครุ เมื่อไปดูเรื่องเคนชิน
เขาเป็นนักแสดงที่ฝีมือดี แสดงเก่งมากเลยคนนี้
 **ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป รบกวนคุณเจ้าของเว็บไซต์ช่วยแปลบทความจากยูทูปให้หน่อยได้มั้ยค่ะ
คือ อยากรู้มากว่าเขาพูดอะไรกัน ไม่เก่งเรื่องภาษาญี่ปุ่นเลยค่ะ sad smile  
http://www.youtube.com/watch?v=QkdzfwJ5XqA

#1 By คะนะมิ (171.4.250.96|171.4.250.96) on 2014-10-20 01:21