Note: มาแล้วค่ะสำหรับตอนที่สองของบทสัมภาษณ์อย่างยาวของ ซาโต้ ทาเครุ ขออภัยอีกครั้งที่ใช้เวลานานกว่าที่คิดเอาไว้สักหน่อย แต่ก็มาแล้วตามสัญญานะคะ ไหนๆก็ไหนๆ ขอออกตัวไว้ล่วงหน้าตรงนี้นิดนึงค่ะว่า ตอนที่่ 3 อาจจะทิ้งช่วงไปอีกประมาณสัปดาห์นิดๆ เพราะมีกิจธุรุะบางประการที่ทำให้ไม่สามารถออนไลน์แบบนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เสร็จจากธุระแล้ว จะกลับมาลงให้อ่านต่ออย่างแน่นอนค่ะ

 
*** และเช่นเคยนะคะ ใครอ่านบทสัมภาษณ์นี้แล้ว อยากจะนำไปเผยแพร่ก็ได้เลยค่ะ ขอแค่นำไปให้หมดโดยไม่มีการตัดต่อ แล้วทำ Hot Link ให้ด้วยก็พอค่ะ
 
---------------------------
 
บทสัมภาษณ์ Sato Takeru จากนิตยสาร +act. Magazine - Part 2

- น่าจะเป็นเรื่องไม่ธรรมดาใช่ไหม เวลาที่ใครสักคนใช้ชีวิตอยู่ในแบบที่เหมือนมีใครอีกคนอยู่ข้างในแบบนั้น

ทาเครุ: ผมกลับไม่ได้รู้สึกเหมือนกับมีใครอีกคนอยู่ข้างในนะครับ แต่เอาจริงๆ มันเหมือนมีอิเมจนั้นเติบโตอยู่ข้างในคุณขึ้นมาเองโดยธรรมชาติน่ะ

- อิมเมจที่เติบโตขึ้นงั้นหรือ

ทาเครุ: ครับ อิเมจของตัวละครมันเติบโตขึ้น หากจำเป็นต้องอธิบายด้วยคำพูดก็ต้องบอกว่าอย่างนั้นล่ะ (หัวเราะ) แต่มันเป็นเรื่องของการรับส่งภายในมากกว่าครับ มันก็เลยยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดอยู่สักหน่อย แต่ผมก็พยายามนะ แล้วก็คิดว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ล่ะ

- คุณรู้สึกได้ว่ามันเติบโตขึ้นใช่ไหมล่ะ

ทาเครุ: ช่วงเริ่มถ่ายทำตอนแรก ผมประหม่ามากเลยนะ ทากุโสะซังเป็นคนที่แตกต่างจากผมอย่างสิ้นเชิง และผมก็ไม่เคยรับบทลักษณะนี้มาก่อน มันอาจจะฟังดูสุดโต่งไปหน่อย แต่เราเริ่มกันแบบไม่รู้คำตอบที่ชัดเจนด้วยซ้ำ ผมเองก็ไม่รู้หรือแม้แต่ตัวผู้กำกับเองก็เหมือนกัน ไม่มีใครรู้เลย เราก็เลยเรียนรู้จากการทำมันไปนี่แหละ ผ่านการทดลองแล้วก็ข้อผิดพลาดทั้งหลาย แต่ตอนนี้ ผมสามารถเดินเข้าฉากได้แบบที่ไม่ต้องกังวลอะไรมากแล้วล่ะครับ

- แล้วนักแสดงทุกคนเป็นแบบนั้นกันหมดเลยด้วยหรือเปล่า

ทาเครุ: เป็นครับ

- งั้นก็คงให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างตัวละครเหล่านี้ร่วมกันเลยใช่ไหม

ทาเครุ: ใช่เลยครับ เราพยายามอย่างมากเพื่อที่จะควบคุมตัวละครแต่ละตัวให้เกาะกันไป สิ่งที่เราคิดเหมือนๆกันก็คือ การแสดงมันคือ ‘sentaku’ (ทางเลือก)

- sentaku งั้นหรือ?

ทาเครุ: sentaku ที่แปลว่าทางเลือกน่ะครับ

- ฉันรู้ค่ะ (หัวเราะ)

ทาเครุ: มันมี sentaku ที่หมายถึง ‘ซัก’ ด้วยนี่ครับ (หัวเราะ)

- ขอบคุณที่ช่วยอธิบายค่ะ น่าจะเป็นครั้งที่ฉันได้ยินคุณพูดว่า ‘ทางเลือก’ นะนี่

ทาเครุ: ก็ ผมเองก็สังเกตเห็นตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ผมสามารถแสดงได้หลายแบบอยู่ ผมสามารถทำให้โทกุโสะซังดูประหลาดเหนือเหตุผล หรือดูเป็นธรรมชาติแล้วก็ดูธรรมดาได้ มันก็เลยเป็นเรื่องของ ‘ทางเลือก’ มากกว่าว่าจะใช้สีหน้าแบบไหน คำพูดแบบไหน หรือจะยืนยังไงแบบคัทต่อคัทน่ะครับ

- คุณรู้สึกว่ามันต้องทำแบบคัทต่อคัทใช่ไหม

ทาเครุ: โดยเฉพาะครั้งนี้ล่ะก็ใช่ครับ ตอนแรกผมทำความเข้าใจกับตัวละครอย่างละเอียด แต่ผมก็ยอมรับความเห็นของผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ด้วยว่ามันอาจจะมากเกินไป และน่าจะดีกว่าถ้าทำให้มันดูออกมาธรรมดามากขึ้น ผมก็เลยค่อยๆตัดมันออกไปบ้าง

- เมื่อถึงจุดที่เป็น ‘ทางเลือก’ คุณมีทางเลือกที่หลากหลายแค่ไหนของปฏิกิริยาของโทกุโสะในตอนที่เขาได้ลองกินเนื้อทอดเป็นครั้งแรก และทำให้เขาเลือกตัดสินใจที่จะเป็นพ่อครัว

ทาเครุ: ไม่มีครับ มันเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างราบรื่นทีเดียว แล้วก็เป็นไปอย่างที่ผมตั้งใจเอาไว้จริงๆ

- การที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกสมัยใหม่ มันทำให้เราไม่ค่อยมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนแบบนั้นใช่ไหม

ทาเครุ: ก็ใช่ล่ะครับ

- ตอนที่ฉันอ่านบท ฉันยังสงสัยเลยว่า คุณจะแสดงความรู้สึก “นี่มันเรียกว่าอะไรเนี่ย” ออกมาได้ยังไง

ทาเครุ: แต่ผมกลับเล่นบทกินเนื้อทอดนั้นได้แบบไม่มีปัญหาอะไรเลยนะ ผมก็แค่คิดว่า คนทั่วไปก็คงต้องหยุดชะงักไปแบบนั้นเหมือนกันนั่นแหละถ้าลองไปเจออะไรกับที่ไม่เคยเจอเป็นครั้งแรกน่ะ

- อ๋อ...

ทาเครุ: เวลาที่มีอะไรอยู่เหนือความคาดคิดของคน หรือเวลาที่คนเราต้องเผชิญกับอะไรที่เหนือความคาดคิด พวกเขาจะหยุดชะงักไป... นั่นล่ะครับอิเมจในแบบของผม

- เมื่อพูดถึง ‘ทางเลือก’ แล้ว อะไรที่เกิดขึ้นบ่อยกว่ากัน ระหว่างทางเลือกที่มีแค่สองทาง หรือทางเลือกที่มีเป็นสิบแบบ

ทาเครุ: ทางเลือกที่มีอยู่เป็นสิบแบบนั่นล่ะครับ คือแทนที่จะเป็นแบบนี้กับแบบนั้น (ทำท่าทางอธิบายด้วยการวาดมือเป็นรูปครึ่งวงกลมแบบเครื่องวัดความเร็ว) ผมกลับมีอิเมจที่เราต้องเลือกกันแบบล้นเหลือ แน่นอนว่าบางครั้งเราก็เลือกเพราะมันให้ความรู้สึกดีใจหรือโศกเศร้าแบบนั้น แต่ถ้าเราเลือกที่จะรู้สึกดีใจ แล้วต้องดีใจแค่ไหนล่ะ นั่นก็เป็นอีกทางเลือกนึงล่ะ เรามีกรณีแบบนี้เยอะเลย

- ฉันเข้าใจชัดเจนเลยจากที่คุณวาดมือเป็นรูปเครื่องวัดความเร็วน่ะ คุณกำลังหมายถึง การแสดงมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะทางเลือก A หรือ B เท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องความละเอียดอ่อนของทางเลือกต่างๆเข้ามาอีกอย่างนั้นใช่ไหม ว่าแต่ คุณเคยพูดในคอลัมน์ ‘+act mini’ เอาไว้นี่ว่า ‘ธีมในคราวนี้ก็คือการทิ้งตัวเองไปเสีย’ ใช่ไหม

ทาเครุ: หึหึหึ...

- อะไรกัน! หรือจะบอกว่ามันเป็นแค่พูดขายของน่ะ

ทาเครุ: ขายของครับ (หัวเราะ) คำพูดนี่มันหลุดออกมาในกองถ่ายตอนที่เราแสดงท่าปากยื่นปากยาวกันในตอนแรกนั่นแหละ จริงๆมันเป็นธีมของผมก็แค่ครั้งนั้นเอง

- เข้าใจล่ะ (หัวเราะ) แต่คุณรู้สึกจริงๆไหมว่า ต้องพยายามทิ้งความตัวเองไป เหมือนกับซาโต้ ทาเครุ หายไปเลยแบบนั้น

ทาเครุ: ก็ไม่ทั้งหมดนะครับ

- จะบอกว่า ตัวคุณหายไปเองโดยธรรมชาติเวลาที่คุณกลายเป็นตัวละครนั้นแบบนั้นได้หรือเปล่า

ทาเครุ: ได้ครับ

- อ้าว แล้วไม่ใช่ซาโต้ ทาเครุหรอกหรือที่เป็นคนเลือก

ทาเครุ: ไม่ครับ มันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไปนะ จริงอยู่ ในตอนแรก ผมเป็นคนเลือกเอง แต่บางครั้งผู้กำกับก็จะบอกว่า ‘แบบนี้น่าจะดีกว่า’ หรือ ‘เธอน่าจะทำให้มันเข้าใจง่ายขึ้นอีกหน่อย’ ดังนั้นคุณอาจจะพูดได้ว่าสำหรับนักแสดงแล้ว คนที่เลือกหนทางให้กับพวกเขาเป็นอะไรที่สำคัญมากนะ นักแสดงน่ะย่อมมีไหวพริบ ดังนั้นพวกเขาก็เรียกได้ว่าทำได้แทบจะทุกอย่างที่ถูกบอกให้ทำนั่นแหละผมว่านะ ในขณะเดียวกัน คนที่ให้คำแนะนำว่าทางไหนถูกหรือทางไหนที่ดูฉลาดกว่าก็มีส่วนสำคัญมากเช่นกันโดยเฉพาะเวลาที่เราพูดถึงละคร แต่ก็เหมือนอย่างที่เขาว่ากันน่ะครับ มันเป็นเรื่องของรสนิยมอีกนั่นแหละ บางคนชอบการแสดงออกที่เกินจริง แต่บางคนก็ชอบแบบที่ดูธรรมดามากกว่า มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องหรอกครับ และเพราะมันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องนี่แหละ ผมจึงหวังจะได้ทำงานกับคนที่มีเซ้นส์ที่ผมคิดว่าผมสามารถไว้ใจได้

- แล้วคุณเริ่มตระหนักถึง ‘ทางเลือก’ มานานแค่ไหนแล้ว

ทาเครุ: ผมเองก็สงสัยนะว่านานแค่ไหนแล้ว ... แต่ผมว่าก็น่าจะนานพอดูล่ะครับ ใครหลายคนมักจะพูดว่า การแสดงของนักแสดงคนนั้นคนนี้ดีหรือไม่ดี แต่เวลาที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าความเห็นมันเป็นไปในทางลบ บางครั้งผมก็จะอดรู้สึกไม่ได้ว่า เขาอาจจะทำได้ดีกว่านั้นถ้าหากผู้กำกับคอยชี้ให้ว่าควรทำอย่างไร

- แต่นักแสดงอย่างพวกคุณส่วนใหญ่ก็ได้รับการยอมรับว่าสร้างความประทับใจให้กับผู้คนอยู่นะ ฉันว่า

ทาเครุ: แต่ผมก็ทำทุกอย่างเองไม่ได้หรอก โดยเฉพาะถ้าเป็นละครด้วยแล้ว สำหรับภาพยนตร์น่ะ มันมีความเป็นไปได้บางอย่างอยู่ถ้าคุณทุ่มเทเต็มที่แบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง แต่กับละคร มันจำเป็นต้องมีการบล็อกกล้องที่มากกว่า นั่นหมายถึงเราต้องสร้างทางเลือกเผื่อเอาไว้มากมายสำหรับการแสดงแต่ละครั้งในหนึ่งคัท จริงอยู่มันมีวิธีมากมายแล้วก็มีหนทางหลายแบบที่คุณเลือก ซึ่งมันก็โอเคแหละถ้าผลออกมาดี ให้พูดสั้นๆก็คือ วิธีที่เราเลือกใช้ใน ‘Tenno no Ryoriban’ ในตอนนี้ก็เหมือนกับที่ผมบอกคุณไปนั่นแหละครับ อย่าง ‘Ryoma-den’ นั่นก็เป็นละครเหมือนกัน แต่เรากลับทำออกมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเลย

- พอได้ยินแบบนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่า นักแสดงนี่จะต้องมีความยืดหยุ่นสูงมากจริงๆ

ทาเครุ: ถึงแม้ผมจะบอกว่าละครน่ะเป็นอะไรที่แตกต่างไปจากภาพยนตร์ แต่ต่อให้เป็นภาพยนตร์ก็เถอะ กรรมวิธีในการสร้างภาพยนตร์แต่ละเรื่องก็แตกต่างกันออกไป ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า ผู้คนน่ะบอกว่า ‘นักแสดง’ เป็นงานที่ไม่เหมือนใคร แต่สิ่งที่พวกเรากำลังทำกันอยู่มันแตกต่างออกไปมากเสียจนคุณสามารถเรียกชื่องานของเราเป็นอีกแบบที่แตกต่างออกไปได้เลย ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ

- ในเมื่อคุณมีหนทางที่หลากหลาย ตัวคุณเองล่ะ อยากที่จะมีประสบการณ์ในหนทางที่หลากหลายให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยหรือเปล่า

ทาเครุ: ผมมีความชอบบางอย่างอยู่แล้ว มันก็ต้องอย่างนั้นล่ะครับ

- ความชอบบางอย่างของคุณคืออะไร

ทาเครุ: ไม่บอก (หัวเราะ)

- งั้นถ้าเกิดคุณเลือกที่จะทำอย่างที่ชอบออกมาได้ชนิดสมบูรณ์แบบล่ะก็ คุณอยากจะทำมันไปตลอดเลยไหมล่ะ

ทาเครุ: อ่า... แต่ในขณะเดียวกัน ตัวโปรเจ็กต์เองก็สำคัญนะครับผมว่า ดังนั้นต่อให้ผมไม่ชอบวิธีการทำงาน แต่ถ้าโปรเจ็กต์มันดีล่ะก็ ผมก็ทำนะ

- อะไรที่จะทำให้โปรเจ็กต์สักอันหนึ่ง ดึงดูดคุณได้บ้าง

ทาเครุ: มันก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกผมด้วยแหละว่ามันดีหรือไม่ดียังไง

- ไม่ใช่ว่าคุณอยากจะลองทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนหรอกหรือ

ทาเครุ: อะไรที่ผมไม่เคยทำย่อมดึงดูดใจผมอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ผมต้องอยากจะลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนมากกว่าที่ผมเคยทำอยู่แล้วล่ะครับ

- ทำไมล่ะ

ทาเครุ: เพราะมนุษย์น่ะขี้เบื่อนะรู้ไหม ทุกคนก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น คนเราไม่สามารถทำอะไรซ้ำๆไปได้ตลอดหรอก

- ในขณะเดียวกัน การได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ไม่น่ากลัวหรอกหรือ

ทาเครุ: ก็น่ากลัวแหละครับ

- โดยเฉพาะกับงานลักษณะนี้ ถ้าล้มเหลว... ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่า การพูดว่าล้มเหลวมันถูกต้องหรือเปล่า ... ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นว่ามันล้มเหลว ... มันก็จะส่งผลกระทบที่ใหญ่หลวงมากเลยใช่ไหม

ทาเครุ: ดังนั้น ผมจึงต้องทุ่มเทพยายามให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะได้ไม่ล้มเหลวไงครับ ผมเองก็ไม่ได้เลือกที่จะรับงานเพียงเพราะว่าผมไม่เคยทำมาก่อนหรอกนะ

-การถูกประเมินถึงผลงานสักชิ้น อาจจะส่งผลในภาพรวมก็จริง แต่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของการเป็นนักแสดงด้วยใช่ไหม

ทาเครุ: นั่นล่ะครับงานของเรา (หัวเราะ) แต่มันก็ทำให้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาได้เหมือนกันเวลาโปรเจ็กท์ที่รับมามันน่าสนใจมากๆ บทที่ดีหรือหากมีอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นได้ล่ะก็ จะทำให้ผมอยากเล่นขึ้นมาโดยอัตโนมัติเลย

- เคยไหมที่ถึงแม้มันจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกแบบนั้น แต่ผลกลับออกมาแตกต่างจากที่คุณคาดเอาไว้

ทาเครุ: แน่นอนว่ามันต้องเกิดขึ้นได้อยู่แล้วครับ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะบอกล่วงหน้าว่าผลจะออกมาเป็นยังไง แต่ผมก็พยายามระวังอย่างมากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นนะครับ

- คุณหมายความว่า คุณไม่ได้จะกระโดดลงไปคว้าโอกาสทันที นอกจากว่าจะรู้สึกไว้ใจเสียก่อนอย่างนั้นสิ

ทาเครุ: ถูกครับ มันออกจะยากอยู่ถ้าจะให้เริ่มต้นกันแบบที่ยังไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจอะไรกันเลย

- แต่ถึงอย่างนั้น แม้คุณจะรู้สึกว่าไว้ใจแล้วและคว้าโอกาสนั้นไว้ คุณก็อาจจะไม่สามารถรักษาความกระตือรือร้นเอาไว้ในระดับเดิมได้อยู่ดี ก็น่าจะทำให้รู้สึกท้อบ้างใช่ไหมหากนอนไม่พอหรือเหนื่อยเกินไป... อย่างน้อยก็เป็นกับฉันล่ะ (หัวเราะ)

ทาเครุ: (หัวเราะ) มันก็เกิดขึ้นได้กับทุกคนน่ะครับ เราก็แค่มนุษย์ธรรมดานี่นา

- แต่ถ้าเป็นกรณีอย่างนักแสดงอย่างนี้ ถ้าคุณไม่รักษาความกระตือรือร้นเอาไว้ให้ได้ในระดับหนึ่ง มันก็จะหมดไปได้เหมือนกันนะรู้ไหม

ทาเครุ: ใช่ครับ มันเป็นเรื่องที่สำคัญเอามากๆเลยใช่ไหมล่ะ ผมจำได้ว่าเคยบอกกับคุณเมื่อคราวที่เราคุยกันเรื่อง Kenshin ว่า การรักษาความกระตือรือร้นเอาไว้ให้ได้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด... ที่จริงน่าจะบอกว่าเป็นเรื่องที่ยากที่สุดมากกว่า

- ตอนที่เราได้อ่านบทสัมภาษณ์ที่ถูกถอดออกมา เราเรียกว่าอ่านไปรวดเดียวเลย แล้วก็คิดว่า “ทีนี้ก็รู้แล้ว”

ทาเครุ: นั่นล่ะครับ ดังนั้นช่วยเขียนลงไปด้วยว่า ‘มันยากแบบสุดๆเลย’ (หัวเราะ) จริงๆนะ

- การที่ได้รู้ว่าคุณพยายามอย่างหนักที่จะรักษาความกระตือรือร้นเอาไว้ แล้วพอได้มาเจอคุณ เลยทำให้รู้สึกว่าคุณนี่ใจเพชรเอาการทีเดียวในสายตาของฉัน

ทาเครุ: (หัวเราะเขินๆเบาๆ)

- คุณไม่เคยพยายามจะแสดงให้ใครเห็นว่า ‘ฉันกำลังทำงานหนักเป็นบ้าเป็นหลังอยู่นะ!’

ทาเครุ: นั่นก็จริงครับ

- แต่คุณก็คิดอีกเหมือนกันล่ะว่ามันมีความอ่อนล้าในใจอยู่เหมือนกัน มันไม่ได้แข็งเหมือนเพชรอะไรหรอก ใช่ไหม

ทาเครุ: ใช่สิครับ (หัวเราะ) บ่อยเลยล่ะ

- แล้วคุณทำยังไงกับมันบ้าง

ทาเครุ: เวลาที่ผมรู้สึกหมดแรงน่ะเหรอครับ... ไปกินข้าวกับเพื่อนสิ (หัวเราะ)

- คุณฉีดเซรุ่มให้ตัวเองด้วยการกินอาหารงั้นหรือ

ทาเครุ: ผมเป็นอย่างนั้นจริงๆ (หัวเราะ) ไม่อย่างนั้น... คือมันเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการรักษาความกระตือรือร้นอย่างที่บอกน่ะครับ ถ้าไม่ทำอะไรอย่างนี้ผมคงไม่ไหวแน่ๆ

 

To be continue....