TravelAround

ITALY 2014: Day 10 Depart Rome to Bangkok

posted on 30 Aug 2014 13:35 by fingers-crossed in TravelAround directory Travel

20 เมษายน 2014

                วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้วที่เราจะอยู่ที่อิตาลีกัน ตามตารางแรกๆเลยที่เราได้รับมาจากทาง Unity น่ะ เขาบอกว่าครึ่งเช้านี้เราจะไปช็อปปิ้งเก็บตกอะไรกันในเมืองใช่ไหมคะ แต่พี่เวอร์ของเรานั้น ได้แจ้งทุกคนเอาไว้ตั้งแต่วันแรกๆของการเดินทางแล้วว่า มันเป็นไปไม่ได้ครับท่าน! ในความเป็นจริงคือเราไม่ได้มีเวลาเหลือมากมายกันขนาดนั้นไงคะ หัวหน้าทัวร์ที่มีประสบการณ์มานักต่อนักจะรู้ดีที่สุด แต่เอาจริงๆ นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะ เพราะเชื่อว่าคนที่อยากไปช็อปปิ้งน่ะ ก็คงตั้งใจว่าจะไปเก็บตกกันที่สนามบินกันอยู่แล้วล่ะค่ะ

                แต่ก่อนที่เราจะคิดกันไปไกลถึงเรื่องนั้น เรามาว่ากันเรื่องสัมภาระและมื้อเช้าของเรากันก่อนจะดีกว่าค่ะ แน่นอนว่า เช้านี้เราจะต้องจัดการกับกระเป๋าใบใหญ่ของเราให้เรียบร้อยโดยที่ไม่ลืมจะเอาไปวางไว้หน้าห้องเพื่อให้พนักงานขนลงไป เรียบร้อยแล้วทีนี้ก็เป็นมื้อเช้าล่ะค่ะ หลังจากที่พี่เวอร์ออกอาการรับไม่ได้เป็นอย่างมากกับสภาพห้องอาหารมื้อเช้าของเมื่อวาน เช้าวันนี้แกจึงให้ลูกทัวร์ทุกคนได้เข้าไปนั่งกินมื้อเช้าอย่างไฮโซในโซนร้านอาหารของโรงแรมเลยค่ะ แม้จะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาอีกไม่น้อย แต่สำหรับพี่เวอร์แล้ว นี่เป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก แกบอกแกรับไม่ได้ที่จะให้ลูกทัวร์ของแกไปเจอกับสภาพแบบนั้น แหม... ไฮโซจริงวุ้ย

                แน่นอนค่ะ มื้อเช้าของเราวันนี้จึงแตกต่างกันเป็นอย่างมากจากเมื่อวานนี้ราวฟ้ากับเหว ทั้งบรรยากาศ อาหาร และสถานที่ ซึ่งต้องขอบคุณพี่เวอร์เป็นอย่างมากที่ใส่ใจกันขนาดนี้ เสร็จจากมื้อเช้าเรายังพอมีเวลาขึ้นไปทำธุระส่วนตัวกันบนห้องก่อนจะลงมารวมตัวกันที่ล็อบบี้ค่ะ อย่างไรก็ตามบรรดาพ่อๆแม่ๆน้าๆอาๆ ก็รวมค่าทิปใส่ซองให้กับพี่เวอร์อย่างพร้อมเพรียงและเต็มอกเต็มใจอย่างยิ่ง เรียกว่ากรุ๊ปเราโชคดีมากนะคะที่ได้พี่เวอร์มาเป็นหัวหน้าทัวร์ เพราะแกทำหน้าที่ของแกได้เป็นเลิศมากจริงๆ

                เมื่อขึ้นรถบัสแล้วพี่เวอร์ก็พูดขอบคุณลูกทัวร์ทุกคน ก่อนที่ทุกคนก็ขอบคุณแกเป็นการใหญ่เหมือนกัน เป็นโมเม้นต์ที่น่ารักดีนะคะ ได้เห็นการทำงานของไกด์ยุโรปมืออาชีพแบบใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ก็นับว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาของฉันด้วยเหมือนกัน เพราะปกติเวลาฉันไปเที่ยวก็มักจะไปกันเอง น้อยครั้งมากค่ะที่จะไปกับทัวร์ พี่เวอร์แกเก่งจริงอะไรจริง ทั้งความรู้รอบตัว ไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือแม้แต่กิมมิกเล็กๆน้อยที่จะทำให้ลูกทัวร์ออกอาการทึ่งไปจนถึงประทับใจแก ไม่แปลกใจเลยที่แกจะได้ชื่อว่าเป็นไกด์อันดับต้นๆของ Unity2000

                เราใช้เวลานั่งรถบัสไปสนามบินประมาณ 40 นาที ตอนลากกระเป๋าจะไปเช็กอิน เคาน์เตอร์ยังไม่ทันจะเปิดเลยด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็ยินดีไปยืนรอกันนะคะ อารมณ์คงประมาณว่า ถ้าโหลดสัมภาระไปเสียได้ก็จะสบายตัวกันเสียที ทีนี้จะไปไหนมาไหนก็สบายตัวกันล่ะ ระหว่างรอก็มีกลุ่มคนไทยจากกรุ๊ปอื่นๆทัวร์อื่นๆมาต่อคิวยืนรอด้วยเหมือนกัน ทำเอาคิวหน้าเคาน์เตอร์การบินไทย ยาวขึ้นโขเลยค่ะ ให้อารมณ์เหมือนอยู่สุวรรณภูมิเบาๆไปอีกแบบ

                เสร็จจากการโหลดกระเป๋าแล้ว ภารกิจสำคัญต่อไปที่พลาดไม่ได้เลยก็คือการขอคืนภาษีซึ่งต้องเข้าไปทำด้านในโน่นเลย คือเราจะไม่ออกมายืนเวิ่นเว้อกันตรงด้านนอกนี้แล้ว เพราะเอาจริงๆมันไม่ค่อยมีอะไรให้ทำสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเข้าไปด้านในแล้ว ทีนี้ก็สนุกล่ะค่ะ ใครจะขอคืนภาษีก็ทำไป ใครจะช็อปปิ้งก็เอา ใครจะหาอะไรกิน หรือนั่งเล่นตามร้านกาแฟก็เต็มที่เลย เพราะด้านในน่ะร้านรวงพร้อมพรั่งจริงๆ

                จากประสบการณ์การเดินทางไปต่างประเทศมากมายของแม่และป๊า ถึงกับออกปากเลยว่าทัวร์นี้ดีจริงๆ เพราะถ้าเป็นบางทีน่ะ พอเข้ามาด้านในหัวหน้าทัวร์ก็จะปล่อยเลย เรียกว่าแทบจะถือว่าหมดหน้าที่ไปแล้ว บินถึงเมืองไทยก็แยกย้ายกันว่าอย่างนั้น แต่พี่เวอร์น่ะ ดูแลพวกเราอย่างดีจริงๆ ไหนจะพาไปจัดการเรื่องขอคืนภาษี แนะนำเรื่องร้านรวง และย้ำเรื่องเวลาที่ควรไปรอที่เกตว่าควรจะไปถึงกี่โมง ไปยังไง ซื้ออะไรได้ที่ไหนบ้างเป็นต้น

                ของบ้านเราโชคดีมากที่คิวขอยื่นคืนภาษีเร็วมาก ต่อแถวไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย หลายๆคนเห็นว่าต้องไปยืนรอกันนานมากทีเดียว หลังจากนั้นก็ว่างค่ะ เวลาเหลือเยอะก็เลยเดินเข้าร้านนั้นเดินออกร้านนี้กันสบายๆ ถึงตอนนี้เราไม่ค่อยอยากจะได้อะไรกันเท่าไหร่แล้ว ฉันเดินเข้าไปถามรุ่นกระเป๋าที่น้องสาวฝากซื้อแต่ปรากฏว่าไม่มีค่ะ ทีนี้พอเราว่างกัน แม่ก็เลยมีดำริว่าไปหาที่นั่งกินอะไรกันเถอะ ฉันก็เลยพาไปร้านที่ขายทั้งอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมขนมและของที่ระลึกแบบครบเลย

                ก็จัดการเรื่องอาหารการกินให้เขาตามหน้าที่ค่ะ อยากได้พิซซ่าก็สั่งมาให้ อยากได้โค้กจัดไป อยากกินกาแฟก็ย่อมได้... จนพอใจแล้ว เราก็ตัดสินใจจะนั่งรถโมโนเรลยาวไปที่เกตของเรากันเลยดีกว่า คือยังไงก็ไม่มีอะไรทำกันแล้ว ไปรอใกล้ๆเกตอุ่นใจกว่าว่าอย่างนั้น ย่อมไม่มีปัญหา เราก็พร้อมใจไปเป็นหมู่คณะกันเหมือนเดิม

                พอไปถึงที่เท่านั้นแหละค่ะ ไปเจอร้านรวงถูกใจกันหรือไงก็ไม่รู้ ฉันเลยโดนทิ้งเลย แต่ในเมื่อมาถึงที่นี่กันแล้วฉันก็ไม่ห่วงแล้วค่ะ ก็เลยเดินดูของไปตามสบาย ก็ไปเจอร้านดิวตี้ฟรีขนาดใหญ่เข้า ฉันคิดอะไรไม่ออกก็เลยเดินไปตรงโซนขายขนมน่ะค่ะ แล้วก็หยิบช็อกโกแล็ตถุงใหญ่มาก 3-4 ถุงก่อนจะจ่ายเงิน ... เนี่ยล่ะค่ะของฝาก มากันทื่อๆแบบไม่ผ่านการคิดที่ซับซ้อนใดๆเลยแบบนี้แหละ

                ฉันจัดการข้าวของของตัวเองเรียบร้อยก็เลยออกเดินตามหาญาติผู้ใหญ่ของตัวเองเสียที ปรากฏไปเจอกันที่ร้านขายของที่ระลึกแห่งหนึ่ง พอดีร้านนี้เขาขายเสื้อผ้าเด็กด้วย ป้าของฉันที่เห่อหลานเป็นอย่างมาก ก็เลยเดินเข้าไปจัดของฝากให้เจ้าตัวเล็กได้ในที่สุด หลังจากที่ตระเวณหาของฝากให้หลายมาหลายเมืองแต่ไม่เจออะไรที่ถูกใจเสียที มาได้เอาที่สนามบินนี่เองนะคะ

                ถ้าจำไม่ผิดเกตที่เราจะต้องรอขึ้นเครื่องคือเกตหมายเลข 77 ค่ะ หันไปมองทางไหน แหม... มีแต่คนไทยทั้งนั้นเลย เราคอยๆเดินขึ้นเครื่องกันแบบสบายๆ เพราะแน่ใจแล้วว่าไม่เหลือใครตกหล่นเอาไว้ข้างหลัง ที่นั่งของเราก็ทำเลทองไม่แพ้ขามาค่ะ คืออยู่ท้ายเครื่องและใกล้ห้องน้ำเป็นอย่างมาก พี่เวอร์ยังคงเดินมาสำรวจความเรียบร้อยและนับลูกทัวร์ของตัวเองอีกครั้งเพื่อที่จะให้แน่ใจจริงๆว่าไม่ต้องมาตามเก็บตกใครกลับไปในทริปหน้าที่แกจะพากรุ๊ปใหม่มา... ก็ว่าไปนั่น!

                เครื่องบินของการบินไทยเที่ยวที่ TG945 พาเราออกจากโรมในเวลาบ่ายโมงกว่าๆเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการนิดหน่อย โดยน่าจะไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณตีห้าครึ่งเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ซึ่งหมายความว่า พอเราไปถึงบ้าน เวลาของเราก็จะหายไป 5 ชั่วโมงนะคะ

                ขากลับที่ใช้เวลาบินไม่ถึง 10 ชั่วโมงดีเนี่ยนะคะ ไม่รู้ทำไมฉันไม่ได้นอนเลย มันไม่รู้สึกง่วงเลยจริงๆ แล้วก็ไม่ได้พยายามที่จะนอนด้วย ก็ฆ่าเวลาด้วยการดูซีรีย์ที่มีให้เลือกดูบนเครื่อง ซึ่งจำได้ว่าฉันดูไปสองเรื่อง เรื่องละประมาณ 5-6 ตอน ดูจบเครื่องก็แทบจะแลนดิ้งเลย บ้าไปแล้วจริงๆ ทำไมไม่หลับไม่นอนกันหือ!?! ระหว่างนั้นอาหารก็มาเสิร์ฟให้ตามเวลา น่าจะสองมื้อนะคะถ้าจำไม่ผิด แต่กรุ๊ปเรามักจะได้อาหารมาก่อนใครเขา คาดว่าเป็นเพราะหัวหน้าทัวร์จัดการให้ ก็เลยได้กินก่อนใครเพื่อนเลย เลิศเลอจริงๆ...

                เราเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเร็วกว่าเวลาตามตารางพอสมควร แต่ก็ถือเป็นการเดินทางที่ราบรื่นดีทีเดียวค่ะ และที่สำคัญทาง Unity เขายังไม่จบกับเรานะคะ ตอนที่เราเดินออกจากเกตน่ะ มีเจ้าหน้าที่ของ Unity มาถือป้ายบอกว่า ถ้าเป็นลูกทัวร์ของ Unity นั้น ให้เราผ่าน ตม. ในช่อง Premium Lane ได้เลย จะว่าเป็น fast track หรือเป็นช่อง VIP ก็ได้ค่ะ คือฉันน่ะเคยทำงานดูแลศิลปินและแขก VIP จากต่างประเทศมาบ้าง จึงรู้ว่าช่องนี้น่ะมันพิเศษมาก ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มนะคะถ้าจะผ่านเข้าช่องนี้ ที่ผ่านมาก็มีหน้าที่พาแขกและศิลปินผ่านเข้าช่อง VIP นี้ในฐานะคนทำงานแต่เพียงอย่างเดียว นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ผ่านช่องนี้ในฐานะผู้โดยสารกับเขาบ้าง แอบตื่นตาตื่นใจเบาๆ และรู้สึกคุ้นเคยเบาๆ เพราะฉันเคยต้องทำงานวิ่งไปมาอยู่ในโซนนี้ชนิดทะลุปรุโปร่งล่ะค่ะ

                ทุกคนผ่าน ตม. มาได้อย่างสะดวกโยธิน ก่อนจะไปรอรับกระเป๋ากันพร้อมหน้า ตอนนั้นล่ะค่ะที่ทุกคนจะร่ำลากันเสียที เพราะใครที่ได้รับกระเป๋าก่อนก็จะขอแยกตัวกลับกันก่อน ฉันกับป้าของฉันแยกจากแม่กับป๊า เพราะฉันต้องพาป้าซื้อตัวเครื่องบินกลับบ้านที่เชียงรายไฟลท์แรกของเช้านี้เลย คือเธออยากกลับบ้านและอยากจะกลับไปเจอหลานน่ะนะคะ ดังนั้นป้าฉันจึงไม่รีรอที่จะเหนื่อยต่ออีกสักชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วก็กลับถึงบ้านเลยดีกว่า ส่วนฉันก็มีคนที่บ้านมารับกลับค่ะ

                ตอนลงจากเครื่องบินน่ะยังไม่รู้สึกอะไรนะคะ แต่พอกลับถึงบ้าน คือง่วงมากถึงมากที่สุด เพราะคำนวนดูแล้วฉันไม่นอนเลยเกิน 24 ชั่วโมงไปเรียบร้อยค่ะ โชคดีไม่ได้ถึงขนาด jet lag เหมือนบรรดาพ่อๆแม่ๆ เพราะแค่หลับไปประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วก็ตื่นมา ปรับเวลาให้ชิน พอตอนค่ำก็เข้านอนตามปกติ ก็เรียบร้อยค่ะ ชีวิตก็กลับมาเข้าลูปได้ดังเดิม

                ปิดจบการท่องอิตาลีแบบแกรนด์ๆลงอย่างสมบูรณ์ในที่สุด นับเป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากอีกครั้ง เพราะในชีวิตไม่คิดว่าจะได้ไปเที่ยวยุโรปกับเขา เพราะเอะอะก็ไปญี่ปุ่น คิดอะไรไม่ออกก็ไปญี่ปุ่นตลอด ได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้างย่อมถือเป็นเรื่องดี กราบขอบคุณแม่กับป๊า (และพี่สาวของข้าพเจ้า) ที่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่สำหรับการเดินทางครั้งนี้เป็นอย่างสูง แม้จะเป็นการชวนแบบกึ่งๆมัดมือชก แต่ก็รู้แหละว่า แม่กะป๊าอยากจะให้ไปเที่ยวด้วยกัน (ช่วยดูแลไปในตัวด้วย) ฉันจึงไม่มีอิดออดเลย (น่าถีบเบาๆ)

                ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาอย่างยาวนานนะคะ หวังว่าจะได้รับความบันเทิง รวมถึงความรู้กันไปบ้างไม่มากก็น้อย ถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ไหนอีก ก็จะเอามาเขียนเล่าให้อ่านแบบนี้อีกแน่ๆ และมันจะต้องยาวแบบนี้แหละแน่ๆ อย่าลืมติดตามอ่านกันต่อไปค่า....

 

เก็บตก Grand Italy 2014

- พี่เวอร์แอบฝากให้มาบอกว่า หัวหน้าทัวร์ของ Unity2000 นั้น เก่งและเปี่ยมไปด้วยคุณภาพทุกคน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับประสบการณ์และชั่วโมงบินด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากใครที่มาอ่านนิราศอิตาลีของดิชั้นแล้วไปใช้บริการของทาง Unity ก็อยากจะให้เผื่อใจไว้นิดว่า หัวหน้าทัวร์ชื่อบีเวอร์นั้นมีอยู่ท่านเดียว ซึ่งแตกต่างจากหัวหน้าทัวร์ท่านอื่น ซึ่งวิธีการดูแลลูกทัวร์อาจจะแตกต่างกันไป ดังนั้นอย่าไปคาดหวังว่าจะได้รับการบริการที่เหมือนกันเป๊ะๆ ของบางอย่างก็ขึ้นอยู่กับหน้างานด้วยล่ะค่ะ

- จากการซื้อทัวร์ไปเที่ยวครั้งนี้ สรุปตามใจตัวเองได้ว่า ใครชอบไปเที่ยวแบบไม่ลำบาก ไม่ต้องเหนื่อยมาก ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเรื่องอาหารการกิน หรือกลัวว่าจะหลง ซื้อทัวร์ (ที่ไฮโซและมีคุณภาพ) น่าจะเหมาะที่สุด แต่ใครที่ชอบการผจญภัย ไปกับเพื่อนกลุ่มเล็กใหญ่ที่คุ้นเคยกัน ไม่หวั่นว่าจะต้องกินที่ไหนหรือหยุดพักเมื่อไหร่ วางแผนไปเที่ยวกันเองนั้นไซร้จะเหมาะที่สุด ของฉันนั้นอย่างแรกนานๆมาทีหรือรอให้แก่งั่กกว่านี้ก็พอไหว แตถ้าให้เลือกตอนนี้ชอบอย่างหลังมากกว่าค่ะ

- อีตาลีทางตอนเหนืออากาศจะเย็นกว่าทางใต้ พืชผักผลไม้ก็จะเหมาะกับอากาศเย็นมากกว่า วิวทิวทัศน์อะไรต่อมิอะไรก็จะสวยคลาสสิกกว่า ในขณะที่ทางตอนใต้อากาศจะอบอุ่นกว่า จึงไม่น่าแปลกใจที่พืชผักผลไม้ขึ้นชื่อของทางนี้จะเป็นพวกส้มหรือมะกอกเป็นหลัก แต่ตอนที่เราไปกันนั้น ยิ่งลงใต้ยิ่งหนาว อากาศมันสวิงน่ะค่ะคุณ

- ผู้ชายอิตาเลียนตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยหนุ่มจะดูดีมากทั้งลุกและการแต่งเนื้อแต่งตัว หล่อเว่อวังตั้งแต่บาริสต้าไปจนถึงพนักงานร้านรวงต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ชาวไร่ชาวสวน แต่พอเริ่มมีอายุก็จะกลายเป็นคุณลุงร่างท้วม พุงใหญ่เหมือนกันหมด เปรียบได้กับถนน 7 เลนที่ถูกบีบให้เหลือแค่ 2 เลนในที่สุด คือเลนที่ยังดูดีและเลนที่อวบอ้วนลงพุงอย่างที่เราได้เห็นกันจนเจนตานะคะ

- คนที่นี่สูบบุหรี่จัดทั้งผู้ชายและผู้หญิง และไม่ลังเลที่จะหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบได้ทุกเวลาและสถานที่

- คนอิตาเลียนดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเองอย่างดี ที่เห็นชัดที่สุดก็คือสุนัขเพราะเห็นคนที่นี่จูงสุนัขไปไหนมาไหนด้วยแทบจะทุกที่ที่ไป แต่ละตัวดูดีมีชาติตระกูลอย่างมาก เป็นที่ดึงดูดสายตาอย่างมาก สุนัขตัวใหญ่ที่สุดที่ได้ไปสัมผัสระหว่างอยู่อิตาลีก็คือตอนที่ไปเวนิส ตัวใหญ่เว่อวังแบบอีกนิดเดียวก็คือหมีแล้ว แต่ดูหล่อแล้วก็เชื่องมาก เรียกลูกค้าสุดพลัง!

- มีโอกาสได้เจอแมวอยู่สองครั้ง แต่แลดูพวกนางไม่รับแขกเท่าไหร่ แมวที่เจอที่อิตาลีหน้าตาเหมือนแมวที่เมืองไทยอยู่เหมือนกัน

- พิซซ่าที่อิตาลีอร่อยมาก และทำให้ฉันสามารถกวาดเรียบคนเดียวทั้งถาดแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนตอนอยู่เมืองไทย ไหนจะพอร์กช็อป คาลามารี และนู่นนี่นั่นอีก ไปอิตาลีรู้สึกว่าตัวเองกินเก่ง แต่ไม่กินจุบจิบนะ

- เมืองที่ประทับใจน้อยที่สุดในทริปนี้ก็คือนาโปลี เพราะเป็นเมืองอุตสาหกรรม แถมตอนไปถึงก็ค่ำแล้ว โดนฝนตกใส่ด้วย พอเช้าก็ขึ้นเรือไปคาปรีกันเลย คือเหมือนไปแวะค้างคืนเพราะเป็นทางผ่านเฉยๆ ถามว่าเราได้แคร์นาโปลีกันหรือเปล่า... ก็ไม่! น่าน้อยใจแทนเหมือนกันนะ

- แม้อิตาลีจะขึ้นชื่อเรื่องกาแฟ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เจอกาแฟรสชาติแย่ๆนะคะ... ฉันเจอมาสองครั้ง เป็นกาแฟที่โรงแรมทั้งสองครั้งเลย

- ไปอยู่อิตาลีมา 10 วัน ทุกโรงแรมที่ไปพัก ไม่มีที่ไหนมื้อเช้าจะไม่มี “ไข่คน” และเมนูนี้จะอร่อยขึ้นอีกถึง 80% เมื่อมีซ้อสแม็กกี้เป็นส่วนประกอบ

- ห้องน้ำสาธารณะหายากยิ่ง อยากเข้าห้องน้ำระหว่างเที่ยว ต้องแวะไปอุดหนุนร้านกาแฟแล้วถึงจะได้เข้าห้องน้ำฟรีนะคะ

- ถึงจะพูดอิตาเลียนไม่ได้ แต่ลองฝึกพูดคำว่า Gracias (ขอบคุณ) ให้เป็นนิสัยดูนะคะ เรียกรอยยิ้มได้ดีนักแล

- ถนนในอิตาลีมีไว้สำหรับคนอิตาเลียนเท่านั้น! สกิลในการควบคุมยวดยานพาหนะบนท้องถนนของชาวอิตาเลียนนั้นน่าทึ่ง!

- สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในอิตาลีนั้นมักจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวเสมอ แต่ถ้าใครไม่อยากจะเจอฝูงนักท่องเที่ยวจำนวนมากๆ จงหลีกเลี่ยงสถานตากอากาศในฤดูร้อนดีที่สุด... คนยุโรปเค้ากระหายในสายลมแสงแดดกันมากเหลือเกิน

- ฉันเป็นคนช่างสังเกต เวลาที่นั่งรถบัสจากเมืองนึงไปอีกเมืองนึง สิ่งนึงที่ฉันมักสังเกตทุกครั้งก็คือสายไฟฟ้าค่ะ อย่าหาว่าเปรียบเทียบเลยนะคะ... ทำไมมันถึงเป็นระเบียบเรียบร้อยนักก็ไม่รู้ไม่ว่าจะเป็นในเมืองใหญ่หรือชนบท ฉันแทบจะไม่เห็นสายไฟฟ้าที่ห้อยระโยงระยางไม่เป็นระเบียบเลย ยิ่งไอ้ที่ดูสุ่มเสี่ยงจะก่อให้เกิดอันตรายน่ะยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทำไมเขาทำได้แล้วทำไมเราถึงทำไม่ได้กันนะ...

-  การเดินทางไปอิตาลีคราวนี้ เราเจอกรุ๊ปทัวร์ชาวไทยมากที่สุด (แหงล่ะ... รูทเดียวกันขนาดนั้น) ถัดจากคนไทยก็เป็นชาวญี่ปุ่นค่ะ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเรียบร้อยมากจริงๆ

- ที่จริงการเดินทางหลายๆครั้งบางทีก็สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการเมารถเมาเรือมากนะคะ ดังนั้นหยูกยาอะไรพอจะเตรียมไปได้ก็เตรียมไปตามแต่สภาพของแต่ละคนดูก็ดีเหมือนกัน เผื่อไว้... แต่ไม่รู้ทำไมฉันถึงผ่านมาได้แบบฉลุยขนาดนี้เหมือนกัน นอกจากจะไม่เมารถ เมาเรือแล้ว อาการป่วยที่พกพาไปด้วยตั้งแต่ต้นทริปก็หายได้เองซะงั้นนะคะ

- เรื่องราวของปอมเปอีและภูเขาไฟวิสุเวียสนั้น น่าสนใจมากจริงๆนะคะ ใครพอจะมีเวลาก็อยากจะให้ลองเข้าไปหาดูสารคดีต่างๆใน YouTube กันดูจริงๆ

- จากการไปเดินชม Vatican Museum ถึงได้เรียนรู้ว่า ท่าน Michael Angelo ศิลปินเอกของโลกนั้น ไม่เพียงแต่ท่านจะติสต์มาก ท่านยังแอบเกรียนในหลายๆโมเม้นต์ด้วย ลองไปศึกษาผลงานของท่านดูนะคะ

-ถ้าจะไปอิตาลี ยังไงก็ต้องระวังเรื่องกระเป๋ากับข้าวของให้ดีนะคะ เพราะมิจฉาชีพที่นั่นทำงานกันตั้งใจจริงจังสุดพลัง ไม่เพียงแต่จะช่วงสรรหาวิธีเท่านั้น ยังโคตรอุกอาจและไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหมณ์ที่ไหนอีกด้วย ดังนั้นจงระวังกระเป๋าสะพายและข้าวของส่วนตัวให้ดีตลอดเวลาค่ะ... แต่ไม่ถึงกับต้องมองซ้ายมองขวาระแวดระวังจนไม่เป็นเที่ยวนะคะ อันนั้นก็เกินไปนิด

- ชายหาดสวยๆน่าจะถือเป็นหนึ่งในแรร์ไอเท็มของคนอิตาลี!

- อย่ามาถามเรื่องของแบรนด์เนมอะไรกับข้าพเจ้า... เพราะรู้แค่ว่า Prada ราคาถูกกว่าที่เมืองไทย 3 เท่า และร้าน Bata เริ่ดกว่าที่คิดเอาไว้มาก! แค่นั้นจริงๆ...

- เที่ยวคราวนี้เสียดายอะไรบ้าง... เสียดายที่แวะมิลานแค่แป๊ปเดียว เสียดายที่มีเวลาเดินเที่ยวฟลอเรนส์น้อยไปหน่อย เสียดายเซียน่าเพราะอยากอยู่ต่อให้นานอีกนิด เสียดายที่ยังไม่ค่อยรู้จักซอร์เรนโต้มากเท่าไหร่ก็ต้องรีบจากไปเสียก่อน เสียดายปอมเปอีที่น่าจะมีเวลาได้เดินมากกว่านี้... แต่ก็เป็นแค่ความเสียดายนิดๆหน่อยๆเองค่ะ เพราะเท่าที่มีโอกาสได้ไปมานี่ก็ต้องเรียกว่าโชคดีที่สุดแล้ว

- การซื้อทัวร์เหมือนซื้อล็อตเตอรี่ เพราะต้องลุ้นว่าหัวหน้าทัวร์จะเป็นยังไง และลูกทัวร์ที่ไปด้วยกันจะเข้ากันได้ดีแค่ไหน และตลอดช่วงเวลา 11 วันที่ไปเที่ยวอิตาลี... ฉันถือว่าตัวเองโชคดีเหมือนถูกล็อตเตอรี่เลยล่ะ!

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับการติดตามนะคะ...